การ redirect url ใน WordPress

การ redirect url ใน WordPress

เมื่อเราสร้างเพจหรือเขียนโพสต์ขึ้นมา แต่ละเพจหรือโพสต์นั้นจะมี url กำกับอยู่ซึ่งเริ่มต้นด้วยชื่อเว็บไซต์และตามด้วยที่อยู่ของเพจหรือโพสต์นั้น โดยปกติเราจะไม่เปลี่ยนแปลง url ที่ถูกสร้างขึ้นเพราะอาจถูกนำไปใช้ที่อื่นแล้ว เช่นการวางลิงค์ เป็นต้น แต่ถ้าเราเปลี่ยน url หล่ะ ? สำหรับ WordPress ส่วนต่อท้ายชื่อโดเมนท้ายสุดจะเรียกว่า slug เช่น https://webstyleapp.com/path/thispost คำว่า thispost ก็คือ slug ซึ่งก็คือรหัสที่ใช้แทนตัวโพสต์หรือเพจนั้นๆในระบบของ WordPress และเมื่อรวมเข้ากับโดเมนเนมและ path ก่อนหน้าก็จะกลายเป็นลิงค์ซึ่งเป็นตัวแทนของเพจหรือโพสต์นั้นในระบบ www หรืออินเตอร์เน็ต แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลง slug (thispost) หรือข้อความนำหน้า (path) อาจจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้มันอ่านแล้วมีความหมายหรือต้องการทำ SEO เท่ากับว่าเราเปลี่ยนลิงค์ของเพจหรือโพสต์นั้นๆไป ถ้าเรายังไม่นำ url นั้นไปใช้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้า url นั้นถูกนำไปเผยแพร่แล้ว อย่างเช่นเรานำไปวางในโพสต์ใน facebook หรือที่เว็บอื่นๆ หรือ google ได้เข้ามาอ่านเพจหรือโพสต์ของเราและบันทึก url นั้นเข้าไปในระบบแล้ว เมื่อคนอื่นเห็นและคลิกเข้ามาดูก็จะไม่เจอเพจหรือโพสต์ของเรา เช่นตอนเราสร้างโพสต์(ที่เราเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเป็นโพสต์) เราสร้าง url ชื่อ https://webstyleapp.com/path/thispost ต่อมาเราเปลี่ยนไปเป็น https://webstyleapp.com/path/those-post แล้วเราเอาลิงค์แรกไปวางในเว็บอื่นๆแล้ว หรือ google เข้ามาอ่านแล้วบันทึกไปในระบบของมันแล้ว เมื่อคนเห็นโพสต์นั้นและคลิกเข้ามาที่ลิงค์เดิมก็จะไม่เจอเพราะว่าถูกเปลี่ยนชื่อไปและขึ้นหน้ายอดนิยมว่า 404 error หน้า 404 เกิดจากลิงค์นั้นไม่มีแล้วหรือถูกเปลี่ยน url ไป Redirect คือทางแก้ ทางแก้ก็คือบอกเว็บของเราว่าถ้ามีการคลิกที่ลิงค์เดิมให้เสมือนกับว่าเป็นการคลิกที่ลิงค์ใหม่ ขั้นตอนนี้เรียกว่า redirection หรือเปลี่ยนทิศทางจากลิงค์เดิมไปยังลิงค์ใหม่ การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ที่จะต้องมีการใส่รหัสเข้าไปในไฟล์ๆหนึ่งในระบบเว็บของเราที่ชื่อว่า .htaccess เสมือนกับแผนที่ที่บอกว่าถ้ามีลิงค์นี้เข้าให้ส่งลิงค์นั้นไปแทน แต่สำหรับเราผู้ใช้ WordPress (ก็อีกตามเคย) ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องทางเทคนิคเหล่านั้น มีปลั๊กอินให้บริการสำหรับการนี้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่หน่อยว่ามันจะ delay หรือช้าสักเล็กน้อย(จริงๆเราแทบสังเกตไม่ได้)เมื่อเทียบกับการแก้ที่ .htaccess โดยตรง ถ้าจำนวนการ redirect มีไม่มากก็ไม่ต้องซีเรียสครับ แต่ถ้ามากอย่างเช่นเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของ url ของเว็บเราทั้งหมดและเรามีหลายโพสต์หลายเพจแล้วหล่ะก็คงต้องใช้วิธีการทางเทคนิค ใช้ปลั๊กอินจะอืด ขั้นตอนการเปลี่ยนลิงค์นี้มีชื่อเป็นภาษาเทคนิคว่า 301 Redirection ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนลิงค์จากลิงค์เก่าไปลิงค์ใหม่แบบถาวร (1) ปลั๊กอินที่ง่ายที่สุด Simple 301 Redirects ตัวแรกที่ผมจะแนะนำก็คือ Simple 301 Redirects เพราะเป็นตัวที่ง่ายที่สุด ไม่มีอะไรให้เซต ตรงไปตรงมา เมื่อติดตั้งเสร็จเมนูของปลั๊กอินตัวนี้จะอยู่ใน Settings -> 301 Redirects เพียงแต่ใส่ url เดิมกับ url ใหม่ เท่านั้น การใช้ก็แสนง่าย เราเพียงแต่ใส่ url เดิมในช่องซ้ายและใส่ url ใหม่ในช่องขวา โดยไม่ต้องใส่โดเมนเนม เช่นบรรทัดแรกหมายถึง http://yourweb.com/สอน-wordpress/พื้นฐาน/ติดตั้งฟอนต์-1/ ทางขวาหมายถึง http://yourweb.com/ติดตั้งฟอนต์-1/ กดปุ่ม Save Changes ก็เป็นอันเรียบร้อย ถัดจากนี้ถ้าใครคลิกที่ลิงค์ทางซ้ายจากเว็บใดก็ตามที่มีลิงค์นี้ไปแปะอยู่ ก็จะถูกเปลี่ยนหรือ redirect ลิงค์ทางขวาโดยอัตโนมัติ ข้อดีอีกอันหนึ่งของปลั๊กอินตัวนี้คือใช้ได้กับเว็บที่เป็น https ได้โดยไม่ต้องเซตอะไรเพิ่มเติม (2) ปลั๊กอิน Redirection ความเก่งอีกระดับ ถ้าคุณมีงานที่ต้องทำมากกว่าการ redirect ลิงค์เก่าไปลิงค์ใหม่ เช่นต้องการดูประวัติการ redirect และไม่ซีเรียสกับประสิทธิภาพในการ redirect จนถึงขั้นที่ต้องไปเรียนรู้การเซตที่ .htaccess มีปลั๊กอินอีกระดับหนึ่งให้ใช้ครับคือ Redirection เมื่อติดตั้งแล้วเมนูของปลั๊กอินนี้จะอยู่ที่ Tools -> Redirection การใส่ลิงค์ (url) จริงๆจะใช้ตัวอย่างเดียวกับข้างต้นก็ได้ แต่ขอยกตัวอย่างใหม่แล้วกัน สมมติว่าคุณมีลิงค์เดิมที่ชื่อ https://yourweb.com/การโฆษณา-facebook เผยแพร่ไปแล้ว ปรากฏใน google แล้ว แต่คุณเกิดเปลี่ยนใจต้องการเปลี่ยนเป็น https://yourweb.com/การทำ-ad-set เพราะตรงกับเนื้อหาข้างในมากกว่าและหวังผลทาง SEO การเซตลิงค์ต้นทางและปลายทาง ในแท็บ Redirects ช่อง Add new redirection ข้างล่าง ช่อง Source URL ให้ใส่ slug เดิมโดยไม่ต้องใส่โดเมนเนม ช่อง Target URL ให้ใส่ url…

