เริ่มต้นทำเว็บอีคอมเมิร์ซด้วย WooCommerce ปฐมบท

WordPress and Digital marketing

WooCommerce กับ WordPress

ทำเว็บ eCommerce ด้วย WordPress ดูอาจจะเป็นเรื่องใหญ่และน่ากลัวสำหรับคนที่ยังไม่มีเว็บไซต์ แต่ถ้าใครมีอยู่แล้วและต้องการอัพเกรดไปเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซก็จะไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีต้นทุนอยู่แล้วครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะถ้ามีเว็บไซต์ที่เป็น WordPress อยู่ก่อนแล้วก็เป็นเรื่องง่าย

เพราะคุณสามารถติดตั้งปลั๊กอิน WooCommerce เพื่อทำให้เว็บธรรมดากลายเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซแทบจะในทันที

บอกตามตรงว่าเมื่อหลายปีก่อนผมไม่ค่อยสนใจการใช้ WooCommerce กับ WordPress ซักเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นมีปลั๊กอินตัวเลือกและ platform ทางเลือกอยู่หลายตัว แต่พอทาง WordPress ประกาศยกฐานะ WooCommerce ให้เป็นปลั๊กอินมาตรฐานอีคอมเมิร์ซสำหรับ WordPress ผมก็เริ่มหันมาสนใจ WooCommerce อย่างเต็มตัว

WooCommerce หรืออื่นๆ

ถ้าคุณกำลังจะสร้างเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือกำลังจะอัพเกรดเว็บ WordPress ธรรมดาของคุณให้กลายไปเป็นร้านค้า คุณอาจจะมองหาทางเลือกอื่นๆ คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ Opencart, Magento หรืออะไรก็ตามที่คุณอาจหาข้อมูลได้จาก google หรืออาจจะมีผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำคุณว่าควรเริ่มจากทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ WordPress+WooCommerce ด้วยเหตุผลว่าสู้ระบบอีคอมเมิร์ซที่สร้างมาเฉพาะไม่ได้ WordPress พัฒนามาจากการเป๋น blog แล้วเอาปลั๊กอินมาเสียบเพิ่ม รวมทั้งอีคอมเมิร์ซ มันทำให้เป็นระบบเด็กๆ ไม่รองรับงานขนาดใหญ่

ประเด็นที่ว่ามานั้นก็มีส่วนถูก WordPress+WooCommerce ไม่ใช่ระบบที่แข็งแกร่งถ้าคุณเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสินค้าและยอดออร์เดอร์นับพันรายการต่อวัน ถ้าคุณเป็นธุรกิจในระดับนี้ผมแนะนำให้ใช้เฉพาะ แต่ถ้าสเกลคุณต่ำกว่านั้น WordPress+WooCommerce คือทางเลือกที่ดีที่สุด(ในความเห็นของผม)

คุณอาจเคยได้รับคำแนะนำว่า จะทำทั้งทีก็ลงทุนกับระบบใหญ่ไปเลยเดี๋ยวขยายงานทีหลังต้องไปเปลี่ยนระบบใหม่อีก ในระยะยาวจะไม่คุ้ม อันนี้แล้วแต่ ถ้าคุณมีทุนน้อยก็เริ่มจาก WordPress+WooCommerce เมื่อมีรายการต่อวันมาก แสดงว่าคุณกำลังไปได้สวยคุณก็จะมีเงินมากพอที่จะลงทุนปรับเปลี่ยนระบบได้ในภายหลัง แต่ถ้าเงินทุนคุณหนาคุณอาจจะเริ่มจากการจ้างคนมาพัฒนาระบบเฉพาะหรือใช้ opensource ทางอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะเช่น Magento ซึ่งคุณสามารถมองข้าม WordPress+WooCommerce ไปได้เลย

ผมคิดว่าส่วนใหญ่ที่เข้ามาอ่านคงเป็นกลุ่มเริ่มต้น ดังนั้นสรุปว่า WordPress+WooCommerce นี่แหละเหมาะที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องขยับขยายระบบในวันข้างหน้าอย่าไปกังวลมากนัก ถ้าเราไปได้สวยจริงก็แสดงว่าเริ่มมีเงินทุน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบในภายหลังก็จะไม่ใช่ปัญหา

เริ่มทำเว็บอีคอมเมิร์ซ

สิ่งแรกที่คุณต้องมีก็คือเว็บไซต์แบบธรรมดาที่ใช้ระบบของ WordPress อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเว็บไซต์เปล่าๆก็ได้ จากนั้นก็ค้นหาปลั๊กอิน WooCommerce ในคลังของ WordPress ติดตั้งแล้ว Activate ก็จบขั้นตอนแรก

ทำความเข้าใจกับระบบ WooCommerce

ระบบของ WooCommerce ไม่มีอะไรซับซ้อน ถ้าคุณเคยสั่งซื้อสินค้าออนไลน์หรือเข้าไปดูเว็บประเภทนี้คุณก็คงจะคุ้นเคยกับระบบอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว โดยพื้นฐานระบบจะสร้างสิ่งเหล่านี้ให้

  1. หน้า Shop สำหรับแสดงรายการสินค้าที่จะขาย ซึ่งจะแสดงราคา ส่วนลด และปุ่ม “ใส่ลงตระกร้า” ให้เรียบร้อย
  2. หน้า Account สำหรับลูกค้าให้สมัครสมาชิก ล็อกอิน และเช็คคำสั่งซื้อ
  3. หน้า Checkout สำหรับให้ลูกค้าสรุปรายการสั่งซื้อและส่งคำสั่งซื้อ

