WordPress ขึ้นหน้าขาว

WordPress ขึ้นหน้าขาว

จู่ๆที่หน้าเว็บไซต์ขึ้นหน้าขาวๆหรือที่ร้ายกว่านั้นขึ้นหน้าขาวที่ระบบหลังบ้านด้วยทำอะไรไม่ได้เลย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยๆและไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลยนอกจากหน้าขาวๆ ปัญหาการขึ้นหน้าขาวที่หน้าเว็บไซต์หรือหลังเว็บไซต์เรียกว่า WordPress White Screen of Death แปลเป็นภาษาไทยก็ประมาณ“หน้าขาวแห่งความตาย”แต่คงไม่ถึงตาย มีปัญหาย่อมมีทางแก้ส่วนใหญ่เกิดจากโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับ WordPress มีปัญหาโปรแกรมที่ว่าก็คือธีมกับปลั๊กอิน(โดยหลักการธีมก็คือโปรแกรมชนิดหนึ่ง) หากเราอัพเดท WordPress หรือธีมหรือปลั๊กอินเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วตามหลักการก็ไม่น่ามีปัญหาเพราะปกติผู้พัฒนาโปรแกรมจะมีการทดสอบก่อนที่จะออกเวอร์ชันใหม่ให้อัพเดทก่อนการอัพเดทคุณควรตรวจสอบก่อนว่าธีมหรือปลัั๊กอินนั้นทดสอบกับ WordPressเวอร์ชันที่คุณใช้อยู่หรือไม่(ซึ่งควรเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด)แต่หากเราอัพเดพแล้วอาจใช้ไม่ได้ซึ่งต้องพิจารณาจากสาเหตุ ปัญหาจากธีม เป็นกรณีที่สังเกตได้ง่ายที่สุดเพราะหากเราเปลี่ยนธีมหรืออัพเดทธีมที่ใช้อยู่แล้วเกิดปัญหาก็แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ธีมถ้าคุณยังเข้าหลังเว็บได้ให้ลองสลับไปใช้ธีมมาตรฐาน twenty seventeen ดูว่าปัญหาหน้าขาวหายไปหรือไม่ ถ้าหายแสดงว่าปัญหาอยู่ที่ธีม (แต่ก็ไม่จำเป็นเพราะปัญหาอาจมาจากตัวปลั๊กอินที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับธีมเวอร์ชั่นนั้นก็ได้-อ่านหัวข้อถัดไป) แต่ถ้าไม่หายแสดงว่าปัญหาอาจมาจากตัวปลั๊กอินไม่ใช่ตัวธีม ก่อนที่จะเกิดปัญหาคุณอาจจะไปทำอะไรบางอย่างกับปลั๊กอินโดยไม่รู้ตัว ถ้าเข้าหลังเว็บแล้วเป็นหน้าขาวด้วยก็ให้อ่านหัวข้อถัดไป ปัญหาจากปลั๊กอิน เมื่อคุณเปิดใช้ปลั๊๊กอินสักตัวหนึ่งคุณได้อนุญาตให้ปลั๊กอินตัวนั้นเข้ามาใช้ทรัพยากรของเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ปลั๊กอินสามารถเข้ามาทำงานอะไรก็ได้้ตามที่ถูกโปรแกรมไว้และนี่คือตัวปัญหาบางครั้งปลั๊กอินหลายตัวที่คุณติดตั้งไปทำงานขัดกันเองหรือใช้ทรัพยากรของโฮสต์มากเกินไปหรือบางทีก็เข้าไม่ได้กับ WordPress เวอร์ชั่นที่คุณใช้(ถึงแม้จะเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดทั้งคู่ก็ตาม)หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เว็บไซต์อาจจะล่มทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งการขึ้นหน้าขาวก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง ลองทบทวนดูว่าก่อนเกิดหน้าขาวคุณทำอะไรเกี่ยวกับปลั๊กอินไปบ้างเช่นแก้ไข settingsหรือลงปลั๊กอินใหม่ถ้าหน้าขาวเกิดขึ้นเฉพาะที่หน้าเว็บไซต์คุณยังเข้าด้านหลังเว็บได้ก็ค่อยอุ่นใจลองแก้ไข settings กลับไปที่เดิมหรือdeactivateปลั๊กอินที่เพิ่งลงใหม่(ที่คิดว่าเป็นตัวปัญหา)ถ้าหายแสดงว่าปลั๊กอินตัวนั้นมีปัญหาลอง deactivateและactivateกลับไปกลับมาถ้าเกิดหน้าขาวสลับไปสลับมาก็แสดงว่าเป็นปลั๊กอินตัวนั้นแน่นอน แต่ถ้าคุณเข้าด้านหลังเว็บไม่ได้อันนี้งานหนักหน่อยถ้าคุณมีปลั๊กอินต้องสงสัยและต้องการ deactivate แต่คุณเข้าด้านหลังเว็บไม่ได้ก็ต้องใช้ filemanager ใน directadmin ช่วยหรือใช้ FileZilla แล้วแต่สะดวกลบปลั๊กอิน (อยู่ที่public_html/ wp-content / plugins) ต้องสงสัยออกซึ่งจะเป็นการdeactivateปลั๊กอินตัวนั้นโดยอัตโนมัติลอง refresh ทั้งด้านหน้าและด้านหลังว่ายังขึ้นหน้าขาวอีกหรือไม่ถ้ายังขึ้นอีกให้คุุณลองเดาว่าก่อนหน้านั้นยังมีปลั๊กอินตัวใดที่คุณเข้าไปยุ่งเกี่ยว(โดยเปลี่ยน settings หรือ update)ไล่ลบปลั๊กอินไปเรื่อยๆจนกระทั่งจะไม่เหลือปลั๊กอินเลยซึ่งโดยหลักกาารระบบของ WordPress สามารถทำงานได้แม้จะไม่มีปลั๊กอินสักตัว!ถ้าไม่มีปลั๊กอินเลยสักตัวแล้วยังขึ้นหน้าขาวเหมือนเดิมแสดงว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากปลั๊กอิน ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าก่อนเกิดปัญหาคุณทำอะไรกับปลั๊กอินไปบ้างให้ลองเดาแล้วไล่ลบปลั๊กอินไปเรื่อยๆสมมติว่าลบปลั๊กอินตัวหนึ่งแล้วปัญหาหน้าขาวหายไปที่ด้านหลังเว็บหายไปให้คุณติดตั้งปลั๊กอินตัวนั้นกลับเจ้าไปแล้ว activate-deactivate ดูว่าปัญหาหน้าขาวเกิดขึ้นกลับไปกลับมาหรือไม่ถ้าใช่ก็แสดงว่าปัญหาอาจจะมาจากปลั๊กอินตัวนั้นที่ผมใช้คำว่า “อาจจะ”ก็เพราะว่าบางทีปัญหาอาจจะเกิดจากการทำงานร่วมกันของปลั๊กอินสองตัวเช่นปลั๊กอิน A ทำงานร่วมกับปลั๊กอินBไม่ได้แต่เราลบ B ก่อนแล้วหน้าขาวหายไปก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาเกิดจาก B ตัวเดียวเพราะถ้าเราลบ A ก่อนก็จะได้ผลเหมือนกัน ถ้าการ settings บางอย่างของปลั๊กอินทำให้เกิดปัญหาหน้าขาวอันนี้สาหัสหน่อยเพราะระบบของ WordPress จะไม่ลบ settings ของปลั๊กอินหลังจากที่เรา deactivate หรือแม้แต่ delete ปลั๊กอินตัวนั้นไปก็ตามเมื่อเราติดตั้งใหม่แล้ว activate มันก็จะยังคงใช้ settings อันเดิมอยู่ปัญหานี้เกิดการโปรแกรมของปลั๊กอินเองหากเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วยังทำให้เกิดปัญหาก็จะเป็นการยากที่จะรีเซต settings ต่างๆของปลั๊กอินตัวนั้นกลับไปที่ default (ทำได้เหมือนกันแต่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องไปหาตำแหน่งของ settings นี้ในฐานข้อมูลและต้องเป็นคนที่เคยแกะปลั๊กอินตัวนั้นมาก่อน)ซึ่งมีทางเลือกสองทางคือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กอินตัวอื่นแต่ถ้าเป็นไปไม่ได้เพราะงานของคุณผูกอยู่กับปลั๊กอินตัวนั้นไปเยอะแล้วอันนี้ก็คงต้องติดตั้ง WordPress ใหม่เพราะจะเป็นการล้างฐานข้อมูลเดิมออกแล้วก็ติดตั้งปลั๊กอินตัวเดิมกลับเข้าไปแล้วอย่าไปใช้ settings ที่มีปัญหาอีก ระวัง!ก่อนจะไล่ลบปลั๊กอินให้คุณจดรายการปลั๊กอินที่คุณใช้ไว้ก่อนและให้แน่ใจว่าคุณมีไฟล์ต้นฉบับของปลั๊กอินนั้นอยู่เพื่อที่คุณจะได้ติดตั้งเข้าไปใหม่เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว ข้อสังเกตวิธีที่ง่ายกว่าการลบปลั๊กอินก็คือใช้ file manager ใน directadmin หรือใน FileZilla เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ของปลั๊กอินเป็นชื่ออื่นเช่น ถ้าเราคิดว่า gutenberg เป็นปัญหาก็เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์เป็น_gutenberg หรือ gutenberg.old ก็เท่ากับว่าเราได้ deactivate ปลั๊กอินตัวนี้แต่ที่ผมแนะนำให้ลบก็เพื่อเคลียร์ไฟล์ที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจแฝงเข้ามาโดยเราไม่รู้ตัวแล้วทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะทำให้มั่นใจได้มากขึ้นคุณอาจจะใช้วิธีเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ก่อนก็ได้ ปัญหาจากโฮสต์ที่คุณใช้ ธีมหรือปลั๊กอินที่มีฟีเจอร์หลายอย่างมักจะต้องการโฮสต์ที่มีการเซตค่าบางอย่างไว้สูงกว่าปกติเช่นจำนวนหน่วยความจำที่จัดสรรให้เว็บไซต์,เวอร์ชั่นต่ำสุดของphpที่ใช้และการเซตบางอย่างเป็นพิเศษใน wp-config.php ของ WordPress ซึ่งโดยปกติธีมหรือปลั๊กอินมักจะมีเมนูเตือนให้เราเซตค่าต่างๆให้ได้ตามต้องการ บทความนี้ผมสมมติว่าคุณเกิดปัญหาจากการใช้ธีมหรือปลั๊กอินที่ไม่ได้กินทรัพยากรอะไรมาก สาเหตุจากกรณีนี้คงไม่เกิด แต่ถ้าคุณใช้ปลั๊กอินพิเศษคุณคงมีความรู้ทางด้านเทคนิคมากพอที่จะแก้ปัญหาได้ ผมจะไม่ลงรายละเอียดในกรณีนี้

Read more

การเปลี่ยน username ใน WordPress

การเปลี่ยน username ใน WordPress

ตอนติดตั้ง WordPress ใหม่ๆใครที่เผลอไปตั้งชื่อ username สำหรับ login เข้า WordPress เป็น admin, root, superuser หรืออะไรที่คล้ายๆกันแล้วหล่ะก็ คุณกำลังเสี่ยงกับการถูกแฮ็คอย่างต้องสงสัย กฏข้อแรกของการตั้ง username สำหรับระบบเว็บทั่วไปคืออย่าใช้ชื่อพื้นๆที่เดาได้ง่าย คุณอาจจะคิดว่าตั้งรหัสผ่านไว้ยากๆก็พอ ซึ่งจริงๆแล้วไม่พอครับ เพราะการแฮ็คทำโดยโปรแกรมหุ่นยนต์หรือ robot ซึ่งจะมีฐานข้อมูลเป็น dictionary ของคำที่คนมักจะใช้เป็น username และรหัสผ่าน robot เหล่านี้สามารถเดาได้อย่างไม่จำกัดและไม่เหน็ดเหนื่อย การตั้ง username ให้เดาได้ง่ายๆเท่ากับว่าเป็นการลดงานให้ robot ไปเกือบครึ่งเลยที่เดียว WordPress ไม่มีคำสั่งเปลี่ยนชื่อ username ข่าวไม่ดีคือ WordPress ไม่มีวิธีการง่ายๆให้คุณเปลี่ยน username วิธีเดียวที่คุณทำได้คือ สร้าง user ใหม่ แล้วให้มีสิทธิ์เท่ากับ user เดิม แล้วลบ user เดิมออกซะ ง่ายๆแค่นี้ ถ้าคุณอ๋อแล้วก็ไม่ต้องอ่านต่อ ที่เหลือสำหรับมืิอใหม่ครับ (Note สำหรับคนที่รู้จักใช้ phpmyadmin อาจจะใช้วิธีเปลี่ยน username ในฐานข้อมูลเลย ซึ่งอันนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาซ่อนเร้นตามมาหรือไม่ เพราะเมื่อเปลี่ยน username จะต้องมีการโอนโพสต์หรือเพจไปยัง user ใหม่ ซึ่งหากคุณลบ user เก่า WordPress จะถามว่าคุณจะโอนโพสต์หรือเพจของ user ที่จะลบนั้นไปให้ใคร การเปลี่ยน username ในฐานข้อมูลโดยตรง แม้โดยหลักการน่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ เพราะในระดับโปรแกรม ระบบจะอ้างอิงตาม user id ไม่ได้อ้างอิงตาม username แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเสมอไป) 1. สร้าง user ใหม่ เข้าเมนู Users -> Add New ตั้งเป็นชื่ออื่นที่ไม่ใช่คำสามัญพวก admin, root, superuser อาจเป็นชื่อคุณก็ได้ กำหนดสิทธิ์ให้เป็น Administrator ถ้ามีคุณดูแลระบบคนเดียว หรือตามสิทธิ์เดิมของ user ที่คุณต้องการจะเปลี่ยน ปกติถ้าต่ำกว่า Administrator มากเช่นเป็นแค่ subscriber ก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ คุณไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ คุณก็จะได้ user ใหม่ที่จะไปแทนที่ admin เดิม ต่อไปก็ลบ admin ออก 2. ลบ admin เดิมออก ถ้า user ที่จะลบเขียนสร้างโพสต์หรือเพจอะไรไว้ WordPress ก็จะถามว่าจะโอนโพสต์หรือเพจนั้นให้ไปอยู่ในความดูแลของใคร (ซึ่งแน่นอน admin ต้องสร้างไว้เพียบ) คุณก็เลือกโอนให้ user ใหม่เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ถ้าเลือกอันบน Delete all contents ก็จะลบโพสต์หรือเพจที่ admin เคยสร้างออกหมด ปกติก็จะไม่เป็นเช่นนั้น จะลบก็ให้แน่ใจก่อนนะครับ