เปลี่ยนจาก http ไปเป็น https

เปลี่ยนจาก http ไปเป็น https

เดี๋ยวนี้คุณจะเห็นว่าเว็บไซต์ขึ้นต้นด้วยคำว่า https มากขึ้น จากที่เคยคุ้นตาแค่ http (ไม่มี s) https เป็นแบบที่ปกป้องข้อมูลที่ผู้ใช้เว็บไซต์กรอกให้กับเว็บที่มีแบบฟอร์ม ปกติจะจำเป็นกับเว็บที่ทำธุรกรรมที่สำคัญเช่นการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ แต่เว็บทั่วไปก็นิยมนำมาใช้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ปกติถ้าคุณไม่ได้ทำเว็บอีคอมเมิร์ซหรือต้องมีแบบฟอร์มที่ผู้ใช้ต้องกรอกข้อมูลแล้วทำกระบวนการที่สำคัญผ่านเว็บไซต์ เช่นเว็บไซต์ที่เป็น blog เพียงอย่างเดียว การเป็น https ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เพิ่มขั้นตอนการสื่อสารระหว่างเบราเซอร์กับเว็บของเรา(ที่โฮสต์)โดยไม่จำเป็น แต่ด้วยประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่มากขึ้นกับเน็ตที่เร็วขึ้นข้อด้อยในเรื่องนี้จึงไม่เป็นอุปสรรค ปัจจุบันเว็บธรรมดาจึงนิยมทำเป็น https มากขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ(แม้ว่าบางเว็บอาจจะดูไม่จำเป็น) แต่ถ้าคุณอยากจะทำ ก็ไม่ยาก อีกเหตุผลหนึ่งคือคุณอาจเคยได้ยินมาว่า google หรือ search engine ต่างๆจะให้ความสำคัญกับเว็บที่เป็น https มากกว่า http ดังนั้นการเปลี่ยนเป็น https ก็จะเป็นทิศทางที่เหมาะสม ภาษาเทคนิคเรียกว่าทำ SSL การเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https ภาษาเทคนิคเรียกว่าเป็นการทำ SSL (Secure Sockets Layer) คือการเพิ่มชั้นความปลอดภัยเข้าไปในขั้นตอนการสื่อสารระหว่างเบราเซอร์กับเว็บ(ที่โฮสต์) ซึ่งจะต้องอาศัยการเซตทั้งสองฝั่งคือทางฝั่งเว็บของเรากับฝั่งเครื่องแม่-server (โฮสต์ซึ่งเก็บเว็บของเรา) ทางฝั่งเว็บก็คือการทำที่ตัว WordPress ทางฝั่งเครื่องแม่ก็คือการเซตระบบให้รองรับ SSL คุณไม่ต้องกังวลไปกับคำว่า SSL พอพูดถึงคำนี้ขอให้นึกถึงว่ามันคืออะไรก็ตามที่ทำให้เว็บของคุณสามารถเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https การเซต SSL ทางฝั่งเครื่องแม่-server อันนี้คุณต้องติดต่อกับโฮสต์ที่คุณใช้บริการว่าต้องเสียค่าบริการเพิ่มไหมหากคุณต้องการเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https ในปัจจุบันโฮสต์ทั่วไปจะให้บริการ SSL ฟรีโดยไม่เสียค่าบริการเพิ่ม ซึ่งเป็นผลมาจากมีผู้ให้บริการในต่างประเทศเปิดให้บริการ SSL ฟรีเช่น Let’s Encrypt ซึ่งมีรายได้จากเงินบริจาคมาทำเป็น SSL ให้เราได้ใช้ฟรีกัน แต่เราไม่ได้ใช้โดยตรงเราต้องใช้ผ่านโฮสต์ที่เราเช่าอยู่ซึ่งทางเขาจะต้องติดตั้งระบบ SSL นี้เอาไว้ ปัจจุบันมีโฮสต์หลายแห่งใช้ SSL ฟรีตัวนี้อยู่ ขอให้คุณลองสอบถามจากโฮสต์ของคุณดู ซึ่งโดยปกติเมื่อเราเริ่มใช้บริการเขาจะเซตให้เว็บเราเป็น http แต่ถ้าหากเราต้องการเป็น https ก็แจ้งให้เขาช่วยทำให้ (ส่วนใหญ่เขาจะเซตให้ก็ต่อเมื่อเราต้องการ) ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเซต SSL ทางฝั่ง server หรือโฮสต์ แต่ถ้าคุณอยากจะลองเซตเองโดยไม่ต้องให้ทางโฮสต์ทำให้ ก็ทำได้ครับ (เช่นคุณมีหลายโดเมนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอะไรทำนองนี้ แล้วไม่อยากเสียเวลาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโฮสต์) ก่อนอื่นคุณต้องสอบถามทางโฮสต์ให้แน่ใจก่อนว่ามี Let’s Enscrypt ให้ใช้ ให้คุณเข้า DirectAdmin ผ่าน http://yourweb.com:2222 แล้วคลิก SSL Certificates ภายใน DirectAdmin จะมีลิงค์สำหรับเซต SSL Certificates แล้วให้คุณคลิกตามรูป ช่อง Common Name ปกติจะขึ้นชื่อโดเมนของเรา ในช่อง Key Size (bits) ปกติจะเป็น 4096 บางเว็บอาจใช้ 2048 (คุณต้องสอบถามจากโฮสต์) ในช่อง Let’s Encrypt Certificate Entries ซึ่งปกติจะคลิกถูกให้ที่ www.yoursite.com กับ yoursite.com โดยอัตโนมัติ เซต SSL Certificates ด้วย Let’s Encrypt เลือก Free & automatic …. กดปุ่ม Save แล้วจะเห็นข้อความทำนองนี้ ก็เป็นอันเสร็จในฝั่งของโฮสต์หรือ server ข้อความตอบกลับเมื่อสามารถเซต SSL Certificates การเซต SSL ที่เว็บของเรา ในทางเทคนิค เราต้องแก้ไขไฟล์ .htaccess และไฟล์ wp-config.php ของ WordPress เพื่อให้รองรับ SSL และเช่นเคยสำหรับ WordPress มีผู้ทำปลั๊กอินช่วยให้ไม่ต้องไม่ยุ่งยากกับเรืื่องทางเทคนิค ปลั๊กอินนั้นคือ Really Simple SSL เมื่อติดตั้งแล้วก็ไม่ต้องเซตอะไรจะปรากฏข้อความต่อไปนี้ที่หน้าเพจ Plugins ปลั๊กอินจะแสดงข้อความและมีปุ่มเดียวที่ใช้เซต กดปุ่ม Go ahead, activate SSL! แล้วปลั๊กอินจะเซตเว็บของเราให้เป็น https โดยอัตโนมัติ เมื่อคุณไปดูที่หน้า Settings -> General จะเห็นว่า http ถูกเปลี่ยนไปเป็น https ให้เอง แต่ไม่ใช่ว่าปลั๊กอินแค่ไปเปลี่ยนตรงนี้นะครับ…

การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

เมื่อตอนที่แล้วผมได้แนะนำวิธีการเพิ่มฟอนต์เข้าไปในเว็บด้วยการโหลดฟอนต์มาติดตั้งเอง ข้อเสียคือต้องโหลดมาติดตั้ง ในตอนนี้จะแนะนำการเพิ่มฟอนต์โดยการทำลิงค์ไปยังเว็บที่ให้บริการฟอนต์ซึ่งจริงๆก็คือ google font นั่นแหละ ถ้าคุณใช้ปลั๊กอิน Custom Fonts ในตอนที่แล้วอยู่ก็ต้อง Deactivate ไปครับ ต้องเลือกว่าจะใช้เทคนิคแบบลิงค์หรือแบบโหลดลงมา (จริงๆใช้ร่วมกันได้ แต่จะทำให้สับสนเปล่าๆ) ต่อไปลงปลั๊กอินชื่อ Easy Google Fonts เพื่อการนี้ เมื่อติดตั้งให้เข้าไปดูใน Appearance -> Customize ปลั๊กอินจะเพิ่มเมนูมาให้อันหนึ่งชื่อว่า Typography แล้วเลือก Default Typography ปกติแล้ว easy google fonts ให้เราเซตสไตล์ให้กับ paragraph กับ header ส่วนที่คุณสามารถเปลี่ยนฟอนต์ได้ก็คือ paragraph กับ heading ซึ่งก็เป็นส่วนใหญ่ของข้อความในเว็บอยู่แล้ว เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนฟอนต์ในส่วนไหนก็ให้คลิกที่ Edit Font ในส่วนนั้น เลือกฟอนต์และสไตน์สำหรับ tag paragraph ปลั๊กอินตัวนี้จะลิงค์เข้าหา google font ให้เอง คุณเพียงแต่ค้นหาชื่อฟอนต์ที่ต้องการ คลิกที่ Font Family แล้วพิมพ์ชื่อฟอนต์ อย่างเช่น taviraj อย่างในตอนแรก เลือกฟอนต์ที่ต้องการ ถัดลงคือ Font Weight/Style ใช้สำหรับใส่ความหนาของฟอนต์ ลองเล่นดูครับ (สังเกตดูจาก preview ทางขวาจะเปลี่ยนแปลงแบบ real time) เช่น 600 ตัวฟอนต์จะหนากว่า 500 ต้องการตัวเอียงก็เลือกที่ต่อท้ายด้วย Italic เลือกขนาดและสไตล์ของฟอนต์ว่าจะเอาตัวปกติหรือตัวเอียง ส่วน Text Decoration ก็เป็นการเลือกว่า ขีดเส้นใต้ (Underline) หรือ ขีดฆ่า (Line-through) หรือ ขีดเส้นบน (Overline) เลือกแต่งฟอนต์ว่าจะเป็นตัวขีดเส้นใต้ ขีดฆ่า หรือ ขีดบน เปลี่ยนฟอนต์ส่วนที่ไม่ใช้ paragraph กับ header ที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนฟอนต์ให้กับ paragraph และ header ซึ่งก็เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนฟอนต์ให้กับ link หรือ HTML tag อื่นๆก็ทำได้ครับ ให้ไปที่เมนู Settings -> Google Fonts หากต้องการใส่ฟอนต์และสไตล์ให้กับ tag อื่นๆจะต้องทำเป็น Control Name หลักการคือให้คุณตั้งชื่อ (Control Name) ให้กับ tag (หรือกลุ่มของ tag) ที่คุณต้องการจะเปลี่ยนฟอนต์ ตามตัวอย่างข้างต้น ผมต้องการให้เฉพาะบล็อคนี้ใช้ฟอนต์ chonburi ผมจะเซต class ของบล็อคนี้เป็น chonburi-font (ใน Gutenberg) แล้วผมจะใส่ p.chonburi-font (แล้วกด tab) ไว้ในช่อง Add CSS Selector จะต้องมี p กำกับด้วยนะครับ เพราะปลั๊กอินนี้ไม่รับชื่อ class อย่างเดียว (แต่ก็หมายถึงตำแหน่งเดียวกัน) ส่วนอันที่สองผมใส่ u#main_menu li a อันนี้เป็น selector ของ เมนูหลักซึ่งผมต้องการให้เป็นฟอนต์ chonburi ด้วย สังเกตว่าต้องมี u# กำกับด้วยนะครับ ดังนั้นต่อไปนี้หากเราต้องการบล็อคไหนให้ใช้ฟอนต์ chonburi ก็ใส่ class ชื่อ chonburi-font กำกับไว้ที่บล็อคนั้น ส่วนสไตล์ต่างๆเราก็ไปเซตที่ Customize -> Typography อีกที Myfontcontrol ที่เราสร้างไว้จะมาปรากฏในเมนู Theme Typography คราวนี้คลิก Edit Font ภายใต้ Myfontcontrol ถ้าคุณสร้าง control name ไว้หลายอันก็เลือก Edit Font ภายใต้อันนั้น แล้วเลือก Font Family เป็น Chonburi (หรือที่คุณต้องการ) เลือกฟอนต์ Chonburi…

