มาลงสินค้าใน WooCommerce กัน

มาลงสินค้าใน WooCommerce กัน

สองตอนที่แล้วผมคิดว่าคุณคงเริ่มติดตั้งและมองเห็นภาพคร่าวๆของ WooCommerce กันแล้วนะครับ รายละเอียดอื่นๆยังไม่ต้องไปยุ่งกันตอนนี้ ทำตามไปเรื่อยๆครับ ต้องการปลั๊กอินอะไรเพิ่มเติมผมจะแนะนำคุณเมื่อถึงเวลา ทำไปเรียนไปพร้อมกันได้เลยครับ อ่อ อีกอย่างคุณไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องธีมมาก คุณใช้ธีมอะไรก็ได้ที่อยู่ในหมวด eCommerce ซึ่งธีมรุ่นใหม่จะใช้ได้กับ WooCommerce เสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ธีมไม่ใช่เรื่องสำคัญนะครับ ความเข้าใจขั้นตอนพื้นฐานของ WooCommerce สำคัญกว่า ผมไม่อยากให้คุณไปติดอยู่กับธีมที่หรูหรา(หมายถึงธีมซื้อ) เพราะจะทำให้คุณเสียสมาธิไปกับการทำความเข้าใจกับธีมนั้นมากกว่าทำความเข้าใจกับ WooCommerce ครับ ตอน Add Themes ให้คุณหาธีมจากคีย์เวอร์ด ecommerce (lite) หรือ shop (lite) อะไรทำนองนี้มาสักตัวครับ (คำว่า lite หมายถึงธีมที่มีเครื่องเคราไม่เยอะมาก เหมาะกับคนที่ถนัด customize) ธีมที่ผมจะใช้ในบทความนี้คือ Easy Shop ครับ เป็นธีมสำหรับ WooCommerce แบบพื้นๆ (ถ้าคุณใช้ธีมอะไรอยู่ก็ไม่ต้องเปลี่ยนครับ โดยหลักการแล้วใช้ได้เหมือนกัน) Easy Shop รายละเอียดการ customize ธีมนี้ยังไม่ต้องไปสนใจ จริงๆก็ไม่มีอะไรให้เซตมาก ตอนนี้เรามาเริ่มใส่ข้อมูลสินค้ากันเลยครับ เริ่มจากการใส่หมวดหมู่สินค้า Category ที่ผมแนะนำให้เริ่มจากตรงนี้ก็เพราะว่าก่อนที่คุณจะเปิดร้านออนไลน์ สิ่งที่สำคัญก็คือตัวข้อมูลสินค้า แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  “หมวดหมู่ของสินค้า” ซึ่งเป็นการบ้านข้อแรกที่คุณจะต้องทำก่อนที่จะเปิดร้านออนไลน์ ในร้านค้าของผม สมมติว่าผมขายทุกอย่าง ผมได้ข้อสรุปแล้วว่าผมมีสินค้าที่จะขายอยู่  8 หมวดครับ ตัวอย่างหมวดหมู่สินค้า เซตตามหมวดหมู่จริงของร้านคุณ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาหมวดสินค้าทั้งหมดไปใส่ใน Products -> Categories ซึ่งจะใส่เหมือนๆกับคุณใส่ประเภทของ post นั่นแหละครับ แบบเดียวกันเลย ใส่ข้อมูลกำกับให้กับสินค้าแต่ละประเภท สินค้าแต่ละประเภทจะมีธรรมชาติไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ อย่างเช่น เสื้อเชิ๊ตกับชุดว่ายน้ำจะมีไซส์ S, M, L หรือหนังก็จะมีประเภทเป็น ไซไฟ, หนังรัก, สยองขวัญ เป็นต้น ข้อมูลที่กำกับไปกับสินค้าแต่บะหมมวดนี้เรียกว่า Attribute ครับ (ขอทับศัพท์นะครับ) ซึ่งจะต้องเตรียมไว้ก่อนแล้วจึงนำไปใส่ในเมนู Products -> Attributes การใส่ก็เหมือนกับใส่ category ส่วน attributes ใดจะไปผูกอยู่กับหมวดหมู่อะไรนั้นเราจะไปทำกับข้อมูลสินค้านั้นๆครับ ในตอนนี้ผมจะใส่ attribute แค่สามตัวตามนี้ครับ ตัวอย่างการเซต attributes