Read more

วิธีแก้ Error Establishing a Database Connection

วิธีแก้ Error Establishing a Database Connection

เมื่อใช้ WordPress ไปสักพัก หรือถ้าโชคร้ายสำหรับมือใหม่ คุณอาจผงะเมื่อเปิดเว็บไซต์ของคุณแล้วเจอคำว่า Error Establishing a Database Connection ที่แย่กว่านั้นคือเจอแม้กระทั่งตอนที่คุณกำลังจะเข้าหลังบ้านเพื่อไปแก้ไขปัญหา นี่เป็นฝันร้ายไม่ว่าจะมือเก่ามือใหม่ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป ทุกอย่างมีทางแก้ไขเสมอ ภาษิตฝรั่งว่า “ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ” และเจอแล้วก็ต้องหัดแก้ไขครั้งแรกเสมอ เราจะมาเริ่มต้นที่ error ที่หน้าเว็บไซต์ก่อน เพราะว่าเป็นฝันร้ายที่เยียวยาได้ง่ายกว่า error ที่หลังบ้านหรือ backend Error Establishing a Database Connection Error นี้เราพบเห็นได้บ่อยๆเวลาเข้าเว็บไซต์อื่นๆ โดยเฉพาะเวลาคลิกทำรายการบางอย่าง หรือที่แย่ที่สุดก็คือเป็นต้องแต่เข้าเว็บนั้นเลย error จากการติดต่อฐานข้อมูลไม่ได้ ซึ่งมักหมายรวมถึงใช้ WordPress ไม่ได้ทั้งระบบ ถ้าปัญหามาจาก host ปัญหานี้สำหรับมือใหม่หรือผู้ใช้ธรรมดาอาจจะดูน่ากลัวพอสมควร ถ้าเป็นปัญหาชั่วคราวอาจเกิดจากระบบฐานข้อมูลที่ชื่อว่า MySQL ของ host ที่เราใช้อยู่เกิดมีปัญหาชั่วขณะหรือตัว host อาจจะถูกโจมตีจากเครื่อง hacker เพื่อจุดประสงค์บางอย่างและบางขณะ หรือระบบปฏิบัติการของ host มีโหลดมากบางชั่วขณะ หรืออื่นๆ ถ้าเราไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเกี่ยวกับระบบ หรือแทบจะไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเลย โอกาสที่จะเกิดจากทาง host เป็นไปได้สูง อันนี้ก็รอสักพัก ถ้าปัญหายังอยู่ยาวก็ลองสอบถามไปทาง host ว่าระบบฐานข้อมูลมีปัญหาหรือเปล่า เราเคยใช้ได้ แต่กลับใช้ไม่ได้ ถ้าปัญหามาจากเราเอง แต่ถ้าคุณเผลอไปทำอะไรบางอย่างที่ตัวระบบ เช่นเข้า DirectAdmin หรือ tool อะไรก็ตามของ host แล้วหลังจากนั้นก็เกิดปัญหา โอกาสที่จะเกิดจากการกระทำ(ตอนเบลอๆ)ของเราเองก็มีสูง ถ้าคิดว่าปัญหามาจากเราไปทำอะไรบางอย่างก็ต้องลองตรวจสอบดู ตอนแรกให้สมมติว่าฐานข้อมูลยังปกติดีอยู่ ข้อมูลยังอยู่ ระบบฐานข้อมูลยังทำงาน แต่มีบางสิ่งบางอย่างไปทำให้ติดต่อฐานข้อมูลไม่ได้ ลองดูไฟล์ wp-config.php WordPress ใช้ไฟล์ที่ชื่อว่า wp-config.php เป็นตัวเก็บชื่อฐานข้อมูล ชื่อผู้ใช้ฐานข้อมูล และรหัสผ่านข้อมูล ปกติไฟล์นี้จะถูกสร้างขึ้นตอนที่เราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก หากคุณเคยติดตั้ง WordPress คุณจะคุ้นเคยกับ error นี้อยู่แล้ว จริงมันก็คือเพื่อนเก่านั่นเอง นั่นคือ ข้อมูลทั้งสามตัวข้างต้นไม่ถูกต้อง WordPress จึงไม่สามารถติดต่อฐานข้อมูลได้ ปกติไฟล์นี้จะถูกแก้ไขโดยผู้รู้ แต่ถ้าจู่ๆมันถูกแก้ไขเองก็อาจเกิดจากถูกแฮ็ก (hack) แต่โอเค อย่าเพิ่งตกใจประเด็นหลังนี้ ขอให้คุณเข้าไปดูไฟล์ดังกล่าวดู แล้วหาบรรทัดที่เขียนว่า define(‘DB_NAME’, ‘hostuser_dbname’); define(‘DB_USER’, ‘hostuser-user’); define(‘DB_PASSWORD’, ‘password’); define(‘DB_HOST’, ‘localhost’); ค่าทั้งสี่ค่าทางขวาจะถูกเซตไว้ตอนคุณติดตั้ง WordPress ซึ่งไม่มีเหตุผลที่มันจะถูกเปลี่ยนไป แต่ถ้ามันถูกเปลี่ยน (หรือหายไป) คุณก็เพียงแต่นำค่าเดิมที่ใช้ตอนติดตั้งมาใส่ ถ้าคุณไม่ได้จดเอาไว้ ให้คุณเข้า DirectAdmin->MySQL แล้วคลิกเลือกฐานข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณ ในนั้นจะมี hostuser_dbname และ hostuser-user และ localhost ให้ copy ค่าทั้งสามตัวนี้มาใส่ ยกเว้น password จะไม่มี ให้คุณตั้ง password ใหม่ใน DirectAdmin->MySQL นี้ จากนั้นนำ password นั้นมาใส่ในไฟล์ wp-config.php นี้ บันทึก แล้วลอง refresh หน้าเว็บดู ถ้าเกิด error นี้ทั้งจาก backend และ frontend แต่ถ้าเกิด error ทั้งหน้าเว็บไซต์และหลังเว็บไซต์ โอกาสที่ฐานข้อมูลของเราพังก็มีสูง อันนี้เราหมดสิทธิ์ที่จะเข้าหลังบ้านของ WordPress แต่ไม่ต้องตกใจ วิธีแก้ไขเหมือนวิธีแรกคือ เปิดไฟล์ wp-config.php เข้าเพิ่มคำสั่งนี้เข้าไปท้ายไฟล์ define(‘WP_ALLOW_REPAIR’, true); บันทึกแล้วพิมพ์คำสั่งนี้ที่ url ของเบราเซอร์ http://fixmeplease.com/wp-admin/maint/repair.php โดย fixmeplease.com คือชื่อเว็บไซต์ของคุณ คำสั่งนี้จะทำการซ่อมแซมฐานข้อมูล MySQL ของคุณ (ถ้าปัญหาไม่ร้ายแรง) จะขึ้นหน้าจอตามนี้ เมื่อแก้ไข wp-config.php โดยใส่รหัสให้ repair ฐานข้อมูล ให้กด repair ยืนยัน ซึ่งถ้าไม่ร้ายแรงมาก ปกติก็จะซ่อมได้ ลอง refresh เว็บไซต์ของคุณดู เป็นอันจบ แต่ถ้า error ยังอยู่…

Read more

ปัญหาเล็กน้อยจากการอัพโหลดด้วย FileZilla

ปัญหาเล็กน้อยจากการอัพโหลดด้วย FileZilla

FileZilla เป็นเครื่องมือมาตรฐานของผู้พัฒนาเว็บไซต์มาหลายปีแล้วโดยปริยาย สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มติดตั้ง WordPress อาจเจอปัญหาเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าไม่สังเกตให้ดีอาจจะทำให้การอัพโหลดไม่สมบูรณ์ นั่นก็คือโปรแกรม WordPress หรือธีมหรือปลั๊กอินอื่นๆไม่ทำงาน ปัญหาพื้นๆก็คือ 1. เมื่ออัพโหลดไฟล์จำนวนมาก (หลักพัน) สักพักโปรแกรมจะขึ้นหน้าจอว่า คลิกตามรูปเมื่อมีหน้าจอนี้ popup ขึ้นมา มักเกิดจากเน็ตหรือ server สะดุดอะไรสักอย่าง ทำให้ FileZilla ไม่แน่ใจว่าไฟล์ที่กำลังจะอัพโหลดนั้นเป็นไฟล์เดิมที่อัพโหลดไปแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าสมบูรณ์หรือไม่ จึงได้ถามให้เรายืนยัน อย่างนี้ให้คลิกที่ Always use this action (Overwrite ข้างบนไม่ต้องไปเปลี่ยน) 2. ถ้าต้องการหยุดการอัพโหลดชั่วขณะ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นเรื่องที่บางคนอาจไม่รู้ เพราะว่าเวลาอัพโหลดก็รอจนกระทั่งมันอัพโหลดเสร็จ บางครั้งเราต้องการหยุดการอัพโหลดไว้ชั่วขณะหรือมีปัญหาเกิดขึ้น (ดูข้อ 3) ให้คลิกขวาที่แถบด้านบนภายใต้แท็บ Queued files แล้วคลิก Process Queues การอัพโหลดจะหยุดพักไว้ แต่คิวการอัพโหลดยังอยู่ ถ้าต้องการทำต่อก็กลับมาคลิกที่ Process Queues อีกครั้ง คลิกเมาส์ขวาเแล้วเลือก Process Queue เพื่อหยุดการอัพโหลด 3. อัพโหลดแล้วมีตัวเลขขึ้นที่ Failed transfers นี่แสดงว่ากระบวนการอัพโหลดมีปัญหา 3.1 ถ้าเริ่มมีตัวเลขขึ้นที่แท็บ Failed transfers แสดงว่ามีไฟล์ที่เริ่มอัพโหลดไม่ได้ และจะเพิ่มขั้นเรื่อยๆ อย่างนี้ให้หยุดการอัพโหลดตามวิธีที่ (2) 3.2 แล้วให้คลิกแท็บ Failed transfers คลิกขวาที่แถบข้างบนตามรูป แล้วเลือก Reset and requeue all 3.3 จำนวนไฟล์ที่อัพโหลดไม่ได้จะกลับไปรวมในแท็บ Queue files แล้วภายใต้แท็บนี้ ให้คลิก Process Queue ต่อ ถ้าตัวเลขใน Failed transfers ยังขึ้นอีก ก็กลับไปทำ 3.(1.2.3) จนกว่าจะครบหมดทุกไฟล์ ถ้ายังขึ้นอีก ให้รอสักพักแล้วค่อยอัพใหม่ เพราะ server อาจ busy หรือถูกเซตไว้ให้ทิ้งช่วงการอัพโหลดติดๆกัน คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือก Reset and requeue all เมื่อมีบางไฟล์ที่อัพโหลดไม่ได้ ระวัง !!! ถ้าไฟล์ที่จะอัพมีเยอะ แล้วเกิดปัญหาอย่างนี้ ควรรอและทำให้เสร็จ เพราะถ้าปิด FileZilla ตอนนี้ คิวอาจจะหายไป ต้องกลับมาเริ่มใหม่หมด

