แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

การใช้ระบบ Subscription หรือ Follow เป็นการสร้างเครือข่าย blog ของ WordPress เมื่อถึงยุคของ social จึงเกิดระบบ like และ share ขึ้น ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างมากมายกว่าที่ระบบ blog เคยทำได้มาก่อน เว็บไซต์ social ที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้น facebook และ twitter และที่กำลังพยายามตามมาก็คือ google+ ผู้ที่ใช้ blog จาก wordpress.com สามารถใช้เครื่องมือในการ like และ share บน facebook แชร์บน twitter รวมทั้ง google+ ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเครือข่าย social อื่นๆ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไร แต่ถ้าหากติดตั้งเว็บเอง ตัวเทียบเท่าก็คือ Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing ที่จะกล่าวถึงนี้ เชื่อมต่อ social ด้วย Jetpack Publicize สำหรับ wordpress.org หรือเว็บไซต์ WordPress ที่สร้างขึ้นเอง เราสามารถใช้ฟีเจอร์แบบเดียวกับที่มีใน wordpress.com ด้วย plugin publicize รูปร่างหน้าตาของเว็บที่ใช้ plugin นี้คงจะเห็นกันจนชินตา ข้อดีของ publicize คือช่วยสร้าง App ในการเชื่อมต่อกับ social tool ให้เราโดยอัตโนมัติ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ WordPress บังคับห้เราต้องมีบัญชี blog กับ WordPress เริ่มด้วยการ activate หากยังไม่ได้เปิดใช้งานก็เลือกเมนู Jetpack แล้วคลิก activate ตั้งค่าเชื่อมต่อ Social Tools ไปที่เมนู Settings->Sharing Facebook และ Twitter คงไม่มีใครไม่รู้จัก Linkedin เป็นเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงาน หางาน ส่วน tumblr เป็น blog แบบหนึ่ง บางคนจัดว่าเป็น micro blog ได้รับความนิยมพอสมควร เชื่อมต่อกับ Facebook ปกติถ้าเราต้องการใช้ฟังก์ชันของ facebook ภายใต้เว็บไซต์ของเรา เช่นกล่อง like ปุ่ม share กล่อง comment เราจะต้องสร้าง App ภายใต้ facebook ขึ้นมา ซึ่งผู้ที่มีบัญชีของ facebook ทุกคนสามารถสร้างได้ แต่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากกับคนที่ไม่คุ้น ซึ่งถ้าเป็น plugin ทั่วไปเราจะต้องสร้าง App ขึ้นเองก่อนแล้วจึงเชื่อมโยงเข้ากับ plugin แต่สำหรับ Jetpack เราไม่ต้องสร้าง App เพราะ WordPress สร้างไว้ให้แล้ว เราเพียงแต่ติดตั้ง App ของ WordPress ไปใน facebook ของเรา กดปุ่ม Add new Facebook connection จะขึ้นหน้า login ของเฟสบุค ล็อกอินด้วยบัญชีเฟสบุคของเรา จากนั้น WordPress จะทำการติดตั้ง App ของ WordPress ในนามของเรา ซึ่งเราต้องอนุญาตให้อ่าน public profile และรายชื่อ friend ได้ จากนั้นจะให้เราเลือกว่าจะให้ WordPress โพสต์ข้อความลงไปที่ไหน ค่าปกติเป็น Friends แต่แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Only me จากนั้น WordPress ต้องการสิทธิ์ในการจัดการกับ fan page ที่เรามี ให้เลือกตกลง เป็นอันเรียบร้อย ตอนนี้ blog หรือเว็บไซต์ขอเราได้เชื่อมต่อกับ Facebook แล้ว สังเกตว่าชื่อ facebook ของเราจะไปปรากฎเป็น connection หนึ่ง…