การติดตั้งฟอนต์แบบโหลดมาใช้

การติดตั้งฟอนต์แบบโหลดมาใช้

เว็บไซต์รุ่นใหม่นิยมใช้ฟอนต์ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม มีผู้สร้างฟอนต์ภาษาไทยหลายตัวให้ใช้ฟรี แหล่งที่หาได้ง่ายคือ google font ซึ่งสามารถลิงค์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องโหลดมาติดตั้ง แต่ถ้าคุณต้องการมีฟอนต์ในระบบเองจะทำอย่างไร ถ้าคุณเบื่อ Ms San หรืออะไรก็ตามที่เป็นมาตรฐานของเบราเซอร์ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนฟอนต์ให้ดูแปลกตาไป คุณรู้ไหมว่าแค่คุณเปลี่ยนฟอนต์เว็บคุณจะดูแปลกไปราวๆกับการเปลี่ยนธีมเลย หาฟอนต์ฟรี แหล่งหาฟอนต์ฟรีสำหรับภาษาไทยมีสองที่ครับ https://www.f0nt.com/ กับ https://fonts.google.com ที่แรกให้คุณดาวน์โหลดฟอนต์มาติดตั้งบนเว็บของคุณ ที่สองดาวน์โหลดมาติดตั้งก็ได้หรือจะทำเป็นลิงค์ไปก็ได้ ข้อดีของการดาวน์โหลดมาติดตั้งก็คือทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้เร็วไม่ต้องลิงค์ไปหาฟอนต์ที่ต้องการ ข้อเสียคือถ้าเว็บที่เราลิงค์ไปเกิดช้า(โดยเฉพาะ google ในบางครั้ง) มันก็จะค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน (คุณอาจจะเคยสังเกตบางเว็บบางเวลาที่มุมล่างซ้ายของเบราเซอร์ค้างอยู่ที่ fonts.google.com) เริ่มจากฟอนต์จาก google google font มีฟอนต์ฟรีให้เลือกใช้มากมาย เนื่องจากเป็นแหล่งรวมฟอนต์ทุกภาษา ผมขอแนะนำให้คุณเริ่มหาฟอนต์ที่ตรงตามความต้องการจาก google ถ้าไม่มีก็ค่อยไปหาแหล่งอื่น เมื่อเข้าไปแล้วก็คลิกเลือกภาษาไทยจากเมนูทางขวา สมมติว่าเลือกฟอนต์ Taviraj กดปุ่ม + แล้วฟอนต์นั้นจะถูกเลือกเก็บไว้ แล้วคุณก็ไปเลือกฟอนต์อื่นๆต่อไป เมื่อฟอต์ที่ต้องการแล้ว ก็กดลิงค์ดาวน์โหลด เอาง่ายๆสมมติว่าเลือกตัวนี้ตัวเดียวก่อน ให้คุณคลิกตรงแถบสีดำแล้วกดปุ่มลุกศรดาวน์โหลด จะได้ zip ไฟล์เมื่อแตกออกมาจะได้ รายการฟอนต์ taviraj ที่แตกออกมา นี่คือฟอนต์ที่คุณจะต้องไปเอาไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งต้องเลือกโฟลเดอร์ที่จะติดตั้ง ปกติ WordPress จะมีโฟลเดอร์สำหรับ upload ข้อมูลอยู่แล้ว ให้คุณสร้างโฟลเดอร์ fonts ภายใต้โฟลเดอร์นี้ mywebsite.com/wp-content/uploads/fonts ให้คุณใช้ FileZilla อัพโหลดฟอนต์ไฟล์ทุกตัวลงไปที่โฟลเดอร์นี้ จริงๆคุณเลือกเพียงสไตล์ของฟอนต์ที่ต้องการก็พอ แต่เพื่อความง่ายก็อัพโหลดไปทุกตัวก็แล้วกัน บอกให้ WordPress รู้จักฟอนต์ อันนี้ต้องใช้ปลั๊กอินช่วย มีอยู่หลายตัว ผมขอแนะนำตัวที่ง่ายที่สุด Custom Fonts เมื่อ activate แล้วให้ไปเซตที่ Appearance->Custom Fonts ในปลั๊กอิน Custom Fonts เราต้องอัพโหลดฟอนต์ที่ต้องการทุก style ทางขวาคือรายการฟอนต์ที่เคยเพิ่มเข้าไปแล้ว ทางซ้ายสำหรับบอกว่าฟอนต์ที่เราเพิ่มเข้าไปใหม่อยู่ที่ใด คุณแค่ตั้งชื่อ(Taviraj-regular ตามรูปหรือชื่ออื่น)  และในช่อง Font ttf ให้คุณเลือกว่าคุณจะใช้ฟอนต์นี้ในสไตล์ไหน เริ่มต้นผมแนะนำให้ใช้ taviraj-regular.ttf และใส่ path ให้ถูกต้องตามตัวอย่าง แล้วกด Add New Font แค่นี้ WordPress ก็จะรู้จักฟอนต์ใหม่แล้ว (ในรูปผิด แก้ taviraj เป็น taviraj-regular ทั้งสองที่) ถ้าคุณต้องการหลายสไตล์ก็ต้องเพิ่มเข้าไปทีละไฟล์ด้วยนะครับ ถึงจะใช้ได้ เลือกใช้ฟอนต์ที่เพิ่มเข้าไป ต่อไปก็คือขั้นตอนของ css แล้วครับโดยคำสั่ง font-family: ‘Taviraj-Regular’; โดยใส่กำกับลงไปตรง paragraph หรือแท็กอื่นๆที่คุณต้องการ ข้อความในบล็อกนี้ผมเซตเป็นฟอนต์ Taviraj สไตล์ regular ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป ผมจะสมมติว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับการสร้าง class กำกับบล็อกหรือ paragraph ที่จะเปลี่ยนฟอนต์หรือใช้ Inspect Element ของเบราเซอร์ในการหาบล็อกเป้าหมายที่จะใส่ css ลงไปได้ โพสต์นี้ผมใช้ Gutenberg เขียนซึ่งสามารถสร้างชื่อ class กำกับได้ง่าย เพียงคลิกที่บล็อกที่ต้องการแล้วใส่ชื่อ class กำกับในช่อง Additional CSS Class (รูปข้างล่าง) จากนั้นก็ไปที่ Additional CSS ใน Appearance -> Themes -> Customize ระบุฟอนต์ที่ต้องการ การเซตสไตล์ให้กับบล็อคใน Gutenberg เอดิเตอร์ตัวอื่นๆก็ทำคล้ายกัน ฟอนต์จากแหล่งอื่น & สรุป ก็ไม่ต่างอะไรกับที่กล่าวมา คุณเพียงแต่หาไฟล์ของฟอนต์มาแล้วอัพโหลดไปที่โฟลเดอร์ปลายทางบนเว็บของคุณแล้วก็เซตใน Custom Fonts ให้ WordPress รู้จักเป็นอันว่าเสร็จ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ถนัด css นะครับ ส่วนใครถนัดเซตผ่านเมนูผมแนะนำให้ใช้วิธีทำลิงค์ไปยัง google fonts ข้อดีคือไม่ต้องโหลดฟอนต์แบบที่กล่าวมา และ WordPress ก็มีปลั๊กอินที่ช่วยเซตขนาดฟอนต์ สี สำหรับแท็กต่างๆให้โดยไม่ต้องไปเขียน css ซึ่งทำได้ง่ายโดยใช้ปลั๊กดอิน Easy Google Fonts การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