Read more

เลือกโฮสต์ทำเว็บ WordPress อย่างไรดี

เลือกโฮสต์ทำเว็บ WordPress อย่างไรดี

จะทำเว็บด้วย WordPress จะเลือกโฮสต์อย่างไรดี? เป็นคำถามที่มือใหม่มักจะถาม โดยปกติโฮสต์ทั่วไปจะโปรโมทว่า Plan ต่างๆสามารถใช้ได้กับโอเพนซอร์ซได้ทุกตัว ซึ่งโดยรวมก็เป็นจริงตามนั้น แต่ใช่ว่าจะราบรื่นเหมือนกันหมด โฮสต์ต้องให้บริการหลายๆโปรแกรม ต้องมาทำความเข้าใจกับการที่เว็บโฮสต์ติ้งสักแห่งสามารถใช้ได้ครอบคลุมกับโอเพนซอร์ซทุกตัวก่อน โดยปกติโอเพนซอร์ซแต่ละตัวต้องการการเซตติ้งจากโฮสต์ที่โอเพนซอร์ซนั้นติดตั้งอยู่ต่างกัน เหตุผลหลักก็คือเรื่องความปลอดภัยในการใช้ตัวโอเพนซอร์ซนั้นเอง และโฮสต์ซึ่งให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อให้ติดตั้งโอเพนซอร์ซหลากหลายก็คำนึงเรื่องความปลอดภัยของระบบเช่นเดียวกัน มาดูในแง่ของโฮสต์ก่อน โจทย์ของผู้ให้บริการโฮสต์ติ้งคือจะต้องทำให้โฮสต์นั้นสามารถรองรับโอเพนซอร์ซที่เป็นที่นิยมให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความปลอดภัยจากการถูกแฮคได้มากที่สุดด้วย นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้โฮสต์ติ้งแต่ละแห่งกำหนดระดับความปลอดภัยไว้แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการติดตั้งและใช้งานโอเพนซอร์ซแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ปัญหามักเกิดขึ้นเสมอ โอเพนซอร์ซที่ใช้ทำเว็บไซต์ เช่น WordPress, Joomla หรือ Drupal ต่างก็มีสถาปัตยกรรมเป็นของตัวเอง สำหรับ WordPress มีโฟลเดอร์และไฟล์จำนวนหนึ่งที่ต้องการการเซตระดับความปลอดภัยแตกต่างกันไป เช่นไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวกับระบบก็จะเซตให้อ่านได้อย่างเดียว ไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวกับการใช้งานก็จะผ่อนปรนลงมา เช่นโฟลเดอร์สำหรับเก็บรูปภาพต่างๆเป็นต้น แล้วโฮสต์โดยทั่วไปมีปัญหาอย่างไรกับ WordPress ? คำตอบคือ “เกือบทั้งหมดจะใช้กับ WordPress ตามที่เขาโฆษณาว่าใช้ได้ ” แต่จะมีปัญหาจุกจิกกับเรื่องการเซตระดับความปลอดภัยของโฟลเดอร์และการอัพโหลดไฟล์ผ่าน FTP ภายในตัว WordPress เอง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นปัญหาสำหรับมือใหม่ที่มีความรู้พื้นฐานทางเทคนิคน้อย รวมทั้งผู้รับออกแบบเว็บไซต์บางรายที่ติดตั้ง WordPress ให้ลูกค้าแล้วก็ไม่ได้ตระหนักปัญหาบางอย่างที่เกิดจากโฮสต์ที่ใช้เซตระดับความปลอดภัยไว้สูงกว่าที่ WordPress ต้องการ (ปลอดภัยไว้ก่อน) ทำให้บางฟีเจอร์ของ WordPress ไม่ทำงานโดยที่(ลูกค้า)ก็ไม่รู้ตัว ติดตั้งไม่ผ่าน ปัญหาคลาสสิคที่มือใหม่มักจะเจอเมื่อเลือกโฮสต์แล้วพออัพโหลด WordPress ขึ้นไปแล้ว พอสั่งรันติดตั้งเจอหน้าที่บอกว่า หน้าจอที่มักเกิดเมื่อ host ตั้งระดับการป้องกันไว้สูง แปลเป็นภาษาไทยว่า “ระบบติดตั้ง WordPress ไม่ได้เพราะไม่สามารถสร้างไฟล์ wp-config.php บนโฮสต์ได้ คุณต้องสร้างไฟล์ wp-config.php เองแล้วคัดลอกข้อความข้างล่างนี้ใส่ลงไปในไฟล์” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของโฮสต์ที่เซตระดับความปลอดภัยของการเข้าถึงไฟล์(ในกรณีนี้คือสิทธิ์ในการสร้างไฟล์)สูงกว่าสเปคของ WordPress คือโฮสต์ไม่ยอมให้ WordPress สร้างไฟล์ดังกล่าวขึ้นในตำแหน่งที่ต้องการ วิธีแก้ปัญหาก็คือคุณคลิกที่กล่องข้างล่างแล้วกด Crtl+A เพื่อเลือกข้อความในกล่องทั้งหมด(ปกติเมื่อคลิกเมาส์ในกล่องก็เลือกให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว) จากนั้นกด Ctrl+C เพื่อก็อปปี้ไว้ในคลิปบอร์ด จากนั้นคุณก็เปิดโปรแกรม NotePad++ แล้ว new file แล้วกด Ctrl+V เพื่อคัดลอกข้อมูลลงไป บันทึกไว้ในชื่อ wp-config.php จากนั้นก็อัพโหลดขึ้นไปที่ public_html จากนั้นก็กดปุ่ม Run the Install ซึ่งถ้าไม่ติดตรงอื่นก็น่าจะผ่านตลอด ถามรหัสผ่านทุกครั้งที่มีการติดตั้ง plugin ปัญหา(หรืออาจไม่ใช่ปัญหา)อีกอย่างหนึ่งของโฮสต์ที่ตั้งค่าความปลอดภัยไว้สูงก็คือทุกครั้งที่มีการติดตั้งหรือถอดถอนปลั๊กอินจะถามรหัสผ่านตลอด สำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์ลงตัวแล้วนี่อาจไม่ใช่ปัญหา อาจเป็นข้อดีที่เสียอีกถ้าเชื่อว่าการป้องกันไม่ให้ WordPress ใช้ FTP โดยตรงช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ยอมให้มีการส่งอีเมล์อัตโนมัติ นี่เป็นปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ต้องยอมรับจริงๆว่ามีโฮสต์หลายแห่งที่บอกว่าใช้กับ WordPress ได้ 100% แต่ไม่ยอมให้มีการส่งอีเมล์อัตโนมัติ ผลก็คือเมื่อลืมรหัสผ่านก็ไม่สามารถขอให้ระบบรีเซตรหัสผ่านใหม่ผ่านอีเมล์ได้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือหมดสิทธิ์สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมอร์สเพราะไม่สามารถส่งอีเมล์ยืนยันกันได้เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อ รวมทั้งระบบคอนแทคผ่านแบบฟอร์มชื่อดังอย่าง Contact 7 ก็หมดสิทธิ์ ใช้ plugin บางตัวแล้วเป็นปัญหา การตั้งระดับความปลอดภัยของโฮสต์ที่สูงเกินไปจะทำให้ปลั๊กอินบางตัวที่ต้องการสิทธิ์ในการอ่านเขียนข้อมูลในบางโฟลเดอร์ทำงานไม่ราบรื่น ซึ่งสำหรับผู้มีความรู้ทางด้านเทคนิคก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ยาก โดยการเข้าไปเปลี่ยนสิทธิ์ให้ถูกต้อง แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจต้องขอคำปรึกษาจากโฮสต์หรือผู้รู้เกี่ยวกับระบบไฟล์ของ Linux เปิดใช้ permalink ไม่ได้ หัวใจของการทำ SEO ของ WordPress คือระบบ permalink ซึ่งเมื่อเซตแล้ว WordPress จะสร้างไฟล์ .htaccess ขึ้นที่โฟลเดอร์ public_html เพื่อเก็บเซตติ้งในการทำ permalink แต่ถ้าโฮสต์ไม่ยอมให้ WordPress สร้างไฟล์โดยอัตโนมัติ คุณจะไม่สามารถเปิด permalink ได้ซึ่งเสียโอกาสในการทำ SEO ซึ่งการแก้ไขก็ต้องเข้าใจเรืื่องเทคนิคเล็กน้อย โดยจะต้องอัพโหลดไฟล์ดังกล่าวด้วยโปรแกรมอื่น เช่น NodePad+ หรือ FileZilla ด้วยตัวเอง ซึ่งก็เป็นปัญหากับมือใหม่เช่นกัน มีระบบติดตั้ง open source ให้อัตโนมัติ การติดตั้ง WordPress หรือ open source ตัวอื่นๆแม้โดยรวมจะดูง่ายแต่ก็มีขั้นตอนเล็กน้อย ในเบื้องต้นคุณควรที่จะเรียนรู้การติดตั้งด้วยตัวเองก่อนเพื่อให้เข้าใจโครงการของซอฟต์แวร์เมื่อมีปัญหาได้มีแนวทางในการแก้ไข เมื่อชำนาญแล้วหากมีการติดตั้งครั้งต่อไปจะด้วยเหตุใดก็ตามจึงเลือกการติดตั้งอัตโนมัติ โฮสต์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับการติดตั้ง open source ต่างๆแบบอัตโนมัติ โดยคุณสามารถคลิกเลือกได้เลยว่าจะติดตั้ง WordPress, Open cart หรือ ERP ซึ่งก่อนซื้อคุณควรจะตรวจสอบคุณสมบัตินี้ของโฮสต์ก่อนให้แน่ใจ สามารถทำ SSL ได้ SSL เป็นส่วนของระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลระหว่างเบราเซอร์ของเรากับโฮสต์โดยเฉพาะเวลาที่มีการกรอกแบบฟอร์มเช่นบัตรเครดิต ปกติ SSL จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องทำธุรกรรมอย่างเช่นอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ SSL จะขึ้นต้นด้วย https ปกติเมื่อเราซื้อบริการโฮสต์ใหม่ๆเขาจะเซตไว้แบบไม่มี SSL…

Read more

WordPress กับ Joomla

WordPress กับ Joomla

มักมีคำถามว่า CMS ตัวใดเป็นที่นิยมสูงสุดในประเทศไทย ถ้าดูจากกระแสบนดินแล้วก็ต้องตอบว่า Joomla แต่ถ้าเป็นกระแสใต้ดินต้องตอบว่า WordPress สังเกตง่ายๆตามแผงหนังสือจะเห็นหนังสือเกี่ยวกับ Joomla นับสิบเล่ม ในขณะที่ WordPress มีเพียงสองสามเล่ม แต่ในช่วงเวลาสองสามปีมานี้ WordPress มีการเติบโตใต้ดินสูงมาก คนรู้จัก WordPress แบบปากต่อปากมากกว่า รวมถึงการเขียนเชียร์ตามเว็บไซต์ต่างๆ จุดเด่นคือติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว ระบบหลังบ้านดูเรียบง่าย มีธีมสนับสนุนมากมาย ซึ่งก็น่าจะทำให้ WordPress ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทยได้ แต่ก็ไม่มีข้อมูลใดๆที่จะกล่าวเช่นนั้น มักจะกล่าวกันว่า WordPress เหมาะสำหรับมือใหม่ ก็น่าจะจริง เพราะเมื่อเทียบกับ Joomla หรือ Drupal แล้วระบบหลังบ้านง่ายกว่ามาก มือใหม่ดูแล้วไม่รู้สึกกลัว แต่ก็ต้องแลกกับการลดทอนฟีเจอร์บางอย่างที่ Joomla มีให้หลังติดตั้ง จนมีบางคนบอกว่า WordPress ไม่ใช่เครื่องมือทำเว็บไซต์สำหรับมืออาชีพ แต่อันนี้ไม่เป็นความจริง มันเป็นปรัชญาของ WordPress ต่างหากที่ต้องการให้เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อเทียบกับ Joomla หลังการติดตั้ง WordPress ทำอะไรได้น้อยกว่าจริง เราจะต้องติดตั้ง plugin เพิ่มเติม(ถ้าหากต้องการทำบางอย่างที่ Joomla มี) แต่นี่ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่มันเป็นปรัชญา การมีฟีเจอร์มากเกินไปหลังการติดตั้งทำให้ผู้ใช้(มือใหม่)สับสนกับเมนูและการเซตค่าต่างๆ(และรู้สึกกลัว) WordPress บอกเราว่าคุณเริ่มต้นเท่าที่คุณต้องการ ถ้าคุณชำนาญแล้วก็ค่อยๆเพิ่มไปเท่าที่จำเป็น ไม่มีความจำเป็นที่จะมีสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้อยู่ในระบบ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่เลื่องลือของ WordPress ก็คือความเป็นมิตรกับนักออกแบบ ถ้าคุณเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์แล้วต้องการพัฒนาไปเป็นผู้สร้างเว็บไซต์ทั้งระบบ การเรียนรู้ระบบของ WordPress เพื่อสอดแทรกทักษะในการออกแบบของคุณเข้าไปทำได้ง่ายกว่าใช้ตัวอื่น สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Joomla ถูกพัฒนาขึ้นมาบนหลักการของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ร่วมสมัย แต่สำหรับนักพัฒนามือใหม่อาจจะต้องมาขวัญผวากับเทคนิคและศัพท์แสงอย่าง MCV (หลักการในการออกแบบโปรแกรมชนิดหนึ่ง) ซึ่งการจะสร้างส่วนเพิ่มขยาย (หรือ plugin ใน WordPress) เพียงแค่ให้พิมพ์คำว่า Hello world! หน้าจอก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสำหรับกิจการทั่วไปแล้ว ก็เท่ากับว่าเป็นต้นทุน(ทั้งค่าแรงและเวลา)ที่เพิ่มมากขึ้น หากคุณคิดจะเริ่มต้น WordPress เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