หรือข้อมูลกำกับสินค้า ซึ่งจะใช้กับสินค้าบางหมวดหมู่ ตามรูปตัวอย่างผมสร้าง attribute ชื่อ “ประเภทหนัง” ให้มีข้อมูลอยู่สามตัวคือ รักโรแมนติค, สยองขวัญ และ ไซไฟ และ attribute ชื่อ “ขนาดสินค้า” กับ “ขนาดสวมใส่” ข้อมูลที่ใส่ก็ตามรูปนะครับ ข้อมูลกำกับสินค้าหรือ attribute นี้เราไปตั้งตอนที่เราใส่ข้อมูลสินค้าก็ได้ครับ แต่ผมแนะนำให้คุณวางแผนล่วงหน้าและใส่ในตรงนี้ตั้งแต่ต้นจะดีกว่า เพราะจะทำให้ดูเป็นระบบมากกว่า เริ่มใส่ข้อมูลสินค้า คราวนี้มาเข้าที่ข้อมูลสินค้ากันเลยครับ Products -> Add New ทำเหมือนเขียนโพสต์ครับ ไตเติ้ลก็คือชื่อสินค้า และเนื้อหาก็คือรายละเอียดสินค้า ต่างกับโพสต์ตรงที่ในหน้าเขียน product จะมีช่องให้ใส่ข้อมูลมากขึ้น เช่น ราคา ส่วนลด รวมทั้ง attribute ที่กล่าวถึงก่อนหน้า สินค้าคล้ายกับโพสต์ๆหนึ่ง ใส่ title, content และ category เหมือนกัน ในช่องถัดไปก็คือช่องสำหรับใส่ข้อมูลอื่นๆครับ ใส่ราคาและส่วนลด ข้อมูลประกอบสินค้าจะถูกจัดหมวดหมู่ไว้เป็นแท็ปครับ ให้คุณลองคลิกตรง Product Data จะสังเกตเห็นว่าแท็ปเปลี่ยนไป อันนี้เขาทำไว้ไม่ให้รกตา เลยจัดทำแท็ปเป็นหมวดหมู่ให้เราเลือกเอาเฉพาะกลุ่มแท็ปที่เราใช้ แท็บข้อมูลของสินค้าจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ เราเลือกใส่เฉพาะที่ตรงกับลักษณะสินค้าของเรา ตอนนี้เราจะสนใจเฉพาะกลุ่มพื้นฐานคือ Simple  product ก่อนครับ แท็ป General ตามรูปข้างบนสำหรับใส่ราคาและส่วนลด การจัดการกับสินค้าคงคลัง แท็ปต่อไปคือ Inventory ใส่สำหรับใส่รหัสสินค้า (SKU) ซึ่งควรจะตั้งนะครับ ไม่ว่าสินค้าของคุณจะมีมากมีน้อยเพราะมีประโยชน์ในระยะยาว ถ้าคุณคลิกถูกตรง Enable stock manament at product level จะมีช่องให้คุณใส่จำนวนในสต็อคที่คุณมี ตามตัวอย่างคือ 3 หน่วย เมื่อเลือกให้จัดการสต็อคอัตโนมัติ เราต้องเลือกว่าจะทำอย่างไรเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าที่หมดสต็อค ซึ่งกรณีนี้ WooCommerce จะจัดการสต็อคให้คุณ โดยในช่อง Allow backorders คุณจะต้องเลือกว่าถ้าสินค้าขายไปจนหมดจำนวนในสต็อคที่ระบุแล้วผู้ซื้อสั่งซื้อเข้ามาจะทำอย่างไร Do not allow…

ทำความเข้าใจกับเพจของ WooCommerce

ทำความเข้าใจกับเพจของ WooCommerce

หลังจากที่คุณได้ติดตั้ง WooCommerce แล้ว ก่อนอื่นขอให้คุณมาสังเกตก่อนว่า WooCommerce ได้เซตอะไรไว้ให้คุณบ้าง สร้างเพจสำหรับระบบอีคอมเมิร์ซให้ ให้คุณไปดูที่เมนู Pages -> All Pages คุณจะเห็นว่า WooCommerce สร้างเพจต่อไปนี้ให้คุณ Cart, Checkout, My account, Shop โดยอัตโนมัติ ถ้าคุณเข้าไปดูในแต่ละเพจคุณจะเห็น shortcode ต่อไปนี้ ตามลำดับ [woocommerce_cart][woocommerce_checkout][woocommerce_my_account] ในเพจ shop จะไม่มี shortcode เพจ cart