เปลี่ยน wp-admin เป็นอย่างอื่นได้ไหม

เปลี่ยน wp-admin เป็นอย่างอื่นได้ไหม

ข้อกังวลอย่างหนึ่งของคนใช้เว็บ WordPress คือเวลาเข้าหลังเว็บจะต้องใส่ /wp-admin ต่อท้ายชื่อเว็บ อยากจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม ดูไม่ค่อยปลอดภัย คำตอบคือได้ครับ ก็ต้องอาศัยบริการจากปลั๊กอินเช่นเคย มีอยู่หลายตัว ที่ผมจะแนะนำก็คือ WPS Hide Login เป็นตัวที่ง่ายที่สุด มีให้เซตอันเดียวคือจะให้แทน wp-admin ด้วย mylogin หรือ whatever เมนูของ WPS ซ่อน wp-admin ด้วย WPS ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนเพียงแค่นี้ก็จบ ล็อกอินครั้งต่อไปก็ใช้ mywebsite.com/mylogin มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ หลังที่คุณ activate แล้วปลั๊กอินจะมีผลทันที ก่อนล็อกอินครั้งต่อไปจะใช้ wp-admin ไม่ได้แล้ว คุณต้องจำให้ได้ว่าคุณเปลี่ยนเป็นอะไร ค่า default หลัง activate คือ login WP Hide & Security Enhancer ยังมีปัญหาอีกอันหนึ่งที่เกี่ยวกับ url ของ WordPress ที่คุณอาจจะเป็นกังวล เพราะว่า WordPress เป็น open source คือเป็นโปรแกรมที่เปิดเผย source code และมีข้อมูลทางเทคนิคที่เป็นที่รู้กันทั่ว อย่างเช่นถ้าคุณสังเกต url ของรูปภาพในระบบของ WordPress จะอยู่ในรูป yoursite.com/wp-content/uploads/xxx.jpg และยังมีอีกหลายๆ url ที่พอดูออกก็รู้ว่าเป็น WordPress ถ้าคุณไม่ซีเรียสกับ url แบบที่กล่าวข้างต้นก็ผ่านไปได้ครับ แต่ถ้าอยากซ่อนเอาไว้ก็มีปลั๊กอินที่ช่วยอีกตัวคือ WP Hide & Security Enhancer แก้ไข /wp-content/themes ปกติธีมที่เราติดตั้งจะอยู่ภายใต้โฟลเดอร์ mysite.com/wp-content/themes สมมติว่าคุณต้องการเปลี่ยนให้เป็น mysite.com/thistheme อันนี้ก็เป็นการปกป้องชื่อธีมที่คุณใช้ โดย thistheme เป็นชื่อที่คุณตั้งคุณเองเพื่อแทนธีมที่คุณใช้ไม่ว่าจะเป็นอะไร การซ่อน themes หลักด้วย WP Hide การซ่อน include url หลักด้วย WP Hide แก้ไข wp-content โฟลเดอร์ mysite.com/wp-content ใช้สำหรับเก็บข้อมูล ธีมและปลั๊กอิน ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเป็น WordPress ที่ชัดเจนมาก ถ้าคุณไม่ต้องการกคำว่า wp-content ก็เปลี่ยนได้ การซ่อน content url หลักด้วย WP Hide เปลี่ยน wp-content/uploads เป็นโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บรูปภาพและข้อมูลต่างๆที่เราอัพโหลดขึ้น WordPress คุณอาจอยากเปลี่ยนด้วย การซ่อน uploads url ด้วย WP Hide แก้ไข wp-content/plugins ตามปกติปลั๊กอินที่เราติดตั้งไว้จะอยู่ภายใต้โฟลเดอร์นี้ ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนคำว่า mysite.com/wp-content/plugins ให้เป็น mysite.com/tools หรือคำอื่นก็ใส่ในช่องนี้ การซ่อน plugin url หลักด้วย WP Hide เนื่องจากมีปลั๊กอินหลายตัวที่คุณอาจติดตั้งในระบบของ WordPress ซึ่งชื่อของมันยังปรากฏอยู่ภายใต้คำว่า tools อยู่ ปลั๊กอินตัวนี้จะค้นหาปลั๊กอินทุกตัวที่คุณติดตั้งในระบบและให้คุณเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นได้ เช่นผมติดตั้ง Gutenberg กับ Jetpack ไว้ ปลั๊กอินก็จะให้เราตั้งชื่อปลั๊กอินใหม่ (ภายใต้ tools) การซ่อน plugin url ด้วย WP Hide สรุป ปลั๊กอินสองตัวนี้ WPS กับ WP Hide เป็นปลั๊กอินง่ายๆที่จะช่วนให้คุณซ่อน url มาตรฐานของ WordPress ได้เป็นอย่างดี การซ่อน wp-admin เป็นสิ่งที่ผมแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำนะครับ ส่วนการซ่อนอันหลังนี่แล้วแต่คุณ ถ้าคุณซีเรียสกับการถูกแฮ็คมากเปลี่ยนได้ก็ดี เป็นการลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ถูกแฮ็ค เพราะสำหรับผู้รู้แล้วถึงจะซ่อนยังไงก็รู้ได้ไม่ยากว่าเว็บนั้นใช้ WordPress หรือ open source ตัวใดอยู่ มาตรการข้างต้นช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็คด้วย robot มากกว่าการถูกแฮ็คโดย hacker โดยตรง ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า WordPress ไม่ปลอดภัยนะครับ อยากจะย้ำว่ามันเป็นธรรมชาติของโปรแกรมประเภท open source…

Gutenberg เอดิเตอร์ตัวใหม่จาก WordPress

Gutenberg เอดิเตอร์ตัวใหม่จาก WordPress

เวลาคุณเขียนโพสต์หรือเพจ คุณมีทางเลือกสองอย่างคือใช้เอดิเตอร์ที่มากับ WordPress กับเลือกใช้ layout editor ดีๆสักตัว อย่างเช่น King Composer, Live Composer หรือ Elementor เอดิเตอร์มาตรฐานที่มากับ WordPress จัดเลย์เอาท์ได้ยาก แนว composer ถึงแม้จะสร้างลูกเล่นได้มากมายแต่ก็ดูรุงรังและบางครั้งก็อืดเวลาจะสร้างหรือแก้ไขโพสต์หรือเพจ ข่าวดีคือทาง WordPress ก็เห็นจุดอ่อนตรงนี้จึงได้ออกเอดิเตอร์ตัวใหม่ซึ่งคาดว่าจะปรากฏใน WordPress เวอร์ชัน 5 เป็นต้นไป แต่สำหรับคนที่อยากลอง ทาง WordPress ก็ทำมาเป็นปลั๊กอินให้ลองชื่อว่า Gutenberg หน้าตา Gutenberg ให้คุณค้นหา Gutenberg แล้ว activate มันก็จะเข้ามาแทนที่เอดิเตอร์ตัวเดิมที่คุณใช้อยู่เวลาที่สร้างโพสต์หรือเพจ หน้าตาก็ตามตัวอย่าง หน้าตาของ Gutenberg จะเห็นว่าดูสะอาดตากว่าเอดิเตอร์ตัวเดิม ถ้าคุณมีเอดิเตอร์ตัวอื่นๆอยู่ด้วยก็ยังใช้ได้ ปกติผมใช้ King Composer ร่วมกับ Elementor ตัวแรกยังใช้ได้ (หมายถึงสวิทช์ไปได้) ส่วน elementor สวิทช์ไม่ไป มีเลย์เอาท์แบบบนลงล่างเรียกว่า block หลักการของเอดิเตอร์ตัวนี้คือมอง paragraph เป็น block เวลาจะสร้าง block ให้กดเครื่องหมาย + ที่มุมซ้ายบน แต่ละ block เราอาจใส่ข้อความซึ่งถือเป็น paragraph หรือ หัวข้อย่อย หรือรูปภาพ ถ้าต้องการใส่ element อื่นก็ให้กดเครื่องหมาย + ที่ด้านซ้ายของแต่ละบรรทัด แล้วเลือก element ที่ต้องการ เวลากด enter มันจะสร้าง block ขึ้นมาให้หนึ่งอันโดยอัตโนมัติ ถ้าเป็น intro ก็พิมพ์เนื้อหาหลังเครื่องหมาย + (ด้านซ้าย)ได้เลย ซึ่งจะถือเป็น block ที่เป็น paragraph โดยอัตโนมัติ เขียนเสร็จก็กด enter ก็จะเกิด block ใหม่ แล้วก็เขียนต่อไปอีกหนึ่งย่อหน้าหรือ paragraph เวลาเขียนโพส์ตตามหลัก SEO ก็ควรจะเขียนเป็นชั้นๆคือมีหัวข้อใหญ่แล้วก็หัวข้อย่อย จาก H1, H2, H3 ไปเรื่อยๆ H1 สงวนไว้สำหรับ title อยู่แล้ว ถ้า content ของเรามีหัวข้อย่อยก็ควรเริ่มต้นด้วย H2 ถ้าภายใน H2 มีหัวข้อย่อยก็ควรจะเป็น H3 ไล่ลงไปอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อต้องการเขียนหัวข้อก็ให้กด Add Heading คลิกเลือกระดับของ H แล้วพิมพ์หัวข้อได้เลย ส่วนปุ่มสองปุ่มที่ถัดจาก H ก็สำหรับใส่รูปและ shortcode ลงไปใน block ตามลำดับ องค์ประกอบอื่นๆ สังเกตว่าที่ด้านซ้ายชองแต่ละ block จะมีเครื่องหมายขึ้นลงใช้สำหรับเลื่อน block นั้นๆขึ้นบนหรือลงล่าง นี่เป็นสาเหตุที่เขาออกแบบให้จัด paragraph, image, header หรือ element ใดๆเป็น block จะได้สะดวกในการเลื่อน ลองเอาเมาส์วางที่ขอบของ block จะเห็นเครื่องหมาย + ปรากฏตรงกลางใช้สำหรับแทรก block เข้าไป สะดวกไหมครับ นอกจากที่แถบขวาบนจะมีปุ่ม H, image, shortcode อำนวยความสะดวกเวลาเขียนโพสต์แล้ว (เพราะเรามักจะวนเวียนกับสามสิ่งนี้เวลาเขียน) ถ้าเราต้องการให้ block นั้นบรรจุ element อื่นๆก็กดเครื่องหมายบวกด้านซ้าย ซึ่งก็จะขึ้น element  อื่นๆให้เลือก ก็จะมีตัวอื่นๆให้เลือก ที่น่าสนใจคือ Columns (ยังเป็น beta) เอาไว้ใช้จัดเป็นคอลัมภ์เหมือนกับ composer ทั่วไป ตัวนี้จัดได้สองคอลัมภ์ แล้วก็กด + เพิ่ม element ลงไปในในแต่ละคอลัมภ์ ตัวอย่างก็ตามนี้ นี่เป็นข้อความทางขวา นี่เป็นข้อความทางขวา นี่เป็นข้อความทางขวา ผมลองดูแล้วจัดภายในแต่ละคอลัมภ์ใส่ element จัดสองคอลัมภ์นี้ซ้อนลงไปได้อีก แต่ไม่ค่อย work เท่าไหร่ แนะนำให้ใช้แค่สองคอลัมภ์ดีกว่า เพราะยังเป็น beta…