Read more

การใช้งาน WordPress – การสร้าง page

การใช้งาน WordPress – การสร้าง page

จุดเริ่มต้นของการสร้างเว็บไซต์ก็คือการสร้างเพจ(page) เพจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ WordPress โดยทั่วไปจะเป็นลิงค์ๆหนึ่งในเมนู เพจมักใช้กับเนื้อหาที่แน่นอนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในระบบของ WordPress เราสามารถเลือกเลย์เอาท์ของแต่ละเพจให้แตกต่างกันได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ด้วย (แต่โพสต์-post ไม่สามารถเลือกได้) และถ้าหากเรารู้วิธีการแก้ไข theme นิดหน่อยก็สามารถอัพโหลดเลย์เอาท์แบบที่เราต้องการเพิ่มเข้าไปได้ แต่โดยทั่วไป theme (ฟรี) ก็มีเลย์เอาท์ที่เพียงพอกับความต้องการได้พอควร ภายใน page ก็คือที่ที่เราจะใส่ข้อความ รูปภาพหรืออะไรต่างๆลงไป จริงๆก็คือหน้าเว็บไซต์หน้าหนึ่ง แต่ในภาษาของ WordPress จะเรียกว่า page การสร้าง page (หรือหน้าเว็บไซต์) กดเมนู Pages->Add New จะเป็นการสร้างหน้า page ใหม่ การสร้างเพจ เมื่อเราสร้าง page เรามีทางเลือกสามอย่าง ต้องการให้โชว์ลิงค์ของ page นั้นในหน้าเว็บไซต์เลย เลือก publicต้องการให้ใส่รหัสผ่านจึงจะลิงค์ไปยัง page นั้นเลือก password protectedต้องการซ่อนลิงค์ไว้ แต่แสดงให้เห็นเฉพาะทีมงานที่ login ผ่าน mysite.com/wp-admin เลือก Private สถานะของเพจ ปกติจะเซตไว้เป็น Public หมายความว่าเผยแพร่ทันที นอกจากนี้เรายังสามารถเซตวันที่และเวลาที่เผยแพร่เพจนั้นได้ด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการแสดงผลก่อนหลัง ปกติเมื่อเราสร้าง page แล้วกดปุ่ม Publish จะถือว่าเป็นแบบแรก หากต้องการให้เป็นแบบอื่นก็กลับมาแก้ไขทีหลัง กดปุ่ม Save Draft ถ้าต้องการบันทึกไว้เป็นเค้าโครงก่อนที่จะ publish แต่แนะนำว่าพอเขียนเสร็จก็ให้กดปุ่ม Publish แล้วถ้าต้องการซ่อนก็มาเปลี่ยนเป็น Private ภายหลังจะดีกว่า ส่วนวันเดือนปีและเวลาของการสร้างแต่ละ page ก็เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ ปกติวันที่และเวลาในการเผยแพร่จะมีประโยชน์กับโพสต์ (post) เพราะจะใช้ในการเรียงลำดับก่อนหลังเวลาแสดงรายการโพสต์ออกมา Page Attributes Parent หมายถึงว่า page นี้เป็น page ย่อยของ page ใด ถ้าเราทำ page ให้อยู่ในระนาบเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเซต การจัดเพจเป็นหลายระดับจะจำเป็นก็ต่อเมื่อคุณต้องการ url ของเพจนั้นถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เช่น http://www.wordpresspage.com/parent-page/child-page/this-page Template หมายถึงว่า page นี้จะใช้ layout แบบใด ซึ่งขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ ชื่อแต่ละชื่อแล้วแต่ คนทำ theme จะตั้ง ส่วน layout จริงๆเป็นอย่างไรก็ต้องดูจากเว็บไซต์ของคนทำtheme (ซึ่งส่วนใหญ่ของฟรีจะมีน้อยหรือไม่มี คือเป็น Default Template) Parent page ใช้บอกว่าเพจนี้อยู่ภายใต้เพจอะไร มีผลต่อ url ของเพจนี้ Template เป็นตัวเลือก layout ของเพจนี้ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใช้ธีมอะไร Featured Image เซตรูปประจำเพจ หมายถึงรูปประจำ page นั้นๆ ปกติ WordPress จะยอมให้มี featured image ได้รูปเดียวต่อหนึ่ง page ถ้าหากต้องการมากกว่าหนึ่งก็จะต้อง เลือก theme ที่สามารถ featured image ได้หลายรูปเลือก plugin ที่สามารถเซต featured image ได้หลายรูปใส่รูปเข้าไปใน content ของ page ซึ่งจะใส่กี่รูปก็แล้วแต่เรา ตำแหน่งของ featured image ขึ้นกับ theme ยกเว้นกรณี 3. ซึ่งเราจัดแต่งเอง ทำความเข้าใจกับ Post ของ WordPress WordPress มีหลักการที่สำคัญสองอย่างคือ page และ post Post หมายถึงเรื่องๆหนึ่งหรือบทความๆหนึ่ง ซึ่งจะแสดงเป็นลิงค์ในหน้าหลักประกอบกับข้อความสั้นๆ และตามด้วยปุ่ม Read more และเมื่อคลิกก็จะแสดงทั้งหน้าให้เห็น การสร้าง post (หรือบทความ) กดเมนู Posts->Add New จะเป็นการสร้างหน้า post ใหม่ การสร้าง post ใหม่จะเหมือนกับการสร้าง page…

Read more

การใช้งาน WordPress – ติดตั้ง theme

การใช้งาน WordPress – ติดตั้ง theme

เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการติดตั้ง WordPress มาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น เป็นอันว่าเรามีเว็บไซต์ที่พร้อมจะทำงานแล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นการใส่เนื้อหา สำหรับในเบื้องต้น ควรจะเริ่มใส่เนื้อหาเข้าไปเป็นอันดับแรก ยังไม่ต้องไปสนใจเรื่องดีไซน์มากนั้น เพราะเป็นเรื่องของ theme ซึ่งตัวมาตรฐานคือ twenty fourteen ค่อยๆลองหาไป ที่ให้ใส่เนื้อหาเข้าไปก่อนก็เพราะว่า google และ search engine อื่นๆจะได้เข้ามาอ่าน ระบบการจัดอันดับเว็บเหล่านี้ไม่สนใจดีไซน์สนใจแต่เนื้อหา เพราะฉะนั้นความสวยงานเอาไว้แต่งทีหลัง การเข้าระบบ Backend การเแก้ไขหรือเซตระบบใดๆจะต้องทำฝ่านระบบ backend ซึ่งทำได้โดยพิมพ์ www.mysite.com/wp-admin ระบบ backend มีหน้าตาดังรูป Dashboard ของ WordPress สิ่งที่เห็นเรียกว่าเป็น Dashboard พื้นที่ทางขวาจะบอกสถานะบางอย่างของเว็บไซต์เรา และมีลิงค์ลัดไปยังจุดที่สำคัญๆ ไม่ต้องซีเรียสกับหน้านี้ ที่เราเกี่ยวข้องคือเมนูทางด้านซ้าย ภาพรวมของระบบ WordPress โดยพื้นฐาน WordPress เป็นระบบที่เรียกว่าระบบ Blog หมายถึงเป็นระบบที่ประกอบไปด้วยข่าวสารที่มีองค์ประกอบสองอย่างคือ Title และ Content และมีระบบที่ ผู้อ่านที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายของ WordPress สามารถติดตามเนื้อหา(Title และ Content )ใหม่ๆจาก blog ที่สมัครเป็นสมาชิกได้ โดยจะได้รับการแจ้งเมื่อมีเนื้อหาใหม่ คล้ายกับ facebook ที่เราไปกด like หรือ followมีระบบสมัครสมาชิกผ่าน Email เพื่อรับแจ้งเมื่อมีเนื้อหาใหม่ๆ ถ้าเราต้องการมีเพียงแค่ blog ก็แทบไม่ต้องทำอะไรเพราะ WordPress โดยพื้นฐานก็คือ blog อยู่แล้ว WordPress กับเว็บไซต์ ถ้าเราต้องการมากกว่าเป็น blog คือเป็นเว็บไซต์ก็จะต้องมีการเพิ่มเติมความสามารถโดยผ่านสิ่งที่เรียกว่า plugin ซึ่งจะต้องติดตั้งเพิ่มเติม ตัวอย่างสิ่งที่ต้องใช้ plugin การทำ slider การลูกเล่น animation ต่างๆ การทำให้เว็บเป็นระบบขายสินค้าออนไลน์ การเชื่อมต่อเว็บเราเข้ากับเว็บไซต์อื่นๆ เช่น facebook, twitter หรือพวก social network ต่างๆ และอื่นๆอีกมามาย WordPress กับความสวยงาม หน้าตาของเว็บไซต์เรียกว่า Theme ซึ่งหมายถึง layout เช่น หนึ่งหน้าจะมีคอลัมภ์เดียวหรือสองคอลัมภ์ เมนูจะอยู่ข้างบน ข้างซ้าย ข้างขวา สีพื้นเป็นสีอะไร กรอบข้อความเป็นสีอะไร WordPress มี theme อยู่นับล้าน ทั้งฟรีและเสียเงิน และเมื่อติดตั้งจะมี theme มาตรฐานให้ 3 ตัว การติดตั้ง theme แบบอัตโนมัติ กดเมนู Appearance -> Themes ตัวมาตรฐานล่าสุดชื่อ Twenty Fourteen ถ้าไม่ชอบก็สามารถค้นหา theme ฟรีโดยกด Add New Theme ปุ่มเพิ่มธีมใหม่ จะขึ้น theme มากมายมาให้เลือก รายการธีมฟรีในคลังของ WordPress Featured หมายถึง theme ที่เขาแนะนำ Popular หมายถึง theme ที่คนนิยมดาวน์โหลดไปติดตั้ง Lastest หมายถึง theme ฟรีที่มาใหม่ Featured Filter หมายถึงให้ค้นหา theme ที่มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ Theme ฟรีเหมาะกับเว็บไซต์ที่เน้นข่าวสาร ข้อมูล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สวยงาม แต่จะมีข้อจำกัดในการปรับแต่งผ่านเมนู (เพราะมีเมนูให้ปรับแต่งน้อย) เช่นมักจะ fix ขนาดfont หรือโทนสี แต่ก็มี theme ฟรีหลายตัวที่ปรับแต่งได้มากแต่ก็มักไม่ update ตามรุ่นของ WordPress แต่โดยทั่วไป theme ฟรีก็ถือว่าใช้ได้ในระดับเกินค่าเฉลี่ย ถ้าต้องการ theme ตัวใดก็ทำโดยการกดปุ่ม install ที่ theme ตัวนั้น ถ้าต้องการดูหน้าตาก่อนก็กดปุ่ม Preview เลือกติดตั้งธีม การติดตั้ง theme แบบอัพโหลดไฟล์ theme บางตัวไม่ได้อยู่ในระบบของ WordPress ก็จะมาในรูปของไฟล์ให้เราดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งอาจจะมาจากเว็บไซต์ของ wordpress.com…

Read more

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 2 – การอัพโหลดไฟล์

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 2 – การอัพโหลดไฟล์

ขั้นตอนต่อไปก็คือการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ขึ้นไปยัง host ที่เราเซตเอาไว้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเราสามารถใช้ระบบ auto install ของ host ติดตั้ง WordPress ให้เราโดยตรง แต่การติดตั้งด้วยตัวเองจะทำให้เราเข้าใจกระวนการทำงานของ WordPress ได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเว็บไซต์มีปัญหา การอัพโหลดด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก การอัพโหลดทำโดยใช้ซอฟต์แวร์ประเภท FTP ซึ่งภายใน cPanel ก็มีเครื่องมือตัวนี้อยู่ในตัว แต่ในที่นี้จะแนะนำให้ใช้ซอฟต์แวร์ FTP ภายนอกที่เป็นที่นิยมกันคือ FileZilla ซึ่งดาวน์โหลดได้จาก FileZilla Project เซตโฮสต์และอัพโหลดไฟล์ เลือกปุ่มมุมขวาบนเพื่อเซตโฮสต์ การเซตรหัสเพื่อติดต่อ host ผ่าน FileZilla จากนั้นเลือก New Site เพื่อตั้ง username และ password สำหรับไซต์ใหม่ และใส่ข้อมูลที่ได้จากโฮสต์ 1. Host -> ftp.mysite.com 2. ใส่หมายเลข port (ถ้ามี) ถ้าไม่มีจะถือว่าเป็น 21 (ไม่ต้องใส่ 21 ปล่อยว่างไว้) 3. เลือก Logon Type เป็น Normal 4. ใส่ user และ password ที่ได้มาจากโฮสต์ การติดตั้ง WordPress ด้วย FTP ดาวน์โหลด wordpress จาก wordpress.org แล้วแตกไฟล์ แล้วเลือกทุกไฟล์แล้วลากไปวางใน FileZilla ณ โฟลเดอร์ public_html หรือชื่ออื่นคล้ายกันเช่น htmldoc หรือชื่อที่โฮสต์ระบุไว้ อะไรที่อยู่ในโฟลเดอร์ดังกล่าวลบออกให้หมด เพราะเรากำลังจะเอา wordpress ไปแทนที่ เมื่อ FileZilla สามารถติดต่อกับโฮสต์ได้ เลือกไฟล์ทั้งหมดของ WordPress แล้วลากไปวางที่ปลายทาง(โฮสต์) การเซตฐานข้อมูล การที่ WordPress จะทำงานได้ต้องการฐานข้อมูล 1 ตัว ซึ่งโดยปกติโฮสต์เช่าจะมีให้ใช้ได้อย่างต่ำก็สองตัว บางแห่งอาจมีให้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับระดับราคา เราจะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่เตรียมไว้ในตอนที่ 1 เปิดเว็บไซต์ของเรา เช่น mysite.com ที่เบราเซอร์ จะเห็นหน้าจอซึ่งบอกให้เราเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูล เริ่มติดตั้ง wordpress กด Let’s go แล้วกรอกข้อมูลที่เราเตรียมไว้ลงไป การติดตั้ง wordpress การเซตฐานข้อมูล สังเกตที่ช่อง Database Host ถ้าโฮสต์ที่เราใช้ไม่ได้ระบุก็มักจะหมายถึง localhost ซึ่งเป็นค่า default ส่วนช่อง Table Prefix หมายถึงอักษรที่จะใช้นำหน้าตารางที่อยู่ในฐานข้อมูลของ WordPress ซึ่งค่าปกติก็คือ wp_ แต่เนื่องจาก WordPress เป็น Opensource ดังนั้นแฮคเกอร์จึงรู้กลไกการทำงานและรู้ชื่อตารางทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูล การเพิ่มอักษรนำหน้าตารางจะช่วยให้แฮคเกอร์เดาชื่อตารางได้ยากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันได้ระดับหนึ่ง เราอาจตั้งช่องนี้เป็น od_ หรือ lk_ หรืออะไรที่ไม่มีความหมายได้ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง WordPress จะขึ้นหน้าจอให้เราดำเนินการต่อ โดยกดปุ่ม Run the install แต่บางครั้งอาจเกิดข้อความ การติดตั้ง wordpress – run install ซึ่งหมายความว่า WordPress สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถสร้างไฟล์ config-config.php ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลได้ เนื่องจาก server ได้เซตไว้ว่าห้าม write ลงบนไดเรกทอรี่ปลายทางได้ อันนี้ให้ไปเข้า cpanel หรือใช้ FileZilla แก้ไขสิทธ์ให้เราสามารถได้ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากนั้น ก็ตั้งชื่อ title ของเว็บไซต์ ที่สำคัญคือชื่อของ admin ที่จะทำการดูแลเว็บไซต์ ให้ตั้งชื่อที่ไม่ใช่ชื่อสามัญเช่น admin, root, administrator, john รวมทั้งการใช้ชื่อโดเมนเนม เพราะจะทำให้ถูกแฮคได้ง่าย ส่วนรหัสผ่านก็ตั้งใช้ยาวสัก 10 ตัว มีตัวเลขผสมอักษรตัวใหญ่และอักษรพิเศษเช่น ^#$ ตรงนี้อย่าเห็นว่าไม่สำคัญ สุดท้ายคืออีเมลล์สำหรับสื่อสารระหว่างเราในฐานะ admin…