เมื่อติดตั้งปลั๊กอินเสร็จสิ่งเหล่านี้จะพร้อมให้คุณใช้โดยแทบไม่ต้องทำอะไร แต่… ถ้าคุณต้องการความพิเศษ มันจะต้องทำอะไรมากกว่านี้และไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะได้เว็บอีคอมเมิร์ซที่ดูดี น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพ

เรื่องหน้าตาของเว็บ

เนื่องจาก WooCommerce เป็นปลั๊กอินตัวหนึ่งของ WordPress ดังนั้นหน้าของมันจึงขึ้นอยู่กับธีมที่เราเลือกใช้ด้วย ข่าวดีคือว่าธีมส่วนใหญ่จะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่ถ้าธีมใดไม่สนับสนุนก็จะมีคำเตือนที่หน้า dashboard จากปลั๊กอินว่าธีมนั้นไม่ได้ประกาศว่าเข้ากันได้กับ WooCommerce ซึ่งอันนี้คุณต้องลองเล่นดู ที่ว่ามานี่หมายถึงธีมฟรีในคลังของ WordPress นะครับ ส่วนธีมเสียเงินสนับสนุนอย่างแน่นอน

จำเป็นไหมต้องซื้อธีม

ปกติคุณมีทางเลือกสองอย่างคือ หนึ่งใช้ธีมฟรีในคลังของ WordPress แล้วมาโมดิฟายเอา ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีทักษะทางเทคนิคพวก HTML, CSS สองคือซื้อธีมซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายดี ดีกว่าแบบแรกคือมี option ให้ปรับแต่งได้มากกว่าและมีประเภทของธีมให้เลือกตรงตามแบบธุรกิจทุกประเภท

อย่างที่ว่าแล้วว่าธีมซื้อเกือบทั้งหมดจะสนับสนุน WooCommerce อยู่แล้ว แต่จากประสบการณ์ของผม ธีมซื้อส่วนใหญ่ปรับแต่งหน้า shop, account, checkout ของ WooCommerce เพื่อให้องค์ประกอบดูกลมกลืนกับหน้าอื่นๆเท่านั้น ไม่ค่อยไปปรับเลย์เอาท์ให้ดูแตกต่างจากมาตรฐานของ WooCommerce ไปเท่าไหร่ มักจะหนักไปทางเพิ่มเมนูให้ปรับ font, size ตรงนู้นตรงนี้มากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นถ้าคุณจะเลือกซื้อธีมก็ต้องลองดูในรายละเอียดนิดหนึ่งว่ามันให้เลย์เอาท์ที่แตกต่างกันไหม มิฉะนั้นมันก็จะไม่ต่างอะไรกับธีมฟรีในคลังของ WordPress เพียงแต่เพิ่ม option ให้เซตอะไรที่เกินความจำเป็นมาให้

เอ…แล้วสรุปว่าไง ควรซื้อหรือไม่ควรซื้อ สรุปอย่างนี้ครับ ถ้าคุณเป็นธุรกิจที่ชัดเจนก็แนะนำให้ซื้อครับ ถ้าเพิ่งเริ่มต้นขายนิดๆหน่อยๆก็รอไว้ก่อนได้ ธีมฟรีก็เพียงพอกับการเปิดเว็บอีคอมเมิร์ซแล้ว

(แถมนิดหนึ่งครับ ธีมซื้อมีสองประเภท ประเภทหนึ่งจะสนับสนุน WooCommerce เพียงผิวเผินคือมีรูปลักษณ์ในหน้า shop, account, checkout กลมกลืนกับหน้าปกติ (เช่นสี ฟอนต์อะไรพวกนี้) แต่เลย์เอาท์ไม่ต่างอะไรจาก WooCommerce มาตรฐาน อีกประเภทหนึ่งปรับแต่งหน้าพวกนี้ให้เลย์เอาท์เลยดูแปลกตา ถ้าต้องการธีมประเภทนี้มักจะอยู่ในหมวดธุรกิจเฉพาะ เช่นธีมสำหรับเสื้อผ้า ธีมสำหรับสินค้าไอที ถ้าสินค้าที่คุณจะขายไม่เจาะจงประเภทธุรกิจคุณก็จะต้องซื้อธีมแบบแรก จะได้เลย์เอาท์ดูพื้นๆ แต่ถ้าธุรกิจคุณเจาะจงก็เลือกธีมแบบที่สอง ก็จะได้เลย์เอาท์ที่เฉพาะขึ้น สรุปว่าถ้าธุรกิจของคุณเฉพาะเจาะจง ไม่ได้ขายสินค้าหลากหลายก็แนะนำให้ซื้อครับ)

ต้องใช้ปลั๊กอินเพิ่มเติมไหม

ตัว WooCommerce เป็นปลั๊กอินฟรี แต่คุณต้องการเว็บอีคอมเมิร์ซที่พื้นๆก็เพียงพอต่อการเปิดเว็บขายของ แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมก็จะต้องติดตั้งปลั๊กอินเสริมสำหรับ WooCommerce อีกชั้นหนึ่งซึ่งมีทั้งฟรีและเสียเงิน

สรุป

หวังว่าคุณคงเห็นภาพรวม WooCommerce พอสมควรนะครับ ปฐมบทตอนที่ 1 ขอจบเพียงเท่านี้