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 3

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 3

มาถึงตอนสุดท้ายของการทำระบบสมาชิกด้วย WordPress แล้วครับ ตอนนี้อาจจะตรงกับความต้องการของบางเว็บที่ต้องการแสดงข้อมูลบางอย่างเฉพาะสมาชิก ซึ่งปลั๊กอิน Simple Membership มีความสามารถนี้อยู่ในตัวแล้ว เริ่มเลยนะครับ สมมติว่าเราต้องการทำเว็บไซต์ที่มีระบบสมาชิกและต้องการให้เว็บแสดงราคาสินค้าที่ต่างกัน ผู้เข้าชมเว็บทั่วไปเห็นราคาหนึ่ง ผู้เป็นสมาชิกและล็อกอินเข้ามาเห็นราคาหนึ่ง และราคาสำหรับผู้เป็นสมาชิกก็ต่างกันไปตามระดับของสมาชิก โจทย์ง่ายๆแค่นี้ เริ่มโดยใช้ Simple Membership ก่อนอื่นคุณต้องติดตั้งปลั๊กอินเสริมอีกตัวในเครือเดียวกับ Simple Membership คือ SWPM Partial Protection แล้วสมมติว่าเราสร้างระดับสมาชิกไว้สองระดับ เราเซตสมาชิกไว้สองระดับคือ Dealer กับ Distributor สมมติว่าเรามีสินค้าที่มีสามระดับราคาซึ่งเขียนไว้ในโพสต์หรือเพจใดก็ได้ที่คุณต้องการ ตามรูป(ผมใช้ King composer) ของคุณอาจจะเป็นโพสต์หรือเพจของ WordPress ธรรมดาหรือ composer ที่คุณเลือกใช้ ข้อความที่เตรียมไว้ก่อนที่จะใส่ code ผมต้องการให้ผู้เข้าเว็บไซต์ทั่วไปเห็น คำว่า เครื่องปั๊มน้ำ ราคา 20000 บาท สมาชิกระดับ dealer เห็นคำว่า เครื่องปั๊มน้ำ สำหรับ dealer ราคา 18000 บาท สมาชิกระดับ distributor เห็นคำว่า เครื่องปั๊มน้ำ สำหรับ distributor ราคา 18000 บาท ง่ายๆเลยให้ใส่ code ตามรูปนี้ครับ การใส่ code คร่อมข้อมูลที่ต้องการให้เห็นเฉพาะกลุ่มสมาชิก เห็นทั่วไปที่เข้าเว็บจะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ทั่วไป สมาชิกที่ล็อกอินเข้ามาและมีระดับสมาชิกเป็น dealer จะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับ dealer สมาชิกที่ล็อกอินเข้ามาและมีระดับสมาชิกเป็น distribution จะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับ distributor แถบสีที่ดูรกตารวมทั้งข้อความ Your membership level … ลบออกได้ ทำตามนี้ครับ ไปที่เมนูธีม->ปรับแต่ง หาเมนูที่ชื่อ Additional CSS คลิกแล้วจะขึ้น การปิดบางส่วนด้วย css กดปุ่ม Close แล้วใช้ Inspect Element ของ browser แล้วหาชื่อ class ที่คร่อมข้อความนั้น แล้วใส่ display:none เข้าไป เป็นอันเสร็จ

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 2

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 2

จากตอนแรกคุณคงพอมองเห็นภาพการสร้างระบบสมาชิกใน WordPress โดยใช้ปลั๊กอิน Simple Membership ไปพอสมควร ตอนนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดบางอย่างเวลาทำเว็บไซต์จริงกัน ระบบ user ของ WordPress ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับระบบ user ของ WordPress กันก่อน โดยพื้นฐาน WordPress มีเมนูสำหรับเพิ่ม ลบ หรือแก้ไข user เพื่อให้สิทธิ์ในการใช้ระบบหลังบ้านไว้อยู่แล้ว ระบบ user พื้นฐานของ WordPress ซึ่ง admin สามารถเพิ่มหรือลบ user ได้ โดยพื้นฐาน WordPress กำหนดสิทธิ์หรือที่เรียกว่า Role (บทบาท) ของผู้ใช้เรียงจากต่ำไปสูงดังนี้ Subscriber เป็นสิทธิ์ที่ต่ำที่สุดในระบบของ WordPress จุดประสงค์ก็เพื่อให้สมาชิกสามารถ comment ใน post ต่างๆได้ Contributor สามารถแก้ไขหรือลบ post ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างได้แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือลบ post ที่ได้เผยแพร่ออกไปแล้ว สิทธิ์นี้มักกำหนดให้กับสมาชิกที่เราต้องการให้มาเขียน content ให้เว็บไซต์ของเรา (เมนูภาษาไทยใช้คำว่า ผู้สนับสนุน ซึ่งไม่ตรงกับความหมายเท่าไหร่) Author สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะอัพโหลดไฟล์ สร้าง แก้ไข สั่งให้เผยแพร่หน้าเว็บไซต์และลบ post ที่ตนเองสร้างขึ้น Editor เป็นสมาชิกที่มีสิทธิ์สร้าง แก้ไข เผยแพร่ และลบ post สิทธิ์นี้สามารถใช้กับ post ที่สร้างโดยสมาชิกที่มีสิทธิ์ข้างต้นที่กล่าวมา นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์จัดการกับ comment ที่มีต่อ post ต่างๆได้ เช่นการอนุญาตให้เผยแพร่ comment ลบ หรือ แก้ไข comment และยังมีสิทธิ์ในการใช้เมนู category, tag, media Administrator เป็นสมาชิกแรกที่ถูกสร้างขึ้นตอนเราติดตั้ง WordPress ซึ่งจะมีสิทธิ์สูงสุด คุณสามารถสร้าง administrator ได้หลายบัญชี ซึ่งต่างก็จะมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สร้าง user ใหม่ เมื่อเราคลิก Add New เพื่อสร้าง user ใหม่ เราจะต้องกำหนดสิทธิ์ข้างต้นให้กับ user นั้น ปกติเมื่อเราสร้าง user ใหม่เราจะต้องใส่ข้อมูลขั้นต่ำสุดก็คือ Username, Email, Password, Firstname, Lastname แต่ในความเป็นจริงมักมีข้อมูลอื่นๆที่ต้องใช้ประกอบไปกับ user แต่ละคน เช่น เพศ วันเกิด ที่อยู่ เป็นต้น ข้อมูลอื่นๆเหล่านี้เรียกว่า profiles ซึ่งคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วแต่ว่าจำเป็นหรือไม่ ที่กล่าวมานี้เป็นหลักการพื้นฐานของ WordPress เกี่ยวกับระบบ user ซึ่งมีความสามารถจำกัดอยู่มักจะเกี่ยวกับการเขียนบทความหรือ post เสียมากกว่า ซึ่งถ้าเราต้องการ user ที่มีสิทธิ์อย่างอื่นก็ต้องใช้ปลั๊กอินเข้าช่วย ระบบ user ของ Simple Membership ดังที่ได้เห็นแล้วว่าระบบ user ที่มีมากับ WordPress มีขอบเขตจำกัด ถ้าเราต้องการเพิ่มความสามารถของระบบสมาชิกที่ให้สิทธิ์อื่นๆที่นอกเหนือไปจากการสร้างหรือแก้ไข post หรือ page แล้วเราจะต้องใช้ปลั๊กอินมาเพิ่มความสามารถเอาเอง ระบบสมาชิกของ Simple Membership ออกแบบให้เราสามารถสร้างระดับของสิทธิ์หรือระดับสมาชิกเพิ่มเติมจาก subscribe, author, editor … โดยเรียกว่า membership level ซึ่งคุณได้เรียนรู้วิธีการสร้างและการใช้ไปแล้วในตอนที่ 1 โดยทั่วไประบบ user ของปลั๊กอิน(อย่างเช่น Simple Membership)กับของ WordPress จะมีปัญหาหากใช้ร่วมกันไม่เหมาะสม หลักง่ายๆก็คือ หากคุณจะใช้ปลั๊กอินในการจัดการ user ก็ให้สร้าง user ผ่านปลั๊กอินตัวนั้น อย่าสร้าง user ผ่านระบบของ WordPress โดยทั่วไป user ที่สร้างโดยปลั๊กอินจะกลายเป็น user ในระบบของ WordPress แต่ user ที่สร้างโดยระบบของ WordPress อาจจะเข้ากันไม่ได้กับระบบของปลั๊กอิน สร้างลิงค์สำหรับลงทะเบียน ถ้าคุณต้องการให้ลูกค้าเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ของคุณผ่านทางหน้าเว็บ คุณจะต้องมีลิงค์หรือปุ่มให้ลูกค้ากดซึ่งอาจจะวางไว้ที่เมนูใดเมนูหนึ่ง แต่ก่อนอื่นคุณจะต้องอนุญาตให้มีการสมัครสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์เสียก่อน เข้าไปที่เมนู…