Read more

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 1 – จัดเตรียม host จริง

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 1 – จัดเตรียม host จริง

การติดตั้ง WordPress ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร คนที่จะเริ่มทำขั้นตอนนี้ควรจะลองเล่น wordpress.com มาแล้ว หรือถ้าเคยอัพโหลดไฟล์ลง host จริงมาก่อนแล้วก็ไม่มีอะไรใหม่ การเริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วย WordPress วิธีที่ดีที่สุดคือ การทดลองติดตั้งบน host จริง ซึ่งจะทำให้ได้เว็บจริงๆทันที มีเว็บไซต์ฟรีให้ทดลองใช้อยู่หลายแห่ง ในที่นี้จะทดลองบน hostinger.in.th ซึ่งเปิดให้ใช้ฟรี หากพอใจก็จ่ายเงินเป็นสมาชิกต่อตามอัชฌาสัย WebStyleApp ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับ hostinger ทั้งสิ้น เพียงแต่นำส่วนที่ทางเว็บให้บริการฟรีมาทดลองใช้ และแนะวิธีการใช้เท่านั้น สมัครสมาชิก host เริ่มจากการสมัครสมาชิก hostinger เลือกเมนู web hosting เลือก free แล้วก็ “สั่งซื้อ” ใส่ username, email และรหัสผ่าน จากนั้นระบบจะส่ง email กลับมาให้ ให้กดลิงค์ยืนยัน จากนั้นเลือกให้เลือกประเภท host ช่วงแรกอาจเลือกเป็น Free เพื่อทดลองใช้ เลือกโดเมนเนม ต่อไปเป็นขั้นตอนการตั้งชื่อโดเมน ถ้ายังไม่มีโดเมนก็ใช้ของฟรีไปก่อน ตามรูป ตอนนี้เราก็มีเว็บไซต์แล้วชื่อ develop.zz.vc ซึ่งเป็นหน้าเว็บเริ่มต้นที่ทาง host เซตไว้ ซึ่งในการติดตั้งต่อไปเราจะต้องลบหน้าเพจนี้ออก แล้วเอาเว็บของเราเข้าแทน สร้างฐานข้อมูลสำหรับ WordPress ต่อไปคลิกที่เครื่องหมายบวกเล็กๆจะมีเมนูให้เลือก ซึ่งสามารถติดตั้ง WordPress โดยอัตโนมัติโดยใช้ Auto installer แต่ในที่นี้จะแนะนำให้ติดตั้งเอง เผื่อมีปัญหาจะได้แก้ไขเองได้ และเข้าใจหลักการ อีกอย่างหนึ่ง host บางแห่งไม่มี auto install ให้ติดตั้ง WordPress หรือมีแต่เวอร์ชันไม่อัพเดท ให้เลือก Manage ตามรูป จากนั้นจะเข้าสู่เมนูของระบบ เลื่อนหน้าจอไปที่หมวด Databases และเลือก MySQL Databases ตามรูป ตั้งชื่อฐานข้อมูล และตั้งรหัสผ่านสำหรับฐานข้อมูล สังเกตว่าระบบจะสรุปข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่สร้างไว้ให้ ซึ่งเราจะนำไปใช้ในการติดตั้ง WordPress ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลข้างต้นในการติดตั้ง WordPress ต่อไป ต่อไปก็คือการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ขึ้นไปยัง host

Read more

ลืมรหัสผ่าน WordPress

ลืมรหัสผ่าน WordPress

ลืมรหัสผ่าน ลืมอีเมล์ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คุณต้องมีรหัสผ่านของโฮสต์ ใช้ phpmyadmin จะแก้ปัญหาได้ ปัญหาคลาสสิคของผู้ดูแลเว็บไซต์ (จำเป็น) ก็คือลืมรหัสผ่านของ admin ซึ่งปกติก็จะแก้ปัญหาด้วยการกดลิงค์ forgot password แต่ถ้าหากคุณไม่รู้อีเมล์ของ admin (คนเก่าไปแล้วมาทำแทนหรือคุณลืมซะเอง) ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนอาจใช้โฮสต์ที่ไม่อนุญาตให้มีการส่งอีเมลล์อัตโนมัติ(ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มี) คุณก็จะไม่สามารถรีเซตรหัสผ่านโดยใช้อีเมลล์ได้ กรณีไม่หนักหนาสาหัส แต่ต้องยุ่งกับเรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่ถ้าลืมถึงคราจำเป็นก็ต้องทำ การเก็บรหัสผ่านของ WordPress เมื่อเราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก เราจะตั้งยูสเซอร์ที่ทำหน้าที่เป็น admin ซึ่งรหัสผ่านจะถูกนำมาเข้ารหัสอีกทีหนึ่งเก็บไว้ในฐานข้อมูลในตารางที่ชื่อ users รหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัสไว้นี้ไม่สามารถแปลงกลับมาเป็นรหัสผ่านได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าหากเราลืม หนทางเดียวคือสร้างรหัสผ่านใหม่ ซึ่งหากทำผ่านลิงค์ forgot password ก็จะเป็นการรีเซตรหัสผ่านใหม่ แต่หากโฮสต์ที่เราใช้ไม่สามารถส่งอีเมลล์อัตโนมัติได้ ก็ต้องแก้ที่ฐานข้อมูลโดยตรง ต้องมีรหัสผ่านของ PhpMyAdmin โดยปกติผู้ดูแลระบบจะมีรหัสผ่าน phpmyadmin จากโฮสต์ที่ใช้บริการอยู่แล้ว เข้าไปใน phpmyadmin แล้วคลิกที่ตาราง users คลิกที่ xxx_users ปกติ xxx จะเป็น wp จะปรากฏรายชื่อ user ในระบบของ WordPress ตามรูป ดูว่าชื่อล็อกอินเดิมของเราคืออะไร คลิก Edit ที่แถวนั้น สมมติว่าเราต้องการรีเซตรหัสผ่านของ vichuda ให้คลิกที่ Edit แล้วจะปรากฏฟอร์มดังรูป ในช่อง user_pass เลือก MD5 แล้วใส่รหัสผ่านใหม่ กด Go ในคอลัมภ์ user_pass เลือกฟังก์ชันเป็น MD5 และใส่รหัสผ่านใหม่ที่ต้องการ ในที่นี้คือ mynewpassword แล้วกดปุ่ม Go โปรแกรมจะเข้ารหัสแบบ MD5 แล้วบันทึกไว้ในฐานข้อมูล แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จการรีเซตรหัสผ่าน อีกวิธีหนึ่งคืออ่านช่อง user_email คุณก็จะรู้ว่าอีเมล์ที่คุณใช้ตอนติดตั้งคืออะไร แล้วไม่ต้องแก้ไขรหัสผ่าน ใช้อีเมล์นั้นใส่ในลิงค์ forgot password ตอนล็อกอินแล้วก็ไปอ่านในอีเมล์อีกที

Read more

เลือกใช้ WordPress .com หรือ .org ดี

เลือกใช้ WordPress .com หรือ .org ดี

WordPress เป็น web application ตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างเว็บไซต์ มีการใช้ WordPress อย่างแพร่หลายทั่วโลกจนกลายเป็น platform มาตรฐานหนึ่งสำหรับการทำเว็บไซต์ การใช้ WordPress ทำได้สองวิธีคือ ใช้บริการเป็น blog ฟรี จาก wordpress.com และนำ WordPress มาติดตั้งบนโฮสต์ด้วยตัวเอง wordpress.com เป็นบริการเว็บไซต์ (หรือ blog) ฟรี แบบเดียวกับ blospot.com ของ google แต่เป็นในสไตล์ของ WordPress เราเพียงแต่ใช้ email สมัครเข้าใช้บริการเปิด blog กับ WordPress โดยการตั้งชื่อ subdomain ภายใต้ wordpress.com ซึ่งถ้าว่างเราก็จะได้ blog หรือมีเว็บไซต์ในทันที จุดเด่นของ WordPress คือการมีธีมฟรีสนับสนุนมากมาย ถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้างก็ราคาไม่กี่ร้อยบาทหรืออย่างมากก็แค่หลักพันบาท การใช้บริการจาก wordpress.com มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่น 1. ไม่สามารถติดตั้ง plugin เพิ่มเติมได้ แต่ WordPress ก็จะมี plugin มาตรฐานที่เพียงพอต่อการใช้งานได้แล้ว เช่น plugin พวก social เป็นต้น 2. ไม่สามารถแก้ไข theme ได้ ข้อจำกัดนี้อาจไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่ออกแบบเว็บไซต์ด้วย html เป็นก็อยากจะแก้ไขบางส่วนของธีมเพื่อให้มีเอกลักษณ์ อาจจะรู้สึกหงุดหงิด ส่วนข้อดีของการใช้บริการจาก wordpress.com คือ 1. ไม่ต้องยุ่งยากกับการป้องกันการถูกแฮค (หากตั้งรหัสผ่านไม่ให้เดาง่าย) เพราะ WordPress จะเป็นคนดูแลระบบให้เราเอง 2. เว็บไซต์ของเราจะเป็น subdomain ของ wordpress.com ซึ่งจะช่วยให้ blog ของเราได้รับความสนใจจาก search engine มากกว่าการเปิดเว็บไซต์ใหม่ ซึ่งหากใครเคยลองสังเกตดูจะพบว่าในผลของการค้นหาผ่าน google หลายครั้งเราจะพบว่ามีเว็บไซต์จาก wordpress.com หรือ blogspot.com ปรากฏมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ และมีหลายเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่จดโดเมนเอง ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่จดโดเมนเองจะมีเนื้อหามากกว่าก็ตาม 3. ไม่ต้องยุ่งยากกับการ backup ข้อมูล อันนี้ WordPress เขาคอยดูแลให้ โอกาสที่่เว็บจะล่มแล้วข้อมูลหายน้อยมาก wordpress.org สำหรับผู้เริ่มต้นจะมีเว็บไซต์หรือผู้ที่ไม่ได้ต้องการยุ่งยากกับงานป้องกันการแฮค การ backup ข้อมูล และไม่ซีเรียสกับธีมฟรีที่หน้าตาพื้นๆ ต้องการนำเสนอข้อมูลอย่างเดียว เช่นต้องการเขียนบทความลงเว็บไซต์ของงานอดิเรก ต้องการทำ blog โฆษณาสินค้า ขายสินค้า โดยหวังผลทางด้าน SEO ในระยะสั้น ไม่ต้องการลูกเล่นอะไรในหน้าเว็บไซต์มาก การใช้บริการจาก wordpress.com ก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อใช้ไปสักพักหนึ่ง คุณอาจต้องการมากกว่านั้น คือคุณต้องการมีเว็บไซต์ที่คุณเป็นเจ้าของเองโดยสมบูรณ์ ซึ่ง WordPress ก็สนองความต้องการของคุณด้วยการนำซอฟต์แวร์แบบเดียวกันกับ wordpress.com มาให้คุณดาวน์โหลดไปติดตั้งบนโอสท์ของคุณได้ฟรี โดยดาวน์โหลดจาก wordpress.org ดังนั้นเมื่อพูดถึง wordpress.com ก็หมายถึงการใช้ WordPress ฟรีทั้งหมด มีเพียงอีเมลล์ก็สามารถเปิดเว็บไซต์ได้ เมื่อพูดถึง wordpress.org ก็จะหมายถึงการใช้ WordPress แบบเดียวกัน แต่ต้องนำมาติดตั้งบนโฮสท์ที่เราเช่าสำหรับทำเว็บไซต์ แล้วเราก็ดูแลเองทั้งหมด ตั้งแต่การติดดั้งไปจนถึงการลง theme การลง plugin การ backup และการป้องกันการถูกแฮค การติดตั้งเว็บไซต์ WordPress เอง หรือจาก wordpress.org เป็นเรื่่องง่าย ถ้าทุกอย่างพร้อมก็ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่สิ่งที่ยากก็คือการเลือกดีไซน์หรือ theme ให้เหมาะกับความต้องการ การเลือก plugin ที่จำเป็น การบำรุงรักษา และที่สำคัญมาโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆเพื่อให้บรรจุวัตถุประสงค์ของการมีเว็บไซต์