ถึงเวลาปรับปรุงเว็บไซต์แล้วหรือยัง

ถึงเวลาปรับปรุงเว็บไซต์แล้วหรือยัง

สงวนลิขสิทธิ์ เว็บไซต์ที่คุณใช้อยู่ไม่ว่าจะพัฒนาขึ้นใช้เองในองค์กร outsource ให้ภายนอกทำก็ดี ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งเนื้อหาและเทคโนโลยี่ หลายแห่งมีเว็บไซต์ไว้ประดับนามบัตรและโลโก้เฉยๆ แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรเลย ที่น่าแปลกใจว่าเว็บไซต์หลายแห่งจ้างทำด้วยระบบ CMS เช่น WordPress หรือ Joomla แต่กลับไม่มีการโพสต์เพื่อทำการการตลาดเลย ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้รับคือ “ใช้ไม่เป็น” กับ “ไม่มีเวลา” ใช้ไม่เป็นนี่น่าแปลกใจ เพราะคนทำเว็บก็คงสอนวิธีใช้งานหรือวิธีโพสต์ให้ ทั้ง WordPress และ Joomla นี่ก็โพสต์แสนง่าย (WordPress โพสต์ง่ายกว่า อิ อิ) ใช้ไม่เป็นไม่น่าจะใช่ ส่วนไม่มีเวลา นี่เป็นคำตอบคลาสสิค ก็เลยสรุปว่าหลายคนหลายแห่งมีเว็บไซต์ไว้ตามกระแสโดยที่ยังไม่ได้ดึงศักยภาพของการตลาดออนไลน์มาใช้อย่างจริงจัง กรณียอดฮิตที่ไปใช้ facebook กันหมด เพราะมี profile ของ facebook อยู่แล้ว มี friend เยอะด้วย เปิด fan page แล้วโพสต์ง่ายกว่า ใช้เหมือน profile เลย แถมยังมี app พวก e-Commerce ให้ใช้อีก แถมยังได้ลูกค้ามากกว่าด้วย โปรโมทแฟนเพจง่ายกว่าโปรโมทเว็บไซต์ ทำผ่านเครือข่าย friend ง่ายกว่าไปทำ SEO กับเว็บไซต์ตัวเอง แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องหยุดพิจารณากันสักเล็กน้อย facebook เป็นบริการฟรี และเขาก็มีสโลแกนว่า always be free ซึ่งก็ดีสำหรับคนชอบของฟรี แต่ข้อเสียของของฟรีนี้คือ “ทุกอย่างอยู่ในดุลยพินิจของเขาหมด” ทำผิดกฏ (ซึ่งเราอาจไม่ค่อยได้อ่าน หรือไม่เคยอ่านเลย) อะไรขึ้นมา ก็จะถูกแบน มีการแบนเป็นลูกโซ่ด้วย ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากการเข้าใจผิดจากทาง facebook เอง หรือเป็นความผิด(กฏ)เล็กๆน้อยๆของเราเองก็ถูกแบนไปแล้ว ซึ่ง facebook ใช้ทั้งคนและโปรแกรมในการพิจารณาการแบน บางครั้งอาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยยุติธรรม แต่เราก็เคลมอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องขอ (appeal) เพราะมันเป็นของฟรี ทุกอย่างเขาสงวนสิทธิ์การใช้ตามนโยบายของเขา บางท่านอาจจะแย้งว่า หากเราไม่ได้ทำผิดกฏแล้วจะกลัวอะไร อันนี้ถ้าเป็นกฏหมายก็คงใช่ แต่ถ้ากฏของ facebook คงไม่ใช่ การที่เราลงทุนโปรโมทสินค้า บริการ แบรนด์ หรืออะไรก็ตามผ่านแฟนเพจ หากประสบความสำเร็จแสดงว่าเราต้องลงทุนลงแรงไปไม่น้อย หากปล่อยให้ policy ของ facebook มากำหนดความเป็นความตายของเพจของเรามันก็ไม่ใช่เรื่องที่มั่นคงนัก บางครั้งเงื่อนไขที่ facebook ใช้ในการปิดแฟนเพจก็ดี แขวน profile ของเจ้าของเพจไว้ชั่วคราวก็ดีเมื่อถูก report ว่าผิดกฏของ facebook (แม้บางกรณีดูเป็นเรื่องเล็กน้อย) เป็นเงื่อนไขที่คลุมเครือ และได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่ากัน ซึ่งคงเป็นเพราะมีแฟนเพจเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้มีการถกเถียง (โวยวาย) ตามอินเตอร์เนตอยู่มากเหมือนกัน มีข้อเสนอให้ facebook คิดค่าบริการมาเลย ดีกว่ามาใช้ดุลยพินิจปิดเพจ แขวน profile ให้เสียงานเสียการ ที่ว่ามาทั้งหมดนี้จะมาสู่ข้อสรุปที่ว่า “facebook เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดอันหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเอามาแทนเว็บไซต์ได้” หมายความว่าถ้าคุณต้องการมีตัวตนอยู่ในโลกออนไลน์ เว็บไซต์คือตัวตนของเราที่แท้จริง และเป็นสมบัติ (asset) ของเราที่แท้จริง จุดอ่อนของเว็บไซต์ใหม่คือเข้าถึงคนได้ยาก แต่หากใช้ facebook แฟนเพจก็จะเข้าถึงได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า แต่ก็ควรใช้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมเพื่อช่วยโปรโมทเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเป็น center base ของเราอย่างแท้จริง ถ้าคุณมีเว็บไซต์อยู่แล้ว และไม่ค่อยได้ปรับปรุงเว็บไซต์ ทั้งเนื้อหาและหน้าตา ขอได้ลองกลับมาพิจารณาเว็บไซต์ของคุณใหม่อีกครั้ง ถ้าคุณยังไม่ได้เขียนบทความ ก็เริ่มเขียนเสียตั้งแต่วันนี้ สังเกตว่ามีบางท่านไปเขียนบทความค่อนข้างยาวใน facebook ซึ่งควรจะมาเขียนเป็น blog ในเว็บไซต์จะดีกว่า เพราะอ่านง่ายกว่า ค้นหาย้อนหลังได้ง่ายกว่า และที่สำคัญได้ผลทาง SEO อีกด้วย สิ่งที่โพสต์ใน facebook ควรเป็นข้อความสั้นๆที่สร้างความคุ้นเคยมากกว่าที่จะเป็นรายละเอียด ที่นี่ต้องปรับปรุงเว็บไซต์อย่างไรล่ะ ท่านที่มีเว็บไซต์อยู่แล้วปล่อยร้าง ลองหันกลับไปดูว่า เว็บไซต์ท่าน support สิ่งเหล่านี้หรือไม่ มีปุ่มให้แชร์บน facebook กับ twitter คือดึงให้คนเข้าเว็บไซต์เราแล้วค่อยแชร์ แทนการโพสต์ลงไปใน facebook หรือ twitter แล้วให้เขา share หรือ retweet ดีกว่าตรงที่เป็นการดึง traffic เข้าหาเว็บไซต์เรา ได้อานิสงฆ์ทาง SEO ด้วย หลายคนบอกว่าไม่ค่อยได้ผล คนไม่ค่อยออกนอก facebook (กลัวโดนดูดแล้วไม่ได้กลับไงไม่ทราบ) แต่ก็ต้องลองดู  …