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 1

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 1

การทำระบบสมาชิกด้วย WordPress ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ให้สิทธิ์สมาชิกเท่านั้นในการเข้าดูบางหน้าหรือบางโพสต์ได้ คุณจะต้องใช้ปลั๊กอินเพิ่ม ในคลังของ WordPress มีปลั๊กอินประเภทนี้อยู่หลายตัว ที่ผมจะแนะนำในบทความนี้คือ Simple Membership เริ่มจากการติดตั้ง ก็เพียงเข้าไปที่ Plugins->Add new แล้วค้นหา Simple Membership ติดตั้งแล้ว Activate จากนั้นจะมีเมนูเพิ่มเข้ามาชื่อว่า WP Membership เริ่มต้นใช้งาน ก่อนอิ่นให้คุณไปเปิดเมนู page จะสังเกตเห็นว่าปลั๊กอินได้ถือวิสาสะสร้างเพจให้คุณตามรูป หน้าที่ปลั๊กอินสร้างให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณสามารถนำไปวางในเมนูตำแหน่งที่ต้องการได้เลยเพื่อลิงค์ไปยังหน้าจอสำหรับการสมัครสมาชิก (Registration) การล็อกอิน (Member Login) และหน้าลืมรหัสผ่าน (Password Reset) และหน้ารายละเอียดสมาชิก (Profile) หน้า page ที่เราต้องการใช้ก็คือ Registration, Member Login และ Profile ก่อนอื่นให้คลิกเข้าไปแก้ไขเพจทั้ง 3 เพจแล้วแก้ไขช่อง Page Attributes (อยู่ขวามือ) แก้ Parent เป็น (no parent) แล้วกด update ซึ่งเราจะเอาไปใช้ใน ตอนที่ 2 ให้แก้ Parent ของเพจทั้งสามเพจให้เป็น (no parent) หน้า Join Us คุณลองเข้าไปเปิดหน้า Join Us ปลั๊กอินจะสร้าง content ให้ตามรูป หลังติดตั้ง Simple Membership ปลั๊กอินจะสร้างหน้า Join Us และ content ให้ตามรูป จริงๆแล้วหน้านี้เราไม่ต้องใช้ก็ได้ ปลั๊กอินเพียงแต่แนะนำให้เราผูกลิงค์เข้ากับรูป Join Now ไปยังหน้าที่จะใช้ลงทะเบียนอีกทีหนึ่ง คุณอาจจะสร้างเมนูลิงค์อันหนึ่งไว้ที่เมนูหลักแล้วลิงค์ไปที่หน้าลงทะเบียนเลยก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมแนะนำ ดังนั้นคุณลบหน้า join us นี้ออกได้ หน้า Registration เป็นหน้าที่ปลั๊กอินสร้างให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน โดยอยู่ภายใต้หน้า Join Us หน้านี้มี content เดียวคือ shortcode ว่า [swpm_registration_form] ซึ่งจะสั่งให้โชว์หน้าลงทะเบียน ตามที่ผมแนะนำข้างต้นคือลบหน้า Join Us ออกแล้วทำลิงค์ไว้ที่เมนูหลัก(หรือเมนูที่คุณต้องการ)แล้วทำลิงค์มาที่หน้านี้แทน หน้า Member Login หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_login_form] หมายถึงให้แสดงหน้าล็อกอินสำหรับคนที่มีบัญชีอยู่แล้ว หน้า Password Reset หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_reset_form] หมายถึงให้แสดงหน้ารีเซตรหัสผ่านสำหรับคนลืมรหัสผ่าน หน้า Profile หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_profile_form] หมายถึงให้แสดงหน้าข้อมูลอื่นๆของสมาชิก (profile) คุณอาจจะทำเป็นลิงค์ไปยังแต่ละหน้าไว้ในเมนูใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้หน้า Password Reset และหน้า Profile ไว้ภายใต้หน้า Member Login ตามที่ปลั๊กอินสร้างไว้ให้ก็ได้ สร้าง user ในตอนนี้ผมจะแนะนำให้คุณเข้าใจภาพรวมก่อนเราจะยังไม่สนใจเพจข้างต้น ให้คุณลองสร้างสมาชิกเองด้วยมือโดยเข้าไปที่แท็ป Add member ของ WP Membership แล้วสร้าง user ใหม่เองโดยใส่ข้อมูลที่จำเป็นให้ครบ การเพิ่มสมาชิกใหม่ภายใต้ Simple Membership สถานะของสมาชิกภายใต้ Simple Membership Account Status  สถานะสมาชิก เซตได้ 4 แบบ Active, Inactive, Pending, Expired หมายถึง ใช้งานได้, ใช้งานไม่ได้, แขวนไว้ก่อน, หมดอายุ ตามลำดับ Membership Level ระดับสมาชิก ดูหัวข้อถัดไป Access Starts วันเริ่มอายุสมาชิก เซต profile ของ user ภายใต้ simple membership ตอนที่ 2 ผมจะแนะนำวิธีการสมัครสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์ ถ้าธุรกิจของคุณไม่รับสมาชิกทั่วไป ผมแนะนำให้ทำด้วยมือตามที่กล่าวมานี้จะสะดวกที่สุด…

ปรับแต่ง Text Widget ด้วย Black Studio TinyMCE

ปรับแต่ง Text Widget ด้วย Black Studio TinyMCE

Text Widget เป็นกล่องวิเศษอันหนึ่งของ WordPress เพราะเราสามารถใส่ข้อความใดๆก็ได้ลงไปในกล่องนี้และแสดง ณ ตำแหน่งไซด์บาร์ใดๆที่ต้องการ นอกจากข้อความแล้วเรายังใส่รูปภาพและที่เป็นสุดยอดของ WordPress คือ สามารถใช้ shortcode ของ plugin ใดๆลงไปก็ได้ ข้อเสียอันหนึ่งของ Text Widget คือตัวเอดิเตอร์ธรรมดามาก จริงๆต้องบอกว่าไม่ใช่เอดิเตอร์ด้วยซ้ำ ถ้าใครอยากได้ Text Widget ที่เป็นเอดิเตอร์ ก็ต้องตัวนี้เลย Black Studio TinyMCE Text Widget คืออะไร หน้าตา Text widget สำหรับผู้เริ่มต้นใช้ WordPress ที่ยังไม่รู้จัก Text Widget ก็ขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ปกติ widget คือกล่องสำหรับแสดงอะไรบางอย่าง ซึ่งปกติเมื่อเราลง plugin ก็มักจะมี widget เพิ่มเติมมาให้ ซึ่งเราก็เข้าไปที่ Appearance->Widgets แล้วลาก widget ตัวนั้นไปวางในตำแหน่งไซด์บาร์ที่ต้องการ WordPress มีเทคนิคที่ทรงพลังอันหนึ่งที่เรียกว่า shortcode ซึ่งเป็นรหัสสั้นๆที่อยู่ในรูป [mywidget id=”” param=””] ซึ่งสามารถไปวางในโพสต์หรือเพจเพื่อแสดงอะไรบางอย่าง ณ ตำแหน่งนั้น หากเราต้องการวาง shortcode นอกโพสต์หรือเพจก็ให้ใช้ Text Widget ไปวาง ณ ตำแหน่งที่ต้องการ แล้วภายใน Text Widget ก็ใส่ shortcode ที่ต้องการเข้าไป ข้อเสียของ Text Widget คือใช้สำหรับใส่ข้อความง่ายๆ ไม่สามารถใส่รูปได้ และได้สามารถจัดรูปแบบได้(โดยตรง) เพราะไม่มีระบบเอดิเตอร์ ซึ่งก็คือที่มาของ Black Studio TinyMCE ซึ่งเป็นเอดิเตอร์สำหรับ Text Widget ที่ง่ายที่สุดตัวหนึ่ง การติดตั้ง Plugin ตัวนี้ติดตั้งไปตามปกติ ไม่ต้องเซตใดๆ เมื่อติดตั้งแล้วจะมี widget ชื่อ Visual Editor ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ Text Editor ธรรมดาแต่มีฟีเจอร์มากกว่า หน้าตา Visual Editor ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการเขียนโพสต์สั้นๆ(หรือยาวๆ) แบบไม่ต้องไปสร้างเป็นโพสต์ในระบบ WordPress ซึ่งสามารถไปวางในตำแหน่งที่เป็นไซด์บาร์ได้

การซ่อน Widget ในบางหน้า

การซ่อน Widget ในบางหน้า

ผู้ที่ใช้ WordPress ใหม่ๆอาจมีความสงสัยว่าทำอย่างไรจึงจะซ่อนหรือบังคับให้ widget แสดงเฉพาะในบางหน้า เพราะเมื่อเราวาง widget ลงใน sidebar แล้ว หน้าใดที่มี sidebar นั้นก็จะแสดง widget นั้นเสมอ ซึ่งอาจจะสร้างความหงุดหงิดให้เราไม่น้อย ธีมบางตัวอาจมีความสามารถในการเปิดปิด sidebar ในบางหน้า แต่ก็ไม่สะดวก วิธีที่ง่ายที่สุดในการเปิดปิด widget ในบางหน้าก็คือการใช้ plugin ซึ่งจะเพิ่ม option เข้าใปใน widget แต่ละตัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถระบุลงไปได้ว่าจะให้ widget โชว์เฉพาะหน้าใด JP Widget Visibility ตัวนี้น่าจะเป็น plugin ที่รู้จักกันอย่างดีที่สุด เพราะมีอยู่ใน wordpress.com และรวมอยู่ในชุด Jetpack ซึ่งเป็น plugin สำหรับ wordpress.com หรือเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของเอง ตัวนี้เป็นตัวแยกออกมาเดี่ยวๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการชุด Jetpack ทั้งหมดซึ่งมีขนาดใหญ่ ดาวน์โหลด เมื่อเราติดตั้ง plugin ตัวนี้แล้ว ไม่ต้องมีการเซตใดๆ plugin ตัวนี้เพียงแต่เข้าไปเพิ่มปุ่ม Visibility และเมนูเข้าไปกับ widget ทุกตัวที่เรามีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น widget ปฏิทิน ซึ่งโดยปกติจะมีแต่ให้เซต title แต่จะมีปุ่ม visibility เพิ่มตามรูป ตัวอย่างวิดเจ็ด Calendar ปลั๊กอินจะแสดงเงื่อนไขให้เราเลือกว่าจะแสดง widget ภายใต้เงื่อนไขอะไร เช่นเลือกหน้า(page)เป็นเงื่อนไข หากเราต้องการให้ show หรือซ่อน (hide) ก็เลือกช่องคอมโบบ็อกซ์อันแรก (1) แล้วในคอมโบบ็อกซ์ Select (2) จะมีรายการต่อไปนี้ให้เลือก คลิกเลือก Select เพื่อเลือกเงื่อนไข เช่น เลือกตาม Category ตาม Page เช่นถ้าในคอมโบบ็อกซ์อันแรกเราเลือก Show แล้วในช่องนี้เราเลือก Page ก็หมายความว่าเราต้องการให้วิตเจ็ต calendar นี้ถูกแสดงเฉพาะ page และในคอมโบบ็อกซ์ที่ (3) ก็จะใช้สำหรับเซตว่าต้องการเฉพาะเพจอะไร เช่น สมมติกำหนดว่าเลือกหน้า (page) เป็นเงื่อนไข เงื่อนไขต่อไปคือกำหนดว่าจะเจาะจงเพจไหน ตามรูปถ้าเราเลือกเป็น Page หมายความว่าเราต้องการให้วิตเจ็ต calendar นี้แสดงทุก page (แต่ไม่แสดงในแต่ละ post) และหากเลือกเป็น Post ก็จะแสดงในทุก post (แต่ไม่แสดงใน page) Display Widgets ยังมีปลั๊กอินอีกตัวที่มีฟังก์ชันคล้ายๆกันคือ display-widgets ตัวนี้มีฟังก์ชันพิเศษเพิ่มขึ้นมาคือสามารถใช้ user เป็นเงื่อนไขในการแสดงวิดเจ็ดนั้นได้ ปลั๊กอิน Display-Widget สามารถกำหนดเงื่อนไขตามประเภท user รวมกับเงื่อนตามประเภทของ page คลิกเลือกตามประเภท user คลิกเลือกตามประเภท user ได้สามแบบ คลิกเลือกว่าจะแสดงหรือไม่ คลิกเลือกว่าจะแสดงหรือไม่แสดง widget คลิกเลือกตามประเภทของ page Miscellaneous +/- Front Page Blog Page Archives Page Single Post Page 404 Page