Read more

การติดตั้ง WordPress ใน subfolder

การติดตั้ง WordPress ใน subfolder

ปกติเมื่อเราทำการติดตั้ง WordPress เราจะติดตั้งลงบน public_html เพราะเป็นตำแหน่งมาตรฐาน แต่บางครั้งเรามีความจำเป้นต้องติดตั้ง WordPress ลงในโฟลเดอร์ย่อยลงไปอีกชั้นหนึ่ง เช่นใน public_html/wordpress อาจด้วยเหตุที่เรามี web application อื่นติดตั้งรวมอยู่ด้วย เช่น opencart ซึ่งการแยก WordPress ไปลงใน subdirectory จะช่วยทำให้ดูเป็นระบบมากกว่า โดยปกติหากเราติดตั้ง WordPress ไว้ที่ /public_html/wordpress เว็บไซต์ของเราก็จะต้องมี url เป็น http://webstyleapp.com/wordpress แต่ในที่นี้เราต้องการให้เป็น http://webstyleapp.com ขั้นตอนการติดตั้งครั้งแรก เซตให้ WordPress อยู่ใน /public_html/wordpress ก่อน 1. FTP ไฟล์ของ WordPress ไปที่ /public_html/wordpress 2. ติดตั้ง WordPress ตามกระบวนการปกติ 3. ซึ่งตอนนี้ url ของเราจะอยู่ที่ http://webstyleapp.com/wordpress ใช้ NotePad+ ก็อปปี้ /public_html/wordpress/index.php ไปไว้ที่ /public_html แล้วเปิดไฟล์ดังกล่าว เปลี่ยนคำสั่งในบรรทัด require(‘./wp-blog-header.php’); เป็น require(‘./wordpress/wp-blog-header.php’); 4. เข้าเมนู Settings->General เปลี่ยนเป็น WordPress Directory: http://webstyleapp.com/wordpress/ Site Directory: http://webstyleapp.com/ 5. ทดลองเข้า http://webstyleapp.com/ ซึ่ง url หลักควรจะเปลี่ยนมาที่นี่ หากจะย้ายจากตำแหน่งเดิม หากเราติดตั้ง WordPress ลงใน /public_html อยู่ก่อนแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ย้ายไฟล์ทั้งหมดลงไปไว้ที่ /public_html/wordpress 2. ใช้ NotePad+ ก็อปปี้ /public_html/wordpress/index.php ไปไว้ที่ /public_html แล้วเปิดไฟล์ดังกล่าว เปลี่ยนคำสั่งในบรรทัด require(‘./wp-blog-header.php’); เป็น require(‘./wordpress/wp-blog-header.php’); 4. เข้าเมนู Settings->General เปลี่ยนเป็น WordPress Directory: http://webstyleapp.com/wordpress/ Site Directory: http://webstyleapp.com/ 5. ทดลองเข้า http://webstyleapp.com/ ซึ่งควรจะเข้าได้ตามปกติ

Read more

Pingbacks คืออะไร

Pingbacks คืออะไร

Pingbacks อาจจะเป็นเรื่องไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับผู้เริ่มใช้ WordPress แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่มีมานาน และไม่ใช่เรื่องของ WordPress โดยตรง เป็นเรื่องของระบบ blog เสียมากกว่า และถือเป็นส่วนหนึ่งของการการคอมเมนต์เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม blog รวมถึงการทำ SEO ด้วย ความต้องการของคนทำ blog/เว็บไซต์ แน่นอนว่าเราทำเว็บไซต์ก็ต้องการให้คนเข้ามาดูมากเพื่อให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากที่สุด หรือสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ หรือเพื่องานอดิเรก นอกจากการเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจแล้ว การมีส่วนร่วมก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งถ้าพูดในกรอบของ blog (ไม่ใช้ social tool อย่าง facebook หรือ twitter) แล้ว การเปิดให้มีการคอมเมนต์ถือเป็นหัวใจหลักของการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นความนิยมในตัวเว็บไซต์นอกจากจะวัดกันที่จำนวนคลิกต่อวันหรือทราฟฟิคแล้ว ปริมาณของการคอมเมนต์ก็เป็นตัววัดตัวหนึ่ง คอมเมนต์โดยทั่วไปเรารู้จักกันดี แต่มีคอมเมนต์ลักษณะหนึ่งที่เราอาจจะเคยเห็นในบางโพสต์ คือมีลักษณะเป็นลิงค์ไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง ลิงค์ลักษณะนี้ในภาษาของ blog เรียกว่า pingbacks หรือการคอมเมนต์โดยผ่านลิงค์ คือเนื้อหาของคอมเมนต์อยู่ในอีกเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งต้องตามไปอ่านเอง กล่าวอย่างง่ายๆ backlinks คือ ระบบการคอมเมนต์อันหนึ่ง ที่ผู้คอมเมนต์ทำการคอมเมนต์โพสต์ในเว็บเพจอื่นจากโพสต์ในเว็บไซต์ของเขาเอง แล้วส่งสัญญาณ (ping) มาหาโพสต์นั้น เพื่อให้เจ้าของโพสต์นั้นอนุญาตว่าจะให้ลงคอมเมนต์ของเขาหรือไม่ แต่ไม่มีเนื้อหาของคอมเมนต์มีเพียงลิงค์ที่ส่งกลับไปหาโพสต์ที่คอมเมนต์มา กลไกของ Pingbacks เป็นอย่างไร Pingbacks เป็นหลักการ จะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับระบบ blog นั้นๆจะกำหนด โดยทั่วไประบบที่สนับสนุนหลักการนี้จะทำให้ขั้นตอนเป็นไปโดยอัตโนมัติ 1. เมื่อคนเขียนโพสต์ในเว็บไซต์ A ทำลิงค์มายังโพสต์ในเว็บไซต์ B เท่ากับว่าโพสต์ใน A ได้คอมเมนต์โพสต์ใน B 2. จะมีข้อความแจ้งไปยังเว็บไซต์ B ว่ามีคอมเมนต์แบบ pingbacks เกิดขึ้นจากเว็บไซต์ A 3. ผู้ดูแลเว็บไซต์ A รับทราบ ถ้าตัดสินใจอนุมัติ จะมีลิงค์กลับไปยังเพจที่คอมเมนต์มาในเว็บไซต์ B ซึ่งโดยทั้วไปตำแหน่งของลิงค์จะอยู่แถวๆคอมเมนต์ในโพสต์ A WordPress กับ Pingbacks WordPress เป็นเครื่องมือทำเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันของ blog อยู่ครบถ้วน รวมทั้งการ pingbacks ซึ่งค่าปกติของ WordPress ทั้งของ .com และ .org (3.5.2) จะเหมือนกันคือจะเปิดการ pingbacks ไว้ทุกโพสต์ เมื่อมีคนทำโพสต์ลิงค์มายังโพสต์ใดโพสต์หนึ่งของเราจะเกิดการ pingbacks โดยอัตโนมัติ คือจะปรากฏเป็นคอมเมนต์หนึ่งในเมนู Comments ตามรูป ตามตัวอย่างคือมีโพสต์จาก http://successbest.wordpress.com/2013/06/27/……. ทำ pingbacks มาหาเรา ซึ่งในระบบของ WordPress จะถือเป็นคอมเมนต์หนึ่ง ซึ่งถ้าหากเราอนุมัติ pingbacks นั้น ก็จะปรากฏลิงค์กลับไปยังหน้าเพจของโพสต์นั้น ตามรูปเป็นตำแหน่งของ pingbacks ใน Twenty Eleven ซึ่งตำแหน่งของ pingback จะขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ บางตัวอาจไปวางไว้ท้ายไตเติ้ล บางทีก็ไปวางไว้ท้ายคอมเมนต์ เปิดใช้ pingbacks ที่ไหน โดยปกติ WordPress จะเปิด pingbacks ไว้เป็นค่าเริ่มแรก ซึ่งการควบคุมจะทำได้สองระดับ 1. เซตกับทุกโพสต์ เป็นการเซตว่าจะเปิดการใช้หรือไม่ ซึ่งค่าเริ่มแรกเป็นดังรูป คือเปิดไว้หมด แต่การเซตตรงนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามการเซตเฉพาะโพสต์ได้ การยกเลิกก็ให้เอาเครื่องหมายถูกหน้า Allow link notifications from other blogs (pingbacks and trackbacks) ออก 2. เซตเฉพาะโพสต์ ในแต่ละโพสต์เราสามารถกำหนดได้ลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า จะให้รับ pingbacks หรือไม่ ค่าเริ่มแรกจะเป็นดังรูป คือเปิดหมด ถ้าไม่ต้องการสำหรับโพสต์ใดก็ให้เอาเครื่องหมายถูกหน้า Allow trackbacks and pingpacks on this page ออก ปกติออปชั่นนี้จะมองไม่เห็น ให้คลิกที่ Option Screens แล้วคลิกถูกที่ช่อง Discussion Pingbacks กับ Spam และ SEO มาถึงตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า หลักการของpingbacks เป็นหลักการที่ดี เจตนาคือช่วยสร้างเครือข่ายของ blog ช่วยกันดึงผู้อ่านให้ไหลลื่นไปตามลิงค์ที่มีการแนะนำ (ถ้าสนใจ)…

Read more

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

การใช้ระบบ Subscription หรือ Follow เป็นการสร้างเครือข่าย blog ของ WordPress เมื่อถึงยุคของ social จึงเกิดระบบ like และ share ขึ้น ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างมากมายกว่าที่ระบบ blog เคยทำได้มาก่อน เว็บไซต์ social ที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้น facebook และ twitter และที่กำลังพยายามตามมาก็คือ google+ ผู้ที่ใช้ blog จาก wordpress.com สามารถใช้เครื่องมือในการ like และ share บน facebook แชร์บน twitter รวมทั้ง google+ ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเครือข่าย social อื่นๆ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไร แต่ถ้าหากติดตั้งเว็บเอง ตัวเทียบเท่าก็คือ Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing ที่จะกล่าวถึงนี้ เชื่อมต่อ social ด้วย Jetpack Publicize สำหรับ wordpress.org หรือเว็บไซต์ WordPress ที่สร้างขึ้นเอง เราสามารถใช้ฟีเจอร์แบบเดียวกับที่มีใน wordpress.com ด้วย plugin publicize รูปร่างหน้าตาของเว็บที่ใช้ plugin นี้คงจะเห็นกันจนชินตา ข้อดีของ publicize คือช่วยสร้าง App ในการเชื่อมต่อกับ social tool ให้เราโดยอัตโนมัติ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ WordPress บังคับห้เราต้องมีบัญชี blog กับ WordPress เริ่มด้วยการ activate หากยังไม่ได้เปิดใช้งานก็เลือกเมนู Jetpack แล้วคลิก activate ตั้งค่าเชื่อมต่อ Social Tools ไปที่เมนู Settings->Sharing Facebook และ Twitter คงไม่มีใครไม่รู้จัก Linkedin เป็นเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงาน หางาน ส่วน tumblr เป็น blog แบบหนึ่ง บางคนจัดว่าเป็น micro blog ได้รับความนิยมพอสมควร เชื่อมต่อกับ Facebook ปกติถ้าเราต้องการใช้ฟังก์ชันของ facebook ภายใต้เว็บไซต์ของเรา เช่นกล่อง like ปุ่ม share กล่อง comment เราจะต้องสร้าง App ภายใต้ facebook ขึ้นมา ซึ่งผู้ที่มีบัญชีของ facebook ทุกคนสามารถสร้างได้ แต่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากกับคนที่ไม่คุ้น ซึ่งถ้าเป็น plugin ทั่วไปเราจะต้องสร้าง App ขึ้นเองก่อนแล้วจึงเชื่อมโยงเข้ากับ plugin แต่สำหรับ Jetpack เราไม่ต้องสร้าง App เพราะ WordPress สร้างไว้ให้แล้ว เราเพียงแต่ติดตั้ง App ของ WordPress ไปใน facebook ของเรา กดปุ่ม Add new Facebook connection จะขึ้นหน้า login ของเฟสบุค ล็อกอินด้วยบัญชีเฟสบุคของเรา จากนั้น WordPress จะทำการติดตั้ง App ของ WordPress ในนามของเรา ซึ่งเราต้องอนุญาตให้อ่าน public profile และรายชื่อ friend ได้ จากนั้นจะให้เราเลือกว่าจะให้ WordPress โพสต์ข้อความลงไปที่ไหน ค่าปกติเป็น Friends แต่แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Only me จากนั้น WordPress ต้องการสิทธิ์ในการจัดการกับ fan page ที่เรามี ให้เลือกตกลง เป็นอันเรียบร้อย ตอนนี้ blog หรือเว็บไซต์ขอเราได้เชื่อมต่อกับ Facebook แล้ว สังเกตว่าชื่อ facebook ของเราจะไปปรากฎเป็น connection หนึ่ง…