ใช้สำหรับแสดงรายการสินค้าที่ถูกเลือกก่อนที่จะผ่านไปขั้นตอนโอนเงิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ [woocommerce_cart] หน้าเพจ cart จะแสดงรายการสินค้าที่ผู้ซื้อเลือกลงตระกร้า รูปแบบเป็นไปตามธีมที่ใช้ เพจ Checkout ใช้แสดงหน้าที่จะให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด เช่นสถานที่จัดส่ง บิล การโอนเงิน หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด เพจ My account จะใช้แสดงพื้นที่สมาชิกของผู้ซื้อ ซึ่งสามารถมาแก้รายละเอียดของตัวเองได้ทีหลังสำหรับการสั่งซื้อครั้งถัดไป รวมทั้งบันทึกประวัติการสั่งซื้อที่ผ่านมา สถานะของการสั่งซื้อ หน้า My account สำหรับแก้ไขที่อยู่และแสดงประวัติการซื้อ เพจ shop ไม่มี shortcode ใช้แสดงรายการสินค้าสำหรับการเลือกซื้อ หน้าตาเพจ shop ซึ่งจะขึ้นกับธีมที่คุณใช้ แค่นี้ครับ หลังติดตั้ง WooCommerce เซตสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คุณโดยอัตมัติ คุณเพียงแต่ใส่รายละเอียดเพิ่มเติม ใส่ข้อมูลสินค้าก็สามารถเปิดร้านขายของได้เลย ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ? ง่ายครับ ถ้าคุณไม่ต้องการอะไรพิเศษหรือต้องการเอกลักษณ์อะไรมาก ขายอย่างเดียว เรื่องรูปร่างหน้าตาก็ยอมเสียเงินซื้อธีมดีๆไม่เกินสองพันกว่าบาทก็ได้เว็บอีคอมเมิร์สที่หรูแล้ว แต่เชื่อเถอะครับว่า ใช้ไปสักพักไม่มีอะไรถูกใจหรือตรงตามใจคุณแน่ มันมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ นี่ก็คือทางของ WordPress+WooCommerce ครับ เป็นระบบที่เปิดทางให้คุณ customize ได้เอง ก่อนไปต่อผมขอแนะนำคุณอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคุณเน้นขายอย่างเดียว มีระบบที่ลงตัวไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันมาก ผมแนะนำให้ซื้อบริการทำเว็บจะง่ายกว่า ยอมเสียค่าบริการหลังการขายในราคาที่คุณรับได้ ถ้าคุณมาแนวนี้คุณต้องใช้เวลาศึกษาและปรับปรุงไปเรื่อยๆซึ่งข้อดีคือคุณมีอิสระในการพัฒนาระบบเว็บอีคอมเมร์สของคุณให้มีเอกลักษณ์และประสิทธิภาพดูเป็นมืออาชีพในแบบของคุณได้ เพราะ WordPress+WooCommerce มีปลั๊กอินสนับสนุนเพียบทั้งฟรีและเสียเงิน(ในราคาหลักพัน) โดยที่ผู้ผลิตเว็บสำเร็จรูปไม่มีทางตามทันในระดับราคานี้ สมมติว่าคุณไปต่อนะครับ ไปด้วยกันเลย ไม่เอาเพจที่ WooCommerce เซตให้โดยอัตโนมัติได้ไหม ? ได้ครับ แต่ผมไม่เห็นเหตุผลที่คุณจะต้องไปทำ ถ้าคุณอยากจะจัดเลย์เอาท์อะไรเพิ่มเติมก็ทำได้ในเพจอัตโนมัตินั้นได้เลย ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า WooCommerce  รู้ได้ไงว่าเพจนั้นเป็น shop หรือเป็น cart มันไม่ได้อ่านจาก shortcode ที่เขียนอยู่ในเพจนะครับ มันดูตรง Setting ให้คุณไปที่ WooCommerce -> Settings คลิกที่แท็บ Products