การทำ WordPress หลายภาษาด้วย Polylang

การทำ WordPress หลายภาษาด้วย Polylang

มีเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยต้องการให้แสดงได้หลายภาษา เทคนิคในการทำเว็บไซต์หลายภาษาสำหรับ WordPress มีหลายวิธี และก็มี plugin จำนวนมากที่ช่วยในการแสดงหลายภาษา ในที่นี้จะแนะนำการทำเว็บไซต์สองภาษาด้วย Polylang วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเว็บไซต์สองภาษาหรือหลายภาษาก็คือการเขียนหลายๆภาษาในโพสท์เดียวกัน เช่น เขียนภาษาไทย แล้วตามด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ แล้วทำลิงค์เพื่อ scroll ไปยังส่วนของภาษานั้นๆ วิธีนี้ง่ายแต่ผู้ทำเว็บไซต์ส่วนมากไม่ชอบเพราะว่าดูไม่สวยและทำให้โพสท์ยาวและรกรุงรัง แต่วิธีนี้ดีสำหรับการทำ SEO อีกวิธีหนึ่งซึ่งสะดวกกว่ามากคือหา plugin ที่มีช่องสำหรับใส่ได้หลายภาษาแยกต่างหากออกจากกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ในโพสท์เดียวกัน แล้วเมื่อแสดงในหน้าเว็บไซต์มีปุ่มให้กดเลือกว่าจะแสดงภาษาไหน โดยไม่ต้องโหลดโพสท์หรือเพจนั้นใหม่ (เพราะถูกโหลดมาพร้อมกันแล้ว) แต่ภาษาใดภาษาหนึ่งจะถูกซ่อนไว้โดยเทคนิคที่เรียกว่า ajax การสลับภาษาโดยวิธีนี้จะลื่นมากเพราะไม่มีการโหลดอะไรเพิ่ม แต่ข้อเสียคือจะมีผลต่อการทำ SEO กับภาษาที่เป็น default เท่านั้น เทคนิคที่จะกล่าวถึงนี้คือแยกเป็นโพสท์แต่ละภาษาแล้วเชื่อมโยงถึงกัน สมมติว่าเราต้องการทำเว็บไซต์สองภาษา ให้เขียนโพสท์เป็นสองเรื่อง เรื่องหนึ่งเป็นภาษาไทย อีกเรื่องหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาอื่น) จากนั้นเซตให้โพสท์ทั้งสองเกี่ยวข้องกัน โดย plugin สำหรับ WordPress ที่ใช้เทคนิคนี้คือ Polylang ซึ่งให้ผลดีในการทำ SEO ด้วย การเซตภาษา เมื่อติดตั้ง plugin แล้วให้ไปที่ Settings->Languages ซึ่งเราจะต้องเพิ่มภาษาที่เราต้องการเข้าไป เช่นถ้าเรากำลังทำเว็บไซต์สองภาษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ก็ให้เพิ่มภาษาทั้งสองโดยช่อง Choose a language เลือกภาษาอังกฤษ แล้วกดปุ่ม Add New Language และเลือกภาษาไทยเพิ่มเข้าไป การเพิ่มภาษาใหม่ การเซตเมนู หลักการของ polylang คือเราจะต้องสร้างเมนูแต่ละภาษาแยกออกจากการเป็นชุด เช่นสมมติว่าเรามีเมนูอยู่แล้วเป็นภาษาอังกฤษดังนี้ Home – Product – Service – About และเราต้องการเมนูเป็นภาษาไทยดังนี้ หน้าหลัก – สินค้า – บริการ – เกี่ยวกับ เราจะต้องสร้างเมนูสองอัน อันหนึ่งสำหรับภาษาอังกฤษ สมมติว่าชื่อ menu-1-eng อันหนึ่งเป็นภาษาไทยสมมติชื่อ menu-1-thai โดยเข้าไปที่ Appearance->Menus เราต้องสร้างเมนูเพิ่มอีกชุดสำหรับอีกหนึ่งภาษา ตั้งชื่อเมนู menu-1-thai แล้วกด Create Menu แล้วสร้างอีกอันหนึ่งชื่อ menu-1-eng จากนั้นก็เซต menu-1-thai ตามรูป จะต้องเซต theme location ของแต่ละเมนูของภาษาใหม่ด้วย สังเกตว่าธีมแต่ละตัวจะมีจำนวนเมนูมาให้ไม่เท่ากัน ธีมมาตรฐานมีให้ 2 เมนู คือ Top primary menu และ Secondary menu in left sidebar ซึ่งเมื่อติดตั้ง polylang แล้วแต่ละเมนูจะถูกแตกเป็นหลายเมนูตามจำนวนภาษาที่เรา add เข้าไป ซึ่งชื่อภาษานั้นจะไปต่อท้ายชื่อเมนูตามรูป ในที่นี้เราต้องการใช้เมนูชุดเดียว(ที่ตำแหน่งเดียว) จึงเซต menu-1-thai ไว้ที่ [Top primary menu ไทย] ตามรูป (1 หมายถึง Top) ทำนองเดียวกัน เลือก menu-1-eng แล้วเซตไว้ที่ [Top primary menu English] ณ จุดนี้เราก็ได้เมนูสองอันสำหรับสองภาษาแล้ว สร้าง page สองภาษา ตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าเรามีเพจชื่อ product ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราก็เข้าไปแก้เพจนั้น ซึ่งจะสังเกตเห็นว่ามีแท็บ Language เพิ่มเข้ามาทางขวา ให้เลือก Language เป็น English แล้วกด update แล้วใต้ Translation ให้กดปุ่ม + ซึ่งจะเป็นการสร้างเพจใหม่ขึ้นมาซึ่งเป็นเพจที่เราจะต้องใส่ภาษาที่สอง ในที่นี้คือภาษาไทย แต่ถ้ายังไม่มีเพจมาก่อน ให้กด Pages->Add New แล้วใส่ title และ content เป็นภาษาอังกฤษ แล้วตรง language เลือกภาษาอังกฤษแล้วกดปุ่ม publish จากนั้นกดปุ่ม + ซึ่งจะเป็นการสร้างเพจใหม่ เมื่อสร้างเพจใหม่สังเกตว่าจะมี tab เพิ่มสำหรับอีกภาษาหนึ่ง ภายใต้เพจใหม่ สมมติว่าตั้ง title…

ใส่ google+ comment ให้กับ WordPress

ใส่ google+ comment ให้กับ WordPress

สงวนลิขสิทธิ์ สำหรับผู้ใช้ blogspot ของ google จะสามารถเปิดใช้งาน comment จาก google+ ใน blog ของตัวเองได้ และ google ยังได้ออกฟังก์ชัน API อย่างไม่เป็นทางการสำหรับเว็บไซต์ทั่วไปที่ต้องการนำเอา comment ใน google+ ไปใช้ด้วย และก็ไม่พลาดสำหรับ WordPress ที่จะมีผู้นำเอาฟังก์ชันดังกล่าวมาทำเป็น plugin ให้ผู้ใช้ WordPress ได้ใช้กัน ไม่จำเป็นต้องสร้าง app ข้อดีของ google+ comment คือไม่ต้องสร้าง app และติดตั้งได้ง่ายมาก สำหรับคนที่มีพื้นฐานในการเขียน HTML สามารถเอาโค้ดต่อไปนี้ไปวางตรงจุดที่ต้องการให้มี comment box และเปลี่ยน url เป็น ของเพจนั้นๆ (ซึ่งจะต้องเขียนเป็น php อ่านเพจแบบ dynamic) แต่สำหรับผู้ใช้ WordPress ที่เป็นยูสเซอร์ไม่ต้องตกใจ เพราะมี plugin ทำตรงนี้ให้แทน Comment Evolved Plugin ตัวนี้ไม่เพียงช่วยสร้างกล่อง comment ของ google+ ให้ ยังสร้างกล่อง comment ของ facebook , WordPress และตัวอื่นๆให้อีกด้วย แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่าจะต้องให้กับ host ที่เป็น php 5.3 ขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่าติดตั้งไปแล้วก็จะไม่ทำงาน SEO กับ google+ comment เป็นรู้กันดีว่ากิจกรรมต่างๆเช่น การ like, การ comment และ การ share เว็บเพจของเราผ่าน facebook มีผลต่อการจัดอันดับหรือมีผลต่อการทำ SEO และ google ก็พยายามที่จะแข่งขันกับ facebook ในทุกๆด้าน (และเกือบจะเป็นการลอกเลียนแบบ) ก่อนหน้านี้ ระบบ g+ ซึ่งเทียบเท่ากับ like ของ facebook ก็ถูก google นำมาใช้เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์ไปติดในเว็บไซต์ของตน แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่ากับการ like ของ facebook การนำระบบ comment มาแข่งกับ facebook ในครั้งนี้ก็เป็นการลองอีกครั้งหนึ่งของ google แต่สำหรับผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ก็แล้วแต่จะพิจารณานำไปใช้ เพราะถ้าหากมีผู้ comment ผ่าน google+ มากก็จะได้รับผลทาง SEO เช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็น comment box ที่ควบคู่ไปดับ facebook หรือของ WordPress Google+ comment ยังไม่เป็นทางการ สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องตระหนัก(ในตอนนี้)คือ google อนุญาตให้เราใช้ comment box ในเว็บไซต์อื่นๆได้เพื่อเป็นการทดลอง และไม่เป็นทางการ นั่นหมายความว่า อาจมีการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง คอมเมนท์ทั้งหมดอาจไม่สามารถแสดงได้หรือถูกลบในอนาคต ดังนั้นถ้าจะใช้ก็ต้องทำใจไว้ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ามองว่าเป็นการเรียกความสนใจจากกลุ่มที่ชอบคอมเมนท์ใน blogspot ก็น่าลอง