Read more

Custom Post Type คืออะไร

Custom Post Type คืออะไร

ถ้าจะพูดถึงจุดเด่นของ WordPress ในแง่ความง่ายในการใช้งานสำหรับยูสเซอร์แล้ว ความง่ายในการพัฒนา plugin (รวมทั้ง theme) สำหรับนักพัฒนาก็เป็นจุดเด่นอันหนึ่งของ WordPress และสำหรับนักพัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ custom post type ซึ่งถือเป็นพระเอกตัวหนึ่งของ WordPress ซึ่งมีใช้ทั้งใน theme และ plugin สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก custom post type หากใช้ WordPress มาสักระยะหนึ่ง เปลี่ยน theme ลง plugin หลายๆตัวคงเคยจะสังเกตเมนูทางซ้ายว่ามักจะมีเมนูใหม่เกิดขึ้น เมื่อคลิกไปแล้วก็มีลักษณะคล้ายกับเมนู Posts ที่เคยใช้ คือสามารถเขียนโพสต์ลงไปได้แต่มี field ให้ใส่ข้อมูลมากขึ้น นั่นแหละครับคือ custom post type สำหรับผู้ที่ใช้ Drupal 7 เขาจะเรียกฟีเจอร์นี้ว่า CCK (Content Construction Kit) ซึ่งจะ build in อยู่ในตัวของ Drupal เลย แต่สำหรับ WordPress ไม่มีเมนูให้สร้าง custom post type ได้เอง ต้องเขียนโปรแกรมสร้างขึ้นมา หรืออาศัย plugin มาสร้าง custom post type ให้ ซึ่งก็มีอยู่หลายตัว สมมุติว่าเราอยากจะสร้างเว็บไซต์สำหรับขายหนังสือเก่า แทนที่เราจะไปเขียนโพสต์หนึ่งโพสต์ต่อหนังสือหนึ่งเล่ม เราก็สร้าง custom post type สำหรับหนังสือขึ้นมาเป็นการเฉพาะแยกออกมาต่างหากจากเมนู Posts ธรรมดา และที่สำคัญเราสามารถเพิ่มเติม field อื่นๆที่เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับหนังสือได้ เช่น ปีที่พิมพ์ ชื่อผู้แต่ง สำนักพิมพ์ เป็นต้น หรือหากเราจะทำเว็บไซต์สำหรับโพสต์ตำแหน่งงาน เราก็สร้าง custom post type ที่มี field ที่เกี่ยวข้องเช่น วุฒิการศึกษา อายุ ประสบการณ์ สถานที่ทำงาน และอื่นๆ นี่คือประโยชน์ของ custom post type ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด อาจมีคนถามว่าแล้วจะต่างจากการใส่ข้อมูลทั้งหมดไว้ในตัวโพสต์ตรงไหน คำตอบคือ custom post type ช่วยให้สามารถใส่ข้อมูลได้เป็นระบบมากขึ้น คือแยกข้อมูลที่เป็นลักษณะเฉพาะของโพสต์แบบนั้นๆออกมาเป็น fieldช่วยให้นักออกแบบเว็บไซต์สามารถออกแบบเลย์เอาท์ได้ง่ายขึ้น และสวยงามมากกว่าการเอาข้อมูลทั้งหมดไปรวมอยู่ในตัวโพสต์ทั้งหมด คือนักออกแบบสามารถเลือกเอาข้อมูลใน field ต่างๆไปวางในจุดต่างๆได้เหมือนกับการออกแบบหน้าหนังสือในสื่อพิมพ์ช่วยให้สามารถพัฒนาโปรแกรมสำหรับค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับโพสต์ได้ดีกว่า อย่างเช่น ถ้าเราสร้าง custom post type สำหรับหนังสือ แล้วมี field สำหรับใส่ชื่อผู้แต่ง เราสามารถเขียนโปรแกรมให้ค้นหาชื่อผู้แต่งจาก field นี้ได้เลย สำหรับยูสเซอร์ธรรมดาอาจจะตั้งคำถามว่าแล้วจะสร้างและใช้ประโยชน์จาก custom post type ได้อย่างไร อันนี้ต้องพึ่ง plugin ครับ WordPress มี plugin สำหรับสร้าง custom post type อยู่หลายตัว ซึ่งยูสเซอร์สามารถสร้าง field เพิ่มสำหรับ custom post type ของเราได้ด้วยตนเอง ส่วนการโชว์และการวางตำแหน่งของ field ที่สร้างขึ้นต้องให้นักพัฒนา theme เป็นคนแก้ไข theme ให้แสดง field สำหรับ custom post type นั้น รวมทั้งจากค้นหาข้อมูลจาก field ที่กล่าวข้างต้น มาถึงตรงนี้ยูสเซอร์ธรรมดาคงจะถามว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ทำ custom post type ได้เพียงครึ่งเดียวสิ เพราะอีกครึ่งก็ยังต้องอาศัยนักพัฒนา theme หรือโปรแกรมเมอร์อยู่ดี เพราะสร้างขึ้นแล้วก็ใส่ข้อมูลได้อย่างเดียว แต่ theme ไม่โชว์ออกมา อันนี้ก็ต้องตอบว่าเข้าใจถูกแล้วครับ WordPress วาง concept ของการใช้งาน custom post type ไว้อย่างนี้

Read more

การอัพเดท WordPress

การอัพเดท WordPress

สงวนลิขสิทธิ์ เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ทั่วๆไป WordPress ต้องการมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอและควรจะทันทีที่มีการประกาศให้อัพเดท ซึ่งปัจจุบันคือ 3.5.2 การอัพเดท WordPress มีวิธีหลักๆอยู่สองวิธี คือ ใช้การอัพเดทอัตโนมัติใน dashboard และใช้การอัพโหลดไฟล์ของเวอร์ชันใหม่เข้าไปแทนที่ อย่าละเลยการอัพเดท ผู้ใช้ทั่วไปมักจะละเลยที่จะอัพเดท เพราะคิดว่าไม่จำเป็น บางคนคิดว่าการอัพเดทเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเล็กๆน้อยๆซึ่งตนเองคิดว่าที่มีอยู่ก็เพียงพออยู่แล้ว หรือคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นเป้าหมายของการการแฮค อย่างเช่นเห็นว่าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวหรือเป็นกิจการขนาดเล็กที่ไม่น่าจะมีใครมาสนใจทำให้เสียหาย ซึ่งคิดผิดถนัด WordPress และ opensource อื่นๆมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นโปรแกรมที่มีการเปิดเผยซอร์ซโค้ดและมีชุมชนที่คุยกันเรื่องข้อบกพร่องทั้งในแง่ประสิทธิภาพ การใช้งาน และช่องโหว่ที่แฮคเกอร์สามารถเข้ามาเจาะได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ และไม่เป็นความลับใดๆ สำหรับคนที่คิดว่าคงไม่มีใครมาแฮค ถูกครึ่งหนึ่งครับ เพราะที่เข้ามาแฮคตอนแรกมักจะเป็นหุ่นยนต์ (robot) หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเจาะเข้าเว็บไซต์ที่ใช้เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะค้นหาเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress เวอร์ชันเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว หากเว็บไซต์เราน่าสนใจ (สำหรับแฮกเกอร์) และหุ่นยนต์เจาะไม่ได้ แฮคเกอร์ที่เป็นคนถึงจะลงมือเอง Zero-day และเมื่อพบข้อบกพร่องโดยเฉพาะที่เป็นช่องโหว่ที่จะให้แฮคเกอร์เจาะเข้ามาได้ เวอร์ชันที่ใช้อยู่ก็จะมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีในทันทีจนกว่าจะมีเวอร์ชันอัพเดทที่ปิดช่องโหว่นั้น ซึ่งมีภาษาเรียกว่า Zero-day หมายถึงช่วงเวลาสุญญากาศนับจากวันที่พบช่องโหว่จนถึงวันที่มีเวอร์ชันอัพเดทออกมา ที่แนะนำว่าผู้ที่ใช้ WordPress พึงให้ความใส่ใจก็เพราะว่าหลายเดือนมานี้ (จนกระทั่งถึงวันนี้) WordPress เป็นเป้าในการโจมตีมาตลอด โดยที่เจ้าของเว็บไซต์บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ กลัวอัพเดทแล้วมีปัญหา สำหรับคนที่ใช้ plugin เยอะอาจจะกลัวการอัพเดทอยู่ไม่น้อย เพราะบางครั้งพออัพเดทไปแล้วกลับใช้ plugin บางตัวไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นที่ตัว plugin จริงๆหรืออาจจะเป็นสาเหตุอื่นประกอบ ผู้ใช้ก็เลยรอให้ผู้พัฒนา plugin ทดสอบกับเวอร์ชันใหม่ก่อนว่าใช้งานได้จริง ทั้งนี้รวมทั้ง theme ด้วย ปัญหาอันนี้ตอบยากจริงๆ เพราะโดยแง่หลักการ การอัพเดท (update) เวอร์ชันย่อยมักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งใดๆให้กระเทือน plugin หรือ theme เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการอัพเกรด (upgrade) เช่นเปลี่ยนจากเวอร์ชัน 3.5.x ไปเป็นเวอร์ชัน 3.6 ซึ่งก็จะมีการแจ้งล่วงหน้าตลอดว่าจะมีคำสั่งใดที่ล้าสมัย (deplicate) ซึ่งผู้พัฒนา plugin และ theme เขาก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด ความเห็นผมก็คือยังไงก็ต้องอัพเดท ปล่อยไว้ไม่คุ้ม ดังนั้นถ้าใครเคยมีประสบการณ์อัพเดทแล้วใช้ไม่ได้ก็ต้องลองแกะดูว่าปัญหามันเกิดจาก plugin ตัวไหน หรือมีปัญหาอะไรกับ theme ที่ใช้อยู่ ขั้นตอนมาตรฐานก่อนการอัพเดท การสำรองข้อมูลเป็นวิธีการคลาสสิคสำหรับการอัพเดททุกๆโปรแกรมรวมทั้ง WordPress อย่าไว้ใจระบบการอัพเดทของซอฟต์แวร์ใดๆเป็นอันขาดว่าจะไม่กระทบกับข้อมูลเดิม บางคนเคยอัพเดทมาหลายครั้งโดยไม่ทำการสำรองข้อมูลเพราะขี้เกียจ และทำผ่านมาตลอด แต่พอมันเกิดปัญหาขึ้นมา ก็จะรู้ว่ามันไม่คุ้มกัน อัพเดท WordPress แบบรวดเร็ว วีธีนี้สำหรับผู้ที่ใช้ WordPress มาสักระยะหนึ่งคงจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เพราะในหน้า dashboard จะมีการเตือนให้อัพเดททั้ง plugin และตัว WordPress อยู่เสมอ ซึ่งการอัพเดทก็เพียงแต่กดปุ่ม update แล้วรอก็เป็นอันเสร็จ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด แต่มีข้อระวังก็คือให้ทำในช่วงที่อินเตอร์เนตทำงานลื่นไหลดีนะครับ ถ้าอินเตอร์เนตอืดอยู่อย่าเพิ่งอัพเดทโดยวิธีอัตโนมัตินี้เลย อาจจะทำให้การอัพเดทไม่สมบูรณ์ (บางครั้งแม้ว่า WordPress จะแจ้งว่าการอัพเดทสมบูรณ์แล้วก็ตาม) การอัพเดทด้วยตัวเอง การอัพเดทแบบนี้เป็นน้องๆของการติดตั้ง WordPress ใหม่เลย เพราะว่าเราจะทำการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ส่วนใหญ่ขึ้นไปยังเซอร์ฟเวอร์ของเรา ซึ่งการอัพโหลดแบบนี้เป็นแบบที่ช้าแต่ชัวร์และเป็นการเคลียร์พวก malware ที่อาจแฝงอยู่ในระบบไฟล์ของ WordPress พูดง่ายๆคือเราอาจถูกแฮคโดยการวางไฟล์แปลกปลอมเข้าไปในระบบไฟล์ของ WordPress รวมทั้งการเข้าไปแก้ไขบางไฟล์ การอัพเดทแบบนี้ผู้อัพเดทจะต้องมียูสเซอร์เนมและรหัสผ่านของ FTP ของเว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าหากเราทำคนดียวหมดก็ไม่มีปัญหา เพราะเรารู้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นบริษัทที่มีการแยกกันดูแลระหว่างผู้ดูระบบ WordPress กับผู้ดูระบบอัพโหลดด้วย FTP ก็ต้องให้คนหลังเป็นคนทำ ขั้นตอนการอัพเดทด้วยมือ 1 .สำรองข้อมูลทั้งหมด 2. Deactivate plugin ทุกตัว 3. เข้า FTP ดาวน์โหลดโฟลเดอร์ /public_html/wp-content (ทั้งโฟลเดอร์รวมทั้งไฟล์ข้างใน) มาสำรองไว้ และสำรองไฟล์ต่อไปนี้public_html/.htaccess public_html/favicon.ico public_html/wp-config.php public_html/index.html 4. ใช้ cPanel หรือ DirectAdmin (แล้วแต่โฮสต์ที่ใช้) ลบโฟลเดอร์ /public_html/wp-admin และ/public_html/ wp-includes ทิ้งไป (ซึ่งไฟล์ข้างในก็จะถูกลบไปด้วย) และลบไฟล์อื่นภายใต้ /public_html ออกให้หมด ยกเว้นไฟล์ต่อไปนี้public_html/.htaccess public_html/favicon.ico public_html/wp-config.php public_html/index.htmlซึ่งได้สำรองไว้แล้วในข้อ 3.ห้ามลบโฟลเดอร์ /public_html/wp-content เป็นอันขาด เพราะว่ามันจะเก็บพวกไฟล์รูปภาพ เสียง วีดีโอของโพสต์ของเราเอาไว้ แต่ถ้าเผลอลบไปก็ให้อัพโหลดที่สำรองไว้ คืนกลับไป (นี่คือเหตุผลที่ให้สำรองไว้ก่อน) 5. แตกไฟล์…

Read more

ชวนคนให้มีส่วนร่วมด้วย Jetpack Subscriptions

ชวนคนให้มีส่วนร่วมด้วย Jetpack Subscriptions

สงวนลิขสิทธิ์ การเชิญชวนให้ผู้เข้าดูเว็บไซต์มีส่วนร่วมทำได้หลายวิธี การเปิดให้มีการคอมเมนต์เป็นวิธีที่ดีที่สุด อีกวิธีหนึ่งก็คือการเชิญชวนให้สมัครรับข่าวสารหรือแจ้งโพสต์ใหม่ๆทาง email หรือที่เรียกว่า Subscription ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Email Marketing และ Blog Marketing ในชุดของ Jetpack มี plugin สำหรับ subscription อยู่ด้วย ซึ่งเป็นระบบเดียวกับการ Follow ใน wordpress.com Subscription หลักการเดียวกับ Follow ใน wordpress.com wordpress.com คือ blog ฟรี เมื่อเราสมัครใช้จะได้โดเมนย่อยเช่น webstyleapp.wordpress.com ซึ่งจะมี plugin สำหรับระบบ blog ติดตั้งให้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ รวมทั้ง subscription ซึ่งรู้จักกันในชื่อ follow หากใครเคยใช้ blog ฟรีใน wordpress.com มาก่อนก็คงเข้าใจโดยอัตโนมัติ ใน Jetpack ก็หลักการเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเรามาสร้างเว็บไซต์ของเราเอง เราก็ต้องติดตั้ง plugin เหล่านี้เอง ซึ่งก็อยู่ในชุดของ Jetpack ส่วนคอนเซฟต์และวิธีใช้เหมือนกัน ระบบ Follow ของ wordpress.com สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ขอถือโอกาสแนะนำตรงนี้ WordPress กำเนิดมาจากการเป็นระบบ blog หมายความว่า เป็นเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาให้คนติดตาม การติดตามหรือการ follow เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความนิยมของ blog ในระบบของ wordpress.com ผู้ติดตามหรือ follower อาจจะเป็นเจ้าของ blog อื่น ซึ่งมี username (หรือ email) ที่สมัครไว้ หรือไม่ได้เปิด blog กับ wordpress.com ก็สามารถติดตามได้โดยใส่ email เข้าไปในช่องติดตาม เจ้าของ blog จะต้องโชว์ Follow Blog Widget (จาก Appearance->Widget) ซึ่งจะต้องลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการแสดง ซึ่งจะปรากฏแก่ผู้เข้าดูเว็บไซต์ที่ไม่ได้เปิดบัญชีกับ wordpress.com หรือมีแต่ไม่ได้ล็อกอินในขณะเข้าดูเว็บไซต์ของเรา Widget ตัวนี้จะแสดงช่องให้กรอก email และปุ่ม follow แต่ผู้ที่มีบัญชี wordpress.com และล็อกอินอยู่ เมื่อมาดูเว็บไซต์นี้ก็จะแสดงปุ่มให้ follow เลย นอกจากการ subscribe หรือ follow โดยวิธีข้างต้นแล้ว WordPress ยังให้ผู้อ่าน subscribe ได้โดยตรงผ่านโพสต์ที่อ่าน เช่นถ้าเรามีโพสต์ใน yyy.wordpress.com ตรงท้ายคอมเมนต์จะมีช่องให้ subscribe ผ่าน email ตามรูปเป็นตัวอย่างเมื่อผู้มีบัญชีชื่อ James ของ xxx.wordpress.com กำลังจะคอมเมนต์ในเว็บไซต์ yyy.wordpress.com ของผู้อื่นในขณะที่กำลังล็อกอินด้วยบัญชีของตัวเองอยู่ หาก James คลิกที่ Notify me of new posts via email ก็จะมีผลเช่นเดียวกับการกดปุ่ม follow ข้างต้น คือ James ได้สมัครรับแจ้งโพสต์ใหม่ๆผ่านทาง email จาก yyy.wordpress.com หากคลิกที่ Notify me of follow-up comments via email จะเป็นการสมัครรับแจ้งทาง email เมื่อมีคนมาคอมเมนต์ต่อ โดย email ที่ใช้ก็คือ email ที่ James ใช้กับ xxx.wordpress.com นั่นเอง แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เปิด blog กับ wordpress.com หรือมีแต่ไม่ได้ล็อกอิน ก็จะต้องใส่ email และ name ก่อนที่จะคอมเมนต์ เมื่อคนคอมเมนต์กดปุ่ม Post Comment คอมเมนต์นั้นก็จะส่งไปยัง yyy.wordpress.com ซึ่งจะต้องรออนุมัติจากเจ้าของ blog ซึ่งเมื่ออนุมัติก็จะไปปรากฏเป็นคอมเมนต์ให้คนทั่วไปเห็นได้ แต่ถ้าเราต้องการให้คนที่มีบัญชีของ wordpress.com เท่านั้นที่จะคอมเมนต์ได้ก็จะต้องเซตที่ Settings->Discussion คลิกถูกตรง…

Read more

ใช้ WordPress แล้วดีตรงไหน

ใช้ WordPress แล้วดีตรงไหน

ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า WordPress คืออะไร ขอแนะนำให้ลองเล่นจาก wordpress.com ซึ่งจะทำให้คุณได้เข้าใจ WordPress ด้วยตนเองได้ดีที่สุด WordPress.com เพียงพอสำหรับการเป็นเว็บไซต์ไหม ในบริการฟรีอันนี้ คุณจะต้องเลือกชื่อโดเมนของคุณ ซึ่งอาจจะเป็น iamhere.wordpress.com ซึ่งคุณจะได้ blog สำหรับเขียนบทความหรือจะทำเป็นเว็บไซต์ก็ได้ โดยเลือก theme ฟรีที่ถูกใจ ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์กับ blog อื่นๆมาก่อน ก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก คุณสามารถเรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยคู่มือใดๆ หรือถ้าจำเป็นก็สามารถค้นหาจากอินเตอร์เนต แต่หากคุณต้องการได้ theme ที่สวยงามกว่า ซึ่งก็จะเป็น theme ที่ต้องจ่ายเงิน WordPress ก็คิดค่าค่าบริการแบบรายปี (ซึ่งราคาไม่แพง) พร้อมกับความสามารถในการปรับแต่งได้มากขึ้น และคุณยังสามารถใช้โดเมนเนมของคุณแทนที่โดเมนเนมภายใต้ wordpress.com ได้ด้วย ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการยุ่งยากกับการดูแลระบบ เช่นการ backup ข้อมูล การป้องกัน hacker เจาะเข้ามา และอื่นๆ การใช้บริการ wordpress.com ก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง แล้วการตั้งเว็บไซต์ด้วย WordPress เป็นของตัวเองคืออะไร WordPress มีข้อดีอันหนึ่งที่เหนือกว่า blog ทั่วๆไป คือ มันเป็น opensource ตัวหนึ่งที่อนุญาตให้ใครเอาตัว WordPress ไปตั้งเว็บไซต์แบบ WordPress เองก็ได้ หรือจะเอาไปดัดแปลงแล้วมาทำแข่งก็ไม่ว่ากัน ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการใช้บริการจ่ายรายปีกับ WordPress คุณต้องการอิสระในการควบคุมเว็บไซต์ของคุณ คุณมีทางเลือกที่สองคือ download ตัว WordPress มาติดตั้งบน host (เช่า) ของคุณเอง ซึ่งคุณก็จะกลายเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นโดยสมบูรณ์ (รวมทั้งการดูแลปัญหาเรื่องการ backup การป้องกันต่างๆเองด้วย) แล้วมีอะไรที่ต้องเรียนรู้ เมื่อเราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก มันจะเป็นเพียง blog เปล่า ที่ใช้สำหรับโพสต์บทความหรือข้อความ และมี theme มาตรฐานให้ใช้อยู่ 2 ตัว องค์ประกอบอื่นๆที่เรียกว่า Widget จะเป็นตัวพื้นฐานที่ใช้สำหรับงานเขียน blog เช่น Archive, Recent post, Login, Recent comment, Page list, Category list เป็นต้น หากเราต้องการ theme ที่สวยกว่า หรือ Widget ที่ทำอย่างอื่น เช่น ทำ image gallery, ทำภาพ slide และลูกเล่นต่างๆแบบที่เราเห็นในเว็บไซต์อื่น ก็สามารถ download เพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ WordPress เอง ซึ่งมี theme และ plugin (Widget คือ plugin ชนิดหนึ่ง) ให้เลือกมากมาย ดังนั้นหากคุณขยับขึ้นไปติดตั้งเว็บไซต์เองแล้ว คุณก็จะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของ theme แต่ละตัวที่คุณเลือกใช้ รวมทั้ง plugin ด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้คุณสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเช่นกัน เราสอนอะไรเกี่ยว WordPress ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า WordPress นั้นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองได้ เพราะปรัญชาของ WordPress คือความง่ายในการใช้งาน ซึ่งก็หมายความว่าความต้องการของคุณต้องไม่มากด้วย ถ้าความต้องการของคุณมากขึ้น คุณต้องการ theme ที่สวยและไม่ซ้ำใคร คุณต้องการ plugin ที่ตรงกับความต้องการของคุณและเข้ากันได้กับ theme ที่คุณเลือก ไม่ใช่งานที่ง่าย ในโลกของ WordPress มี theme และ plugin ฟรีอยู่มากมาย แต่การเลือกให้ตรงกับงาน ให้ลงตัวมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะต้องใช้เวลามาก และยากที่จะให้สมบูรณ์ตามต้องการ

Read more

ทำไมต้อง WordPress

ทำไมต้อง WordPress

ปัจจุบันมีเครื่องมือหลายตัวในการสร้างเว็บไซต์ที่เรียกว่า CMS ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบ open source หรือสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนซ์ WordPress เป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากในรอบหลายปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมในลำดับต้นๆในปัจจุบัน เริ่มจากการเป็นเครื่องมือสำหรับสร้าง blog ซึ่งสามารถขอใช้ได้ฟรีที่ wordpress.com และยังสามารถ download มาติดตั้งบน host เราเองก็ได้ ปัจจุบัน WordPress ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับผู้เขียน blog เหมือนกับที่ผ่านมา แต่ WordPress ได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ที่สำคัญมากตัวหนึ่งของโลก โดยปรากฏว่ามีเว็บไซต์ดังๆหลายแห่งทั่วโลกได้เลือกใช้ ทำไมต้องเลือก WordPress หากจะสรุปว่า CMS ใดดีที่สุด หรือใครดีกว่าใคร ก็เป็นปัญหาถกเถียงกันหาข้อสรุปไม่ได้ การเลือกใช้ตัวใดขึ้นอยู่กับการถูกชะตามากกว่าประเด็นทางเทคนิค เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์ตามความถนัดของตนมากกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะมีความสามารถทางเทคนิคแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าจำเป็นต้องให้เหตุผล WordPress มีความโดดเด่นในประเด็นเหล่านี้ ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับ user มีเมนูที่เรียบง่าย เหมาะแก่การในงานในเบื้องต้น หากต้องการฟังก์ชันที่ซับซ้อนขึ้น ก็เพิ่ม plugin เข้าไปภายหลัง อันนี้แตกต่างกับ Joomla หรือ Drupal ซึ่งมีฟังก์ชันพื้นฐานเริ่มต้นมากกว่าง่ายสำหรับการเรียนรู้สำหรับ programmer เมื่อเทียบกับ CMS ตัวอื่นๆ WordPress มีความซับซ้อนระดับกลางๆ เพราะว่ามีฟังก์ชันพื้นฐานเกียวกับเว็บไซต์ครบ เช่นระบบสมาชิก ระบบการอัพโหลดรูปภาพ ระบบ mail การทำ plugin ทำได้ง่าย ใช้เวลาทำความเข้าใจกับระบบสักเล็กน้อยก็สามารถทำ plugin เองได้แล้วง่ายสำหรับ designer อันนี้เป็นจุดเด่นของ WordPress ที่ทำให้มี theme สวยงามมากมาย และมีเอกลักษณ์ในความเป็น WordPress เพราะความที่ WordPress เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อน ผู้ที่เป็นนักออกแบบที่เคยออกแบบเว็บไซต์แบบ HTML มาก่อน หากมาเรียบรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไก theme ของ WordPress ก็สามารถนำ theme แบบ HTML ที่เคยทำมาใส่ใน WordPress ได้ไม่ยาก อนาคตของ WordPress ถึงปัจจุบันมีหลายสิบล้านเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 3.5.1 ซึ่งแนวทางการพัฒนาก็ดูเหมือนจะคงไปทางเรียบง่ายเหมือนเดิม คือ ไม่เป็นระบบที่ซับซ้อนเกินไปที่ทำให้ programmer ต้องเสียเวลาเรียนรู้มากสำหรับการต่อยอดในรูป plugin และช่วยให้ designer สามารถออกแบบเว็บไซต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องทางเทคนิคมากเกินไป เช่นเดียวกับ CMS ตัวอื่นๆ WordPress มี theme และ plugin สนับสนุนมากมายทั้งแบบฟรีและไม่ฟรีในราคาหลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ถูกมากสำหรับองค์กรที่จะนำ WordPress ไปใช้แทนที่จะต้องลงทุนไปกับการพัฒนาระบบของตัวเอง

Read more