เพจ shop ที่เซตโดย WooCommerce โดยอัตโนมัติ แต่คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้เพจที่คุณสร้างเองก็ได้ ตรงที่ช่อง Shop page  นั่นแหละครับที่ใช้สำหรับเซตว่าจะเอาเพจไหนแสดงรายการสินค้า(shop) ซึ่งมันจะชี้ไปที่เพจที่ Woo สร้างให้ตอนคุณติดตั้ง ถ้าคุณมีเพจชื่ออื่นที่คุณสร้างไว้ก็คลิกที่ลูกศรเล็กๆทางขวาก็จะปรากฏรายการเพจให้เลือก แล้วก็เลือกเพจที่คุณเตรียมไว้สำหรับเป็น shop ส่วนอีก 3 เพจที่เหลือให้คุณไปที่แท็ป Advanced ครับ เช่นเดียวเพจ shop คุณสามารถเซตเพจ cart, checkout, my account ได้ด้วย คงเดาออกนะครับ ถ้าคุณมีเพจที่คุณสร้างไว้ก็เลือกเพจนั้นแทน แล้วก็กดบันทึก บางครั้งที่เพจทั้งสี่ไม่คุณเวลาที่ใช้งานก็ให้คุณมาดูที่หน้า Settings นี้ว่าเพจมันหลุดไปหรือเปล่า เช่นบางทีมันกลายไปเป็น ถ้าหน้าไหนไม่แสดงก็ให้กลับมาเช็คดูว่าหน้านั้นหลุดไปหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องกลับมาเซตใหม่ อันนี้นานๆจะเจอครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ (มักจะเป็นหลังจากเซตเยอะไป 55) สรุป เริ่มต้นแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะยาวไป จริงๆเนื้อหาก็ไม่มีอะไรมากเป็นพื้นฐานจริงๆ ติดตามตอนต่อไปครับ

การตั้งค่า WooCommerce

การตั้งค่า WooCommerce

ผมสมมติว่าคุณคุ้นเคยทำ WordPress หรือมีเว็บไซต์อยู่แล้วและต้องการทำ eCommerce จริงๆ ผมบอกคุณก่อนว่าการเซต WooCommerce ไม่ยาก การทำเว็บขายสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก คุณใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถมีเว็บขายสินค้าได้แล้ว ถ้าคุณมีสินค้าพร้อม ข้อมูลพร้อม แต่.. คุณจะได้เว็บที่ไม่แตกต่างจากคนอื่น เริ่มติดตั้ง WooCommerce อันนี้ไม่ยาก ค้นหา WooCommerce แล้วติดตั้ง แล้ว activate เป็นอันเสร็จ มีข้อสังเกตนิดหนึ่งตอนติดตั้ง จะขึ้นให้คุณเซตค่าต่างๆไว้ตอนนี้ คุณอาจจะข้ามไปแล้วค่อยมาเซตทีหลังก็ได้ สมมติว่าคุณต้องการเซตตอนนี้ เซตเบื้องต้น การเซต WooCommerce เบื้องต้น เลือกประเทศ Thailand ใส่ที่อยู่ ซึ่งจะนำไปใช้ใน Bill เลือกสกุลเงินเป็น Thai/Baht เลือก I plan to sell both physical and digital products ซึ่งหมายถึงเราขายทั้งสินค้าและบริการ หรือเลือกรายการอื่นที่มีให้ ส่วน  Help Woocommerce improve… ก็คือคุณจะยอมให้เว็บคุณส่งข้อมูลทางเทคนิคบางอย่างไปให้ทาง WooCommerce เพื่อใช้ในการปรับปรุงเวอร์ชันต่อๆไปหรือไม่ ถ้าไม่ก็คลิกออก เซต Shipping การเซต Shipping เป็นการเซตค่าขนส่งในแต่ละโซน ตามตัวอย่างเป็นอัตราคงที่ (flat rate) คุณอาจใส่ 0 ไปทั้งสองช่องก่อน ที่เหนือเป็นหน่วยของนำหนักของสินค้าที่จะขนส่งใช้ในกรณีที่ค่าขนส่งคิดตามน้ำหนัก และหน่วยของขนาดสินค้ากรณีที่คิดค่าขนส่งตามขนาด ผูก WooCommerce เข้ากับ MailChimp ถ้าคุณใช้ อยู่คุณสามารถผูกเข้ากับ WooCommerce ได้ ถ้าไม่ใช้ก็คลิกออก ผูก MailChimp กับ WooCommerce ผูก WooCommerce กับ Jetpack ถ้าคุณใช้ Jetpack อยู่ก็สามารถผูกได้ด้วยเช่น ถ้ายังไม่เคยใช้ก็ลองลงดูครับ ขั้นตอนนี้จะติดตั้งปลั๊กอิน Jetpack ให้อัตโนมัติ การเซต Jetpack กับ WooCommerce ผูก WooCommerce เข้ากับ PayPal ปกติในประเทศนิยมใช้การโอนเงินผ่านธนาคาร แต่ถ้าคุณต้องค้าขายกับต่างประเทศ การใช้ PayPal ก็เป็นสิ่งที่สะดวกมาก ผูก WooCommerce กับ PayPal กลับไปดูที่ dashboard ให้คุณกลับไปดูที่ dashboard จะมีหน้าสำหรับการติดตั้ง Jetpack เพิ่มเติม ผมแนะนำให้คุณเก็บ notify ตัวนี้ไว้เผื่อใช้ WooCommerce dashboard สังเกต Status ก่อน คุณจะสังเกตเมนู WooCommerce ทางซ้ายให้คลิกเลือก Status เพื่อดูว่า WooCommerce ที่คุณติดตั้งเข้ากันได้กับเวอร์ชันของ WordPress ที่ใช้อยู่หรือไม่ และที่สำคัญ php เวอร์ชันของโฮสต์ที่คุณใช้อยู่รวมทั้งหน่วยความจำของโฮสต์เพียงพอหรือไม่ ถ้าตรงไหนขึ้นตัวแดง ให้คุณปรึกษาโฮสต์เพื่อ upgrade ให้ได้ตามสเปคของ WooCommerce ดู status หลังติดตั้ง WordPress ตอนนี้แค่นี้ก่อนนะครับ จริงๆแล้วไม่มีอะไรมาก แค่โหมโรง

เริ่มต้นทำเว็บอีคอมเมิร์ซด้วย WooCommerce ปฐมบท

เริ่มต้นทำเว็บอีคอมเมิร์ซด้วย WooCommerce ปฐมบท

ทำเว็บ eCommerce ด้วย WordPress ดูอาจจะเป็นเรื่องใหญ่และน่ากลัวสำหรับคนที่ยังไม่มีเว็บไซต์ แต่ถ้าใครมีอยู่แล้วและต้องการอัพเกรดไปเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซก็จะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีต้นทุนอยู่แล้วครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะถ้ามีเว็บไซต์ที่เป็น WordPress อยู่ก่อนแล้วก็เป็นเรื่องง่าย เพราะคุณสามารถติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เพื่อทำให้เว็บธรรมดากลายเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซแทบจะในทันที บอกตามตรงว่าเมื่อหลายปีก่อนผมไม่ค่อยสนใจการใช้ WooCommerce กับ WordPress ซักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นมีปลั๊กอินตัวเลือกและ platform ทางเลือกอยู่หลายตัว แต่พอทาง WordPress ประกาศยกฐานะ WooCommerce ให้เป็นปลั๊กอินมาตรฐานอีคอมเมิร์ซสำหรับ WordPress ผมก็เริ่มหันมาสนใจ WooCommerce อย่างเต็มตัว WooCommerce หรืออื่นๆ ถ้าคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือกำลังจะอัพเกรดเว็บ WordPress ธรรมดาของคุณให้กลายไปเป็นร้านค้า คุณอาจจะมองหาทางเลือกอื่นๆ คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ Opencart, Magento หรืออะไรก็ตามที่คุณอาจหาข้อมูลได้จาก google หรืออาจจะมีผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำคุณว่าควรเริ่มจากทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ WordPress+WooCommerce ด้วยเหตุผลว่าสู้ระบบอีคอมเมิร์ซที่สร้างมาเฉพาะไม่ได้ WordPress พัฒนามาจากการเป๋น blog แล้วเอาปลั๊กอินมาเสียบเพิ่ม รวมทั้งอีคอมเมิร์ซ มันทำให้เป็นระบบเด็กๆ ไม่รองรับงานขนาดใหญ่ ประเด็นที่ว่ามานั้นก็มีส่วนถูก WordPress+WooCommerce ไม่ใช่ระบบที่แข็งแกร่งถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าและยอดออร์เดอร์นับพันรายการต่อวัน ถ้าคุณเป็นธุรกิจในระดับนี้ผมแนะนำให้ใช้เฉพาะ แต่ถ้าสเกลคุณต่ำกว่านั้น WordPress+WooCommerce คือทางเลือกที่ดีที่สุด(ในความเห็นของผม) คุณอาจเคยได้รับคำแนะนำว่า จะทำทั้งทีก็ลงทุนกับระบบใหญ่ไปเลยเดี๋ยวขยายงานทีหลังต้องไปเปลี่ยนระบบใหม่อีก ในระยะยาวจะไม่คุ้ม อันนี้แล้วแต่ ถ้าคุณมีทุนน้อยก็เริ่มจาก WordPress+WooCommerce เมื่อมีรายการต่อวันมาก แสดงว่าคุณกำลังไปได้สวยคุณก็จะมีเงินมากพอที่จะลงทุนปรับเปลี่ยนระบบได้ในภายหลัง แต่ถ้าเงินทุนคุณหนาคุณอาจจะเริ่มจากการจ้างคนมาพัฒนาระบบเฉพาะหรือใช้ opensource ทางอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะเช่น Magento ซึ่งคุณสามารถมองข้าม WordPress+WooCommerce ไปได้เลย ผมคิดว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านคงเป็นกลุ่มเริ่มต้น ดังนั้นสรุปว่า WordPress+WooCommerce นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องขยับขยายระบบในวันข้างหน้าอย่าไปกังวลมากนัก ถ้าเราไปได้สวยจริงก็แสดงว่าเริ่มมีเงินทุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบในภายหลังก็จะไม่ใช่ปัญหา เริ่มทำเว็บอีคอมเมิร์ซ สิ่งแรกที่คุณต้องมีก็คือเว็บไซต์แบบธรรมดาที่ใช้ระบบของ WordPress อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเว็บไซต์เปล่าๆก็ได้ จากนั้นก็ค้นหาปลั๊กอิน WooCommerce ในคลังของ WordPress ติดตั้งแล้ว Activate ก็จบขั้นตอนแรก ทำความเข้าใจกับระบบ WooCommerce ระบบของ WooCommerce ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าคุณเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์หรือเข้าไปดูเว็บประเภทนี้คุณก็คงจะคุ้นเคยกับระบบอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว โดยพื้นฐานระบบจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ หน้า Shop สำหรับแสดงรายการสินค้าที่จะขาย ซึ่งจะแสดงราคา ส่วนลด และปุ่ม “ใส่ลงตระกร้า” ให้เรียบร้อยหน้า Account สำหรับลูกค้าให้สมัครสมาชิก ล็อกอิน และเช็คคำสั่งซื้อหน้า Checkout สำหรับให้ลูกค้าสรุปรายการสั่งซื้อและส่งคำสั่งซื้อ เมื่อติดตั้งปลั๊กอินเสร็จสิ่งเหล่านี้จะพร้อมให้คุณใช้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร แต่… ถ้าคุณต้องการความพิเศษ มันจะต้องทำอะไรมากกว่านี้และไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้เว็บอีคอมเมิร์ซที่ดูดี น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพ เรื่องหน้าตาของเว็บ เนื่องจาก WooCommerce เป็นปลั๊กอินตัวหนึ่งของ WordPress ดังนั้นหน้าของมันจึงขึ้นอยู่กับธีมที่เราเลือกใช้ด้วย ข่าวดีคือว่าธีมส่วนใหญ่จะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่ถ้าธีมใดไม่สนับสนุนก็จะมีคำเตือนที่หน้า dashboard จากปลั๊กอินว่าธีมนั้นไม่ได้ประกาศว่าเข้ากันได้กับ WooCommerce ซึ่งอันนี้คุณต้องลองเล่นดู ที่ว่ามานี่หมายถึงธีมฟรีในคลังของ WordPress นะครับ ส่วนธีมเสียเงินสนับสนุนอย่างแน่นอน จำเป็นไหมต้องซื้อธีม ปกติคุณมีทางเลือกสองอย่างคือ หนึ่งใช้ธีมฟรีในคลังของ WordPress แล้วมาโมดิฟายเอา ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีทักษะทางเทคนิคพวก HTML, CSS สองคือซื้อธีมซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายดี ดีกว่าแบบแรกคือมี option ให้ปรับแต่งได้มากกว่าและมีประเภทของธีมให้เลือกตรงตามแบบธุรกิจทุกประเภท อย่างที่ว่าแล้วว่าธีมซื้อเกือบทั้งหมดจะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ของผม ธีมซื้อส่วนใหญ่ปรับแต่งหน้า shop, account, checkout ของ WooCommerce เพื่อให้องค์ประกอบดูกลมกลืนกับหน้าอื่นๆเท่านั้น ไม่ค่อยไปปรับเลย์เอาท์ให้ดูแตกต่างจากมาตรฐานของ WooCommerce ไปเท่าไหร่ มักจะหนักไปทางเพิ่มเมนูให้ปรับ font, size ตรงนู้นตรงนี้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณจะเลือกซื้อธีมก็ต้องลองดูในรายละเอียดนิดหนึ่งว่ามันให้เลย์เอาท์ที่แตกต่างกันไหม มิฉะนั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับธีมฟรีในคลังของ WordPress เพียงแต่เพิ่ม option ให้เซตอะไรที่เกินความจำเป็นมาให้ เอ…แล้วสรุปว่าไง ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ สรุปอย่างนี้ครับ ถ้าคุณเป็นธุรกิจที่ชัดเจนก็แนะนำให้ซื้อครับ ถ้าเพิ่งเริ่มต้นขายนิดๆหน่อยๆก็รอไว้ก่อนได้ ธีมฟรีก็เพียงพอกับการเปิดเว็บอีคอมเมิร์ซแล้ว (แถมนิดหนึ่งครับ ธีมซื้อมีสองประเภท ประเภทหนึ่งจะสนับสนุน WooCommerce เพียงผิวเผินคือมีรูปลักษณ์ในหน้า shop, account, checkout กลมกลืนกับหน้าปกติ (เช่นสี ฟอนต์อะไรพวกนี้) แต่เลย์เอาท์ไม่ต่างอะไรจาก WooCommerce มาตรฐาน อีกประเภทหนึ่งปรับแต่งหน้าพวกนี้ให้เลย์เอาท์เลยดูแปลกตา ถ้าต้องการธีมประเภทนี้มักจะอยู่ในหมวดธุรกิจเฉพาะ เช่นธีมสำหรับเสื้อผ้า ธีมสำหรับสินค้าไอที ถ้าสินค้าที่คุณจะขายไม่เจาะจงประเภทธุรกิจคุณก็จะต้องซื้อธีมแบบแรก จะได้เลย์เอาท์ดูพื้นๆ แต่ถ้าธุรกิจคุณเจาะจงก็เลือกธีมแบบที่สอง…