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

การใช้ระบบ Subscription หรือ Follow เป็นการสร้างเครือข่าย blog ของ WordPress เมื่อถึงยุคของ social จึงเกิดระบบ like และ share ขึ้น ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างมากมายกว่าที่ระบบ blog เคยทำได้มาก่อน เว็บไซต์ social ที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้น facebook และ twitter และที่กำลังพยายามตามมาก็คือ google+ ผู้ที่ใช้ blog จาก wordpress.com สามารถใช้เครื่องมือในการ like และ share บน facebook แชร์บน twitter รวมทั้ง google+ ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเครือข่าย social อื่นๆ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไร แต่ถ้าหากติดตั้งเว็บเอง ตัวเทียบเท่าก็คือ Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing ที่จะกล่าวถึงนี้ เชื่อมต่อ social ด้วย Jetpack Publicize สำหรับ wordpress.org หรือเว็บไซต์ WordPress ที่สร้างขึ้นเอง เราสามารถใช้ฟีเจอร์แบบเดียวกับที่มีใน wordpress.com ด้วย plugin publicize รูปร่างหน้าตาของเว็บที่ใช้ plugin นี้คงจะเห็นกันจนชินตา ข้อดีของ publicize คือช่วยสร้าง App ในการเชื่อมต่อกับ social tool ให้เราโดยอัตโนมัติ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ WordPress บังคับห้เราต้องมีบัญชี blog กับ WordPress เริ่มด้วยการ activate หากยังไม่ได้เปิดใช้งานก็เลือกเมนู Jetpack แล้วคลิก activate ตั้งค่าเชื่อมต่อ Social Tools ไปที่เมนู Settings->Sharing Facebook และ Twitter คงไม่มีใครไม่รู้จัก Linkedin เป็นเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงาน หางาน ส่วน tumblr เป็น blog แบบหนึ่ง บางคนจัดว่าเป็น micro blog ได้รับความนิยมพอสมควร เชื่อมต่อกับ Facebook ปกติถ้าเราต้องการใช้ฟังก์ชันของ facebook ภายใต้เว็บไซต์ของเรา เช่นกล่อง like ปุ่ม share กล่อง comment เราจะต้องสร้าง App ภายใต้ facebook ขึ้นมา ซึ่งผู้ที่มีบัญชีของ facebook ทุกคนสามารถสร้างได้ แต่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากกับคนที่ไม่คุ้น ซึ่งถ้าเป็น plugin ทั่วไปเราจะต้องสร้าง App ขึ้นเองก่อนแล้วจึงเชื่อมโยงเข้ากับ plugin แต่สำหรับ Jetpack เราไม่ต้องสร้าง App เพราะ WordPress สร้างไว้ให้แล้ว เราเพียงแต่ติดตั้ง App ของ WordPress ไปใน facebook ของเรา กดปุ่ม Add new Facebook connection จะขึ้นหน้า login ของเฟสบุค ล็อกอินด้วยบัญชีเฟสบุคของเรา จากนั้น WordPress จะทำการติดตั้ง App ของ WordPress ในนามของเรา ซึ่งเราต้องอนุญาตให้อ่าน public profile และรายชื่อ friend ได้ จากนั้นจะให้เราเลือกว่าจะให้ WordPress โพสต์ข้อความลงไปที่ไหน ค่าปกติเป็น Friends แต่แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Only me จากนั้น WordPress ต้องการสิทธิ์ในการจัดการกับ fan page ที่เรามี ให้เลือกตกลง เป็นอันเรียบร้อย ตอนนี้ blog หรือเว็บไซต์ขอเราได้เชื่อมต่อกับ Facebook แล้ว สังเกตว่าชื่อ facebook ของเราจะไปปรากฎเป็น connection หนึ่ง…

รวม plugin น่าใช้ใน Jetpack By WordPress

รวม plugin น่าใช้ใน Jetpack By WordPress

สำหรับคนที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ระยะหนึ่ง และเริ่มมีเนื้อหามากขึ้น ขอแนะนำให้รู้จักกับ plugin ที่สร้างโดย WordPress เองเรียกว่า Jetpack ซึ่งจะรวม plugin ไว้หลายตัวไว้ในไฟล์เดียว มีอะไรบ้าง ใช้อย่างไรบ้าง คงต้องว่ากันเป็นตอนๆ ตอนนี้ขอแนะนำให้ติดตั้งก่อนครับ โดยดาวน์โหลดได้ที่ http://wordpress.org/plugins/jetpack/ ตอนที่เขียนบทความนี้เป็นเวอร์ชัน 2.2.5 และมียอดดาวน์โหลดประมาณห้าล้านครึ่ง ก็แสดงถึงความนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากไฟล์มีขนาดถึง 4.38 MB ซึ่งอาจจะมีปัญหาเวลาติดตั้งตามปกติ (สำหรับเน็ตที่ช้า) แนะนำให้แตกไฟล์แล้วใช้ FileZilla อัพโหลดไปที่ wp-content/plugins จะเร็วกว่า แล้วไป activate ตามปกติ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในหน้า dashboard คือเมนู Jetpack ซึ่งเท่าที่นับดูมี plugin อยู่ 25 ตัว บางตัวจะ enable ไว้แล้ว ตัวใดที่ยังไม่ enable ก็จะมีปุ่ม activate นอกจากนี้ยังมี widget เพิ่มเข้ามาอีกหลายตัว ลองเข้าไปดูที่ Appearance Widgets ตัวใหนที่มีการ activate แล้ว และเราต้องการจะ deactivate ก็กดที่ปุ่ม Learn More ปุ่ม configure ก็จะเปลี่ยนเป็นปุ่ม deactivate ให้กด สำหรับผู้เริ่มต้นเล่น ขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ theme มาตรฐาน TwentyEleven ก่อนก็จะดีครับ เพราะว่าบาง theme อาจมีปัญหาจุกจิกเล็กน้อย ถึงแม้ว่า theme ส่วนใหญ่จะพยายามเขียนให้เข้ากับ Jetpack ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ก็มักมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่รู้ว่า Jetpack มีปัญหาหรือ theme มีปัญหากันแน่ สำหรับผู้ที่เคยลองใช้ครั้งแรก แนะนำให้เลือก host ฟรีสักแห่งแล้วเซตเว็บไซต์ใหม่ทดลองก็จะดีกว่าไปทดลองกับเว็บไซต์จริง ลองทั้งกับ plugin และ theme ที่ใช้อยู่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาเรียนรู้สักพัก (ไม่ต่ำกวาหนึ่งเดือนแน่) แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ บางทีอาจจะไปเลือกใช้ plugin อิสระเป็นตัวๆไปดีกว่า ก่อนที่จะใช้ plugin ชุดนี้ได้เราจะต้องมีปัญชีของ wordpress.com อยู่ก่อนครับ ถ้ายังไม่มีก็ให้ไป wordpress.com แล้วสมัครเปิด blog สักอันหนึ่ง ตั้งชื่อเกี่ยวกับเว็บไซต์ของเราก็ได้เช่น webstyleapp.wordpress.com แล้วเราก็เอา username และ password มาเปิดการใช้งาน Jetpack ภายในเว็บไซต์ของเรา บางท่านอาจสงสัยว่าจะใช้ plugin สักทีทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยาก WordPress (จะมาสอดแนมอะไรหรือเปล่า-อันนี้ไม่รู้) แต่สำหรับ plugin บางตัวอย่างเช่นระบบ stat, subscription จะต้องมีการผ่านข้อมูลไปที่ server ของ WordPress ก่อน และมีข้อมูลบางส่วนที่เก็บไว้ คนที่เคยใช้ plugin ทำนองนี้คงจะไม่แปลกใจ เช่น mailchimp ที่เป็น plugin เกี่ยวกับ email marketing หรือ akimet ที่ตรวจจับ spam ก็จะส่งข้อมูลไปที่ server ที่สร้าง plugin เหล่านี้ก่อนเพื่อตรวจสอบและทำงานต่อไป สุดท้าย แนะนำให้ disable plugin ทุกตัวใน Jetpack ออกให้หมดก่อนครับ แล้วค่อยมา enable ทีละตัว คือเรียนทีละตัว แล้วจะมาแนะนำ plugin ในชุด Jetpack ในโอกาสต